องค์การเภสัชฯ หวังต่อยอด ส่งยาสมุนไพร จากสารสกัดขมิ้นชันสู่สหภาพยุโรป ตลาดยาสมุนไพรใหญ่สุดของโลก

องค์การเภสัชกรรม(GPO)จับมือบริษัทสมุนไพรชั้นนำของโลก ยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสกัดสมุนไพรสู่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีมาตรฐานสูงมุ่งตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดยาสมุนไพร           ที่ใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็น 53 เปอร์เซ็น มูลค่ากว่า 1.84 ล้านล้านบาท

       

องค์การเภสัชกรรม ได้มีพิธีลงนามสัญญาความร่วมมือ เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตสารสกัดสมุนไพรไทย (สารสกัดขมิ้นชัน) สู่มาตรฐานยุโรป ระหว่าง องค์การเภสัชกรรม             โดยนพ.วิฑูรย์  ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม และ ศาสตราจารย์ มิคาเอล โพ้ป ผู้บริหารสูงสุด(CEO)  ของบริษัทไบโอนอริคา ประเทศเยอรมนี โดยมีนายแพทย์โสภณ  เมฆธน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม  เป็นประธาน
             

นายแพทย์โสภณ  กล่าวว่าจากแนวโน้มผู้บริโภค ทั้งใน และต่างประเทศที่สนใจการรักษาสุขภาพด้วยผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเพิ่มมากขึ้น เพื่อป้องกัน และรักษาโรค ทั้งในรูปแบบยาสมุนไพร อาหารเสริม                  และเครื่องสำอาง  โดยเห็นว่าผลิตภัณฑ์จากการสังเคราะห์ทางเคมี มักจะมีผลข้างเคียงและราคาค่อนข้างสูง                 และพบว่าประเทศในสหภาพยุโรปมีความนิยมใช้ผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรทดแทนยาแผนปัจจุบันค่อนข้างมาก และมีมูลค่าการใช้ยาสมุนไพรมากที่สุดของตลาดโลก โดยคิดเป็น 53 เปอร์เซ็น ด้วยมูลค่า 1.84 ล้านล้านบาท          ในปี พ.ศ.2560 ดังนั้นสหภาพยุโรปจึงเป็นกลุ่มประเทศเป้าหมายที่น่าสนใจในการเข้าไปทำการตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย  เพื่อการเพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ และเศรษฐกิจให้กับประเทศแต่ด้วยกฎระเบียบของสหภาพยุโรปและมีมาตรฐานขั้นสูง องค์การฯจึงจำเป็นมีการพัฒนา เพื่อยกระดับในหลายๆ ด้าน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป
องค์การฯ จึงได้ร่วมมือกับบริษัทไบโอนอริคา ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาจากสมุนไพร            ชั้นนำของทวีปยุโรป และของโลกในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีการวิจัยพัฒนาและผลิตด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์สมุนไพรขั้นสูงระดับโลก ทั้งนี้เพื่อสร้างพันธมิตรและเครือข่าย ยกระดับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสกัดสมุนไพรไทยขององค์การฯ ให้มีมาตรฐานยุโรป และพร้อมทั้งข้อแนะนำในการพัฒนาเอกสารข้อมูลทะเบียนผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรให้เป็นไปตามข้อกำหนดของตลาดยุโรป ดังนั้นองค์การฯ จึงต้องมีการศึกษาพัฒนาข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้มีความพร้อม เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานของสหภาพยุโรป เพื่อให้สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยไปสู่ตลาดยุโรปให้ได้ในอนาคต โดยในเบื้องต้นจะนำร่องการพัฒนาข้อมูลผลิตภัณฑ์สารสกัดขมิ้นชันแคปซูล “แอนติออกซ์” ซึ่งได้รับอนุมัติทะเบียนยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เป็นยาพัฒนาจากสมุนไพรแผนปัจจุบันรายการแรกของประเทศไทย  เพื่อต่อยอดเป็นรายการแรกสู่การทำตลาดในยุโรปโดย“แอนติออกซ์”  ผ่านการศึกษาทางคลินิกในคนไข้แล้ว รวมทั้งมีการจัดเตรียมการปลูกสมุนไพรขมิ้นชันเพื่อเป็นวัตถุดิบคุณภาพไว้อย่างเพียงพอ และได้ทำการขยายกำลังการผลิตให้สามารถรองรับการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต
   

     

ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่าหลังจากนี้องค์การฯ  จะดำเนินการส่งข้อมูลทะเบียนสารสกัดขมิ้นชันแคปซูล “แอนติออกซ์” ให้กับบริษัทไบโอนอริกาเพื่อศึกษา และพิจารณาให้ข้อแนะนำในประเด็นต่างๆ  ที่ต้องมีการปรับปรุงพัฒนาหรือจัดทำเพิ่มเติม โดยจะมีการศึกษาเรียนรู้ข้อมูล อาทิการคัดเลือกพันธุ์ การพัฒนาสายพันธุ์การควบคุมการปลูกสมุนไพร การสกัดด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การผลิตยาสำเร็จรูป การศึกษาความปลอดภัย และประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด ข้อมูลสำหรับการขึ้นทะเบียนในสหภาพยุโรป กฎระเบียบสำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ในแต่ละประเทศโดยคาดว่าต้นปี 2562 การศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้น่าจะได้ข้อสรุปถึงสิ่งที่องค์การฯ ต้องมาปรับปรุงพัฒนา แล้วจึงมากำหนดเป้าหมายทางการตลาดต่อไป 

           

ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวต่อไปว่า การเข้าไปทำตลาดในสหภาพยุโรปในอนาคตนั้น น่าจะมีความเป็นไปได้สูงเพราะองค์การฯ มีการดำเนินการด้านสมุนไพรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำโดยเน้นคุณภาพมาตรฐานในทุกขั้นตอนมีกระบวนการวิจัย และการผลิตเช่นเดียวกับกระบวนการผลิตยาแผนปัจจุบันโดยใช้วัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพจากเกษตรกรภายในประเทศ และได้มีการยกระดับมาตรฐานสมุนไพรไทยให้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งใน และต่างประเทศโดยคำนึงถึง 5 G ประกอบด้วย  GAP: Good Agriculture Practice การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี , GHP: Good Harvesting  Practiceการปฏิบัติที่ดีในการเก็บเกี่ยว , GLP: Good Laboratory Practice มาตรฐานที่ดีของห้องปฏิบัติการ,GMP:Good Manufacturing Practice มาตรฐานกรรมวิธีที่ดีในการผลิต, GCP: Good Clinical Practiceการปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกที่ดี โดยได้ร่วมมือกับทีมวิจัยจากหลายหน่วยงานและการวิจัยในผู้ป่วยโรคต่างๆ  สำหรับสารสกัดขมิ้นชันแคปซูล “แอนติออกซ์”นั้น ได้มีการศึกษาวิจัยหลายด้าน  อาทิการศึกษาผลในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมเปรียบเทียบแคปซูลสารสกัดขมิ้นชันกับการใช้ยาต้านการอักเสบไอบูโปรเฟนพบว่าผู้ป่วยมีอาการปวดข้อความฝืดของข้อลดลงเพิ่มความสามารถในการใช้งานของข้อ และมีอาการข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารน้อยกว่ายาไอบูโปรเฟน ,              การวิจัยในผู้ป่วยเบต้าธาลัสซีเมียพบว่าช่วยเพิ่มอายุของเม็ดเลือดแดงและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น , การวิจัยในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2พบว่าสามารถลดภาวะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดลดไขมันในร่างกายทั่วไปและไขมันใต้ผิวหนัง , การศึกษาในผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานพบว่าช่วยป้องกันการเกิดเบาหวาน  และช่วยการทำงานของเซลเบต้าซึ่งเป็นเซลที่สร้างอินซูลิน , การศึกษาในผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจพบว่าสามารถลดโอกาสเกิดหัวใจวายหลังการผ่าตัด และอาจช่วยให้หัวใจของคนไข้เสียหายน้อยลง

“องค์การฯ จะนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยา และนวัตกรรมต่อยอดทางยาสู่อุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีสุขภาพที่ดีของประชาชนไทยและชาวโลก อันจะนำพาประเทศสู่ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ถือเป็นความสำเร็จที่จะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชน สังคม และประเทศชาติต่อไป

ด้านศาสตราจารย์ มิคาเอล โพ้ป กล่าวว่า บริษัทไบโอนอริคา เป็นบริษัทชั้นนำของโลกทางด้านการผลิตสมุนไพร รวมถึงมีการ วิจัย พัฒนา สมุนไพร มีการใช้การผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการตรวจคุณภาพที่มีความเข้มงวด รวมถึงมีฟาร์มสมุนไพรที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสมