บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ขนทัพนวัตกรรมยานยนต์ล่าสุด ชูเทคโนโลยี iPerformance และ M Performance


          บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยนตรกรรมระดับพรีเมียม ด้วยการยกทัพรถยนต์รุ่นล่าสุดพร้อมข้อเสนอ สุดพิเศษจากบีเอ็มดับเบิลยู และมินิ มุ่งหน้าสู่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ที่จะจัดขึ้น ในวันที่ 29 มีนาคม-9 เมษายน 2560 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพค เมืองทองธานี

          นำโดย บีเอ็มดับเบิลยู i8 Protonic Dark Silver Edition บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence พร้อมเทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence บีเอ็มดับเบิลยู 530i M Sport โฉมใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู 520d Luxury โฉมใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance รุ่นประกอบในประเทศ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT มินิ คันทรีแมน โฉมใหม่ และมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ คลับแมน ใหม่

 

บีเอ็มดับเบิลยู i8 Protonic Dark Silver Edition

 

          ราคา 11,899,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

          บีเอ็มดับเบิลยู i8 Protonic Dark Silver Edition เป็นรถยนต์สปอร์ต 4 ที่นั่ง (2+2) รุ่นพิเศษที่ผลิตในช่วงเวลาที่จำกัด โดดเด่นด้วยโครงสร้างห้องโดยสารที่ทำจากวัสดุ CFRP (carbon-fibre-reinforced plastic) และระบบส่งกำลังไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู eDrive มาพร้อมดีไซน์เรียบหรูดุดันด้วยตัวถังสีเงิน Dark Silver พร้อมเสริมความโฉบเฉี่ยวด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบ W-spoke 470 สีเทา Orbit Grey metallic ขนาดต่างกันในล้อหน้าและล้อหลัง ส่วนดีไซน์ภายในสวยงามไม่แพ้กันด้วยวัสดุที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์คุณภาพสูงและเซรามิก ให้ความรู้สึกสมกับเป็นรถสปอร์ตอย่างแท้จริง

          ระบบส่งกำลังแห่งอนาคต บีเอ็มดับเบิลยู eDrive ของบีเอ็มดับเบิลยู i8 ประกอบไปด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ เทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู TwinPower Turbo ที่ส่งกำลัง 170 กิโลวัตต์/231 แรงม้า พร้อมแรงบิด 320 นิวตันเมตร และมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีพละกำลัง 96 กิโลวัตต์/131 แรงม้า พร้อมแรงบิด 250 นิวตันเมตร นอกจากนี้ ระบบส่งกำลัง บีเอ็มดับเบิลยู eDrive ยังใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนกำลังไฟสูงและระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อส่งกำลังรวม 266 กิโลวัตต์/362 แรงม้าได้อย่างเต็มสมรรถนะและประหยัดพลังงานสูงสุด

          เมื่อใช้โหมดการขับขี่โดยใช้ไฟฟ้าโดยไม่มีการปล่อยไอเสียเลย บีเอ็มดับเบิลยู i8 สามารถขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นระยะทางถึง 37 กิโลเมตร และสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ในเวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง โดยสามารถเลือกชาร์จได้กับปลั๊กไฟบ้านทั่วไป หรืออุปกรณ์ บีเอ็มดับเบิลยู ไอ วอลล์บ็อกซ์ เพียว (BMW i Wallbox Pure) นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู i8 ผสานพลังเพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่โดดเด่นเหนือใคร พร้อมตอบสนองความต้องการในทุกเส้นทาง สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 4.4 วินาทีเมื่อขับขี่ในโหมดสปอร์ต ทั้งยังมีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานและการปล่อยไอเสียที่เหนือชั้นกว่ารถสปอร์ต ทุกรุ่นในตลาด ด้วยอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 47.6 กิโลเมตรต่อลิตรและอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 เพียง 49 กรัมต่อกิโลเมตร

          บีเอ็มดับเบิลยู i8 เป็นรถที่โดดเด่นเหนือใครด้านประสิทธิภาพ ความประหยัดและสมรรถนะบนท้องถนน และได้รับรางวัลในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นรางวัล International Engine of the Year สำหรับเครื่องยนต์ TwinPower Turbo 3 สูบ และระบบส่งกำลังไฮบริด ทั้งยังได้รับการโหวตให้คว้ารางวัลยอดเยี่ยม World Green Car of the Year และ Green Luxury Car พร้อมด้วยรางวัล Paul Pietsch Award จาก “auto motor und sport” นิตยสารยานยนต์ของประเทศเยอรมนีในฐานะรถยนต์ที่มีนวัตกรรมยานยนต์โดดเด่นที่สุด

 

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence พร้อมเทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด

 

          ราคา 6,699,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

          โดดเด่นด้วยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี BMW eDrive ในบีเอ็มดับเบิลยูตระกูล i นำมาสู่บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence พร้อมโครงสร้าง Carbon Core และแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง ผสานด้วยเทคโนโลยีเฉพาะ BMW TwinPower Turbo ขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า ให้สุนทรียะแห่งการขับขี่เหนือระดับ และความหรูหราสะดวกสบายในการขับขี่ระยะไกล นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ใหม่ ยังสามารถนำเทคโนโลยี Efficient Dynamics มารวมเข้ากับยนตรกรรมได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดารถยนต์ภายใต้แบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูด้วยกัน

          บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ให้กำลังสูงสุดที่ 190 กิโลวัตต์/258 แรงม้า ด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower นับเป็นขุมพลัง 4 สูบที่ทรงพลังที่สุด ระบบการขับขี่ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 83 กิโลวัตต์/113 แรงม้า พร้อมตอบสนองในเสี้ยววินาที โดยเมื่อใช้งานร่วมกัน เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าชุดนี้จะมอบกำลังสูงถึง 240 กิโลวัตต์/326 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร

          ยิ่งไปกว่านั้น มอเตอร์ไฟฟ้ายังรับหน้าที่ส่งพลังด้วยการสำรองพลังงานขณะแตะเบรก หรือด้วยการเพิ่มค่าภาระเครื่องยนต์ตามระบบไฮบริดที่เลือกใช้ จากนั้นจึงดึงพลังเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันสูง และเมื่อขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence จะสามารถขับในระยะทางสูงสุดได้ถึง 41 กิโลเมตร มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำมารวมเข้ากับระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic อย่างสมบูรณ์ เพื่อตอกย้ำประสิทธิภาพขั้นสูงสุดของการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าที่สร้างความปราดเปรียวขณะขับขี่ และการนำพลังงานส่วนเกินกลับมาใช้จากระบบเบรก

          ด้วยการจ่ายพลังงานระหว่างล้อหน้าและล้อหลังที่สมบูรณ์แบบ บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence สามารถเร่งเครื่องได้อย่างทรงพลัง ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรภายใน 5.3 วินาที โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 45.5 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อย CO2 ที่ 49 กรัมต่อกิโลเมตร ในขณะที่อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดอยู่ที่ระหว่าง 13.9 - 13.2 กิโลวัตต์ ต่อ 100 กิโลเมตร

บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence

 

          ราคา 12,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

          บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence เปิดตัวขุมพลังใหม่ล่าสุด M Performance TwinPower Turbo พร้อมเครื่องยนต์ 12 สูบ เครื่องยนต์ V12 ภายใต้ตราประทับ M Performance มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 6.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 448 กิโลวัตต์/610 แรงม้า ที่ 5,500 ถึง 6,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตรที่ 1,550 ถึง 5,000 รอบต่อนาที (อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ 8.2 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อย CO2 รวมที่ 291 กรัมต่อกิโลเมตร)

          ด้วยเทคโนโลยี M Performance TwinPower Turbo อันเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence สามารถให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรภายในเวลาเพียง 3.7 วินาที พร้อมให้ความเร็วสูงสุดจากพลังงานไฟฟ้าที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ่ายโอนพลังงานผ่านระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic Sport ซึ่งถูกปรับแต่งตามคุณลักษณะของเครื่องยนต์ V12 โดยเฉพาะ

          ระบบกันสะเทือนนวัตกรรม Executive Drive Pro คือบัตรผ่านของความปราดเปรียวอันเฉียบคมและความสะดวกสบายในการขับขี่ที่เหนือกว่า ระบบการรักษาเสถียรภาพรถแบบ Active roll ช่วยลดการสะเทือนของตัวรถให้น้อยที่สุด ผสมผสานกับสมรรถนะจากยางรถยนต์ด้วยล้ออัลลอยพิเศษน้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้ว เพื่อสร้างความคล่องแคล่วใน การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในคลาสรถยนต์เดียวกันให้กับบีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence โดย ไม่ส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการขับขี่แม้แต่น้อย ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างหรูหราด้วยไม้บริเวณพวงมาลัย และตัวอักษร V12 ที่จะปรากฎขึ้นบนหน้าปัดรถเมื่อผู้ขับขี่สตาร์ทเครื่องยนต์ ขอบประตูรถตกแต่งด้วยโลโก้ V12 เรืองแสง สร้างความตื่นตาตื่นใจพร้อมความรื่นรมย์ในการขับขี่ที่จะเกิดขึ้น โดยโลโก้ V12 ยังอวดโฉมอยู่บนคอนโซลและหน้าจอ Touch Command Panel บริเวณที่วางแขนของห้องผู้โดยสารด้านหลัง


บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ซีดาน โฉมใหม่: บีเอ็มดับเบิลยู 530i และบีเอ็มดับเบิลยู 520d

 

          ราคา บีเอ็มดับเบิลยู 530i M Sport 4,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

 

          ราคา บีเอ็มดับเบิลยู 520d Luxury 3,899,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

          นอกจากน้ำหนักที่เบากว่ารุ่นก่อนถึง 100 กิโลกรัมแล้ว ตัวถังของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ซีดาน โฉมใหม่ ยังมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ กระจายน้ำหนักอย่างสมดุล และมีแรงเสียดทานอากาศต่ำที่สุดในรถระดับเดียวกัน จึงทำให้ผสมผสานการขับขี่ที่คล่องตัวเข้ากับความนุ่มสบายสำหรับผู้โดยสารได้อย่างลงตัว

          บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ซีดาน โฉมใหม่ มาพร้อมกับปุ่มควบคุมฟังก์ชั่นอัจฉริยะพร้อมระบบสัมผัส iDrive โทรศัพท์ ระบบความบันเทิง และระบบการทำงานของรถผ่านจอแสดงผลความละเอียดสูง โดยรองรับการควบคุมผ่านทาง iDrive Controller สั่งงานด้วยเสียงหรือท่าทาง หรือสัมผัสที่หน้าจอโดยตรง

          ดีไซน์ภายนอก โดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ที่เป็นเอกลักษณ์และได้รับการออกแบบมาเพื่อบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ซีดาน โฉมใหม่ โดยเฉพาะ โดยมีระบบปรับการกระจายแสงให้เหมาะสมกับเส้นทางที่ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มแสงสว่างในมุมอับขณะเข้าโค้ง หรือระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติในระยะไกลสุด 500 เมตร

          ภายในห้องโดยสาร มีการเพิ่มพื้นที่เก็บของและพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสาร นอกจากนี้ เทคโนโลยี SYNTAK (Special Synergy Thermoacoustic Capsule) ยังช่วยเสริมการเก็บเสียงของห้องโดยสารเพื่อความ ผ่อนคลายสูงสุดของผู้โดยสาร

          ในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน บีเอ็มดับเบิลยู 530i ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร พร้อมมอบกำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์/252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 17.5 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 129 กรัมต่อกิโลเมตร ลดลงจากรุ่นก่อน 11 เปอร์เซ็นต์ สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.2 วินาที เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

          ส่วนรุ่นดีเซลอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู 520d ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 132 กรัมต่อกิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.5 วินาที และเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance รุ่นประกอบในประเทศ

 

          ราคา 2,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

          บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance มาพร้อมกับขุมพลังระดับ 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที ที่ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 27 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมอัตราการปล่อย CO2 เพียง 99 กรัมต่อกิโลเมตร ระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic ใหม่ มีส่วนช่วยลดอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ด้วยประสิทธิภาพอัตราการทดเกียร์ที่กว้างขึ้น และตัวแปลงแรงบิดที่สูญเสียกำลังน้อยลงในขณะเปลี่ยนเกียร์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ลงได้ราว 3 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 สปีด และก้านเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

          บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance รุ่นประกอบในประเทศ โดดเด่นและเฉียบคมยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M กับ front splitter สีดำด้าน กันชนหน้าและหลังติดสติ๊กเกอร์ Giugiaro สร้างความเร้าใจให้กับผู้ขับขี่ด้วยรูปลักษณ์ แบบสปอร์ต ยังมาพร้อมกับกระจังหน้าไตสีดำเงาและฝาครอบรอบกระจกข้างแบบคาร์บอน ช่องระบายอากาศด้านหลังและสปอยเลอร์หลังมาในสีดำด้าน พร้อมกรอบประตูสีดำด้านที่ติดตราประทับ 'M Performance' ขณะที่ฉายแสง LED ด้วยโลโก้บีเอ็มดับเบิลยูบริเวณประตู สร้างประสบการณ์อันเหนือชั้นให้แก่ผู้ขับขี่ก่อนเข้าสู่ตัวรถ

          ด้วยชุดกันชนหน้าที่มีช่องระบายอากาศดีไซน์ใหม่ เน้นย้ำถึงความกว้างของตัวรถ เช่นเดียวกับชุดกันชนหลังและ ไฟท้าย LED ที่ช่วยเสริมมาดความสปอร์ตของตัวรถ พร้อมไฟหน้าและไฟตัดหมอก LED เพื่อทัศนวิสัยในการขับขี่ ที่ดียิ่งขึ้น กุญแจอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูมาในระบบ comfort access system ที่สามารถสั่งการอย่างง่ายดายได้ด้วยสัญญาณทางไกล พร้อมเซ็นเซอร์น้ำฝนที่สร้างทัศนวิสัยอันปลอดโปร่งในทุกเวลา บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance ยังมีระบบ cruise control ช่วยให้ผู้ขับขี่กำหนดความเร็วสูงสุดและสร้างความสะดวกสบายสำหรับ การเดินทางไกลได้อย่างไร้กังวล ขณะที่กระจกมองหลังด้านในและกระจกข้างฝั่งคนขับยังช่วยป้องกันดวงตาของ ผู้ขับขี่ไม่ให้พร่ามัวด้วยฟังก์ชันป้องกันแสงจากไฟรถ

 


บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury โฉมใหม่

 

          ราคา 2,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

          บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 แกรนทัวริสโม โฉมใหม่ ผสมผสานยนตรกรรมหรูหราแบบซีดานเข้ากับความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตอย่างแท้จริง และยังคงประสิทธิภาพเอนกประสงค์ของรถยนต์ในแนวทัวริ่งไว้อย่างครบถ้วน โดยมาพร้อมประสิทธิภาพและสมรรถนะการขับขี่สูงสุดจาก BMW EfficientDynamics เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ TwinPower Turbo นอกจากนี้ ยังมีเกียร์อัตโนมัติ ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อจอด ระบบชาร์จไฟอัตโนมัติขณะเบรก และการขับขี่ในโหมด ECO PRO ทำให้มีกำลังแรงมากขึ้นและมีการสูญเสียพลังงานขณะเปลี่ยนเกียร์น้อยลง ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองพลังงานและอัตราการปล่อย CO2 ลดลงถึง 3 เปอร์เซ็นต์ สร้างมาตรฐานใหม่เรื่องความประหยัดและอัตราการปล่อยของเสีย

          บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 แกรนทัวริสโม มีขนาดความยาว 4,824 มิลลิเมตร ยาวกว่ารถยนต์ตระกูลซีรีส์ 3 รุ่นอื่น ๆ ถึง 200 มิลลิเมตร และยังมาพร้อมการออกแบบภายนอกที่ดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ด้วยไฟหน้า LED ที่เน้นความสปอร์ตและมาพร้อมระบบปรับการทำงานไฟสูง ไฟตัดหมอก LED ส่วนท้ายรถ ประกอบด้วยไฟท้าย และเส้นลายดีไซน์ที่มีความเฉียบคม ช่วยเพิ่มรูปลักษณ์ความสปอร์ตที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้น

          ห้องโดยสารภายในได้รับการดีไซน์ให้มีความหรูหรามากยิ่งขึ้น ด้วยรายละเอียดและวัสดุตกแต่งต่างๆ เช่น การใช้สี การตกแต่งด้วยลายไม้ และหนัง พื้นที่ในห้องโดยสารได้รับการออกแบบตามหลักการยศาสตร์ให้เหมาะสมกับ ทุกรูปแบบการเดินทาง เพื่อมอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เบาะที่นั่งทุกตำแหน่งถูกออกแบบ ให้อยู่ในตำแหน่งสูงขึ้น 59 มิลลิเมตร ช่วยเพิ่มวิสัยทัศน์ให้ดูกว้างขวางขึ้น นอกจากนี้ พื้นที่ที่กว้างขวางยังเป็นหัวใจสำคัญของ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 แกรนทัวริสโม ด้วยฐานล้อที่ยาวขึ้น 110 มิลลิเมตรเป็น 2,920 มิลลิเมตร ทำให้ ที่นั่งด้านหลังกว้างขวางสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารสามท่าน ส่วนกระโปรงรถด้านหลัง มีพื้นที่เก็บสัมภาระ 520-1,600 ลิตร สามารถรองรับทุกการใช้งาน

          บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 แกรนทัวริสโม มีให้เลือกสองรุ่นสองสไตล์ด้วยกัน ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury โดยมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานต่าง ๆ ได้แก่ ระบบควบคุมสภาพอากาศ ระบบสตาร์ทรถยนต์โดยไม่ใช้กุญแจ พวงมาลัยระบบเซอร์โวโทรนิก ถุงลมนิรภัย หน้าจอความละเอียดสูง พร้อมระบบ iDrive ใหม่ล่าสุดที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถได้โดยไม่เสียสมาธิจากการขับขี่บนถนน รวมถึงช่องเสียบ USB และรองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth และพวงมาลัยหนังแบบมัลติฟังก์ชัน

 

เปิดตัว มินิ คันทรีแมน รุ่นใหม่ล่าสุด ครั้งแรกในประเทศไทย


          ราคา มินิ คูเปอร์ คันทรีแมน 2,339,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
          ราคา มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน 2,699,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
          ราคา มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม 2,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
          มินิ คันทรีแมน เจเนอเรชั่นที่สอง ได้รับการพัฒนาในด้านดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นรอบคันและมิติรถยนต์ ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ตอบสนองการใช้งานพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ในรูปแบบรถยนต์เอนกประสงค์ พรีเมียม คอมแพ็ค ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด มินิ TwinPower Turbo ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่และการตอบสนองที่ดีขึ้น

          มินิ คูเปอร์ คันทรีแมน เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังขับเคลื่อนสูงสุดอยู่ที่ 100 กิโลวัตต์ต่อ136 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร ที่ 1,400-4,300 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 16 กิโลเมตรต่อลิตร ระดับการปล่อย CO2 เพียง 148 กรัมต่อกิโลเมตร และทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พวงมาลัยหนังแท้แบบมัลติฟังก์ชั่น ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานต่าง ๆ ที่มากับตัวรถ

          มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน และ มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ขับเคลื่อนด้วยเบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ที่มอบกำลังสูงสุดถึง 141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 16 กิโลเมตรต่อลิตร ระดับการปล่อย CO2 อยู่ที่ 143 กรัมต่อกิโลเมตร และทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบสปอร์ต พวงมาลัยหนังแท้แบบสปอร์พร้อมมัลติ-ฟังก์ชั่นลาย MINI Yours ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว เพื่อให้ขับขี่ได้สนุกทันใจ ซึ่งทำให้ทั้งสองรุ่นนี้มีสมรรถนะ ยอดเยี่ยมเทียบเท่ากลุ่มรถยนต์ระดับเดียวกัน

          ด้วยขนาดความยาวที่มากขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 20 เซนติเมตร ความกว้างที่เพิ่มขึ้นอีก 3 เซนติเมตร และฐานล้อที่ยาวขึ้น 7.5 เซนติเมตร ทำให้มินิ คันทรีแมน โฉมใหม่ มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ประกอบด้วย 5 ที่นั่งแบบเต็มตัว และช่องเก็บสัมภาระที่มีความจุเพิ่มขึ้น เพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้นของผู้โดยสาร บริเวณช่องเก็บสัมภาระด้านหลังยังมี MINI Picnic Bench ซึ่งสามารถกางออกเป็นที่นั่งปิกนิกบริเวณท้ายรถได้ ส่วนฝากระโปรงท้ายควบคุมการปิดเปิดด้วยระบบไฟฟ้าเพียงใช้เท้าไปจ่อที่บริเวณใต้กันชนท้ายเมื่อมีกุญแจรถอยู่กับตัวเท่านั้น หรือเปิดจากรีโมตคอนโทรลและปิดด้วยปุ่มที่ฝากระโปรงท้าย

          นอกจากนี้ หน้าจอขนาด 8.8 นิ้ว ที่อยู่บริเวณกลางแผงคอนโซลรถมาพร้อมระบบสัมผัส (ทัชสกรีน) เป็นครั้งแรก พร้อมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น MINI Country Timer ที่ช่วยตรวจจับการขับขี่บนพื้นถนนที่ท้าทาย MINI Connected ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวในยามเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นแผนที่นำทาง แสดงพิกัดของรถ ดูการจราจร ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ในรถยนต์ และสมาร์ทโฟน

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ คลับแมน ใหม่

 

          ราคา 3,588,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

          มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ คลับแมน ใหม่ ผสมผสานความเร้าใจจากสนามแข่งกับความหรูหราเต็มเปี่ยมของมินิรุ่นล่าสุด ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นแต่ยังคงเอกลักษณ์สุดคลาสสิกไว้อย่างครบครัน ต่อยอดจากรถยนต์ต้นแบบเพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ในระดับรถแข่งพันธุ์แท้

          มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ คลับแมน ใหม่ สมรรถนะแบบสปอร์ตจากมินิ กับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อหรือ ALL4 เจเนอเรชั่นล่าสุด ขุมพลังเบนซิน 4 สูบ ทำงานด้วยเทคโนโลยี มินิ TwinPower Turbo ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 170 กิโลวัตต์/231 แรงม้า โดยมีแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 6.3 วินาที รวมถึงเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport Automatic 8 สปีด ให้คุณขับขี่ได้คล่องตัว ตอบสนองฉับไวทุกโจทย์การขับขี่ พร้อมท้าทายบนท้องถนน ขุมพลังใหม่ของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ ถือเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดที่มินิเคยทำออกมาทำตลาด

          นอกจากนี้ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์กส์ คลับแมน ใหม่ ยังมีเอกลักษณ์รูปแบบเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็น ชุด aerodynamics ล้ออัลลอยแบบ John Cooper Works Course Spoke two-tone ขนาด 19 นิ้ว พร้อมดีไซน์และแต่งในสไตล์ John Cooper Works ทั้งภายนอกภายใน พวงมาลัยหนังแท้พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น รวมถึงเบาะสปอร์ตพิเศษ John Cooper Works ระบบแสดงผล Head-Up Display และจอขนาด 8.8 นิ้วที่อยู่บริเวณกลางแผงคอนโซลรถมาพร้อมระบบสัมผัส (ทัชสกรีน) ใหม่ล่าสุด

          ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากับโปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ BMW Services Inclusive (BSI) และ MINI Service Inclusive (MSI) ซึ่งขยายขอบเขตการคุ้มครองเป็นตลอดระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

          นอกเหนือจากสมรรถนะและดีไซน์ที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์ หัวใจสำคัญในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดคือ ความสบายใจของลูกค้า ดังนั้น รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิจึงมาพร้อมกับโปรแกรมบริการหลังการขาย BSI (BMW Services Inclusive) และ MSI (MINI Service Inclusive) ซึ่งมอบบริการบำรุงรักษารถยนต์สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู และมินิ ระยะเวลา 5 ปี ระยะทาง 100,000 กิโลเมตร นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยูและมินิยังมีโปรแกรม การรับประกันที่ขยายขอบเขตการคุ้มครองเป็นตลอดระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทางด้วย

ข้อเสนอพิเศษในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38

          ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูที่ทำการจองรถยนต์ภายในงาน และรับส่งมอบรถยนต์ภายในเดือนเมษายน 2560 จะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้

  • โปรแกรม ‘Loyalty Campaign’ เพิ่มมูลค่ารถเก่าให้แก่ลูกค้ารายเดิมของบีเอ็มดับเบิลยูที่ต้องการเปลี่ยนรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูคันใหม่
  • ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในตระกูล X Series ได้แก่ X1 X3 X4 และ X5
  • ฟรีลำโพง Bowers & Wilkins เมื่อซื้อรถยนต์ในตระกูลซีรีส์ 7 ตระกูล M บีเอ็มดับเบิลยู i8 และรุ่นพรีเมียมอื่น ๆ อีกมากมาย
  • ฟรี ขยายโปรแกรมบำรุงรักษา โปรแกรมการรับประกัน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในตระกูล Plug-in Hybrid
    o BMW Service Inclusive (BSI) จาก 5 ปี/100,000 กิโลเมตร เป็น 6 ปี / 120,000 กิโลเมตร
    o โปรแกรมการรับประกันระยะเวลา 5 ปี เป็น 6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
    o บริการช่วยเหลือฉุกเฉินจาก 5 ปี เป็น 6 ปี
  • สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูภายในงานทุกหนึ่งคัน จะมีส่วนร่วมในการมอบเครื่องกรองน้ำจำนวนหนึ่งเครื่อง สำหรับชุมชนที่ขาดแคลนภายใต้ โครงการ แคร์ ฟอร์ วอเตอร์ (Care4Water)

          ลูกค้ามินิที่ทำการจองรถยนต์ภายในงาน และรับส่งมอบรถยนต์ภายในเดือนมิถุนายน 2560 จะได้รับฟรีลำโพง Harman Kardon Esquire Mini

          ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญดังกล่าวหรือผลิตภัณฑ์การเงินอื่น ๆ จาก BMW Financial Services และ MINI Financial Services ได้ทาง BMW Contact Center โทร.1-800-269-269 (หรือโทร.1-401-269-269 ถ้าโทรออกจากโทรศัพท์มือถือ) หรือติดต่อได้ที่ผู้จำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศ

Powered by MakeWebEasy.com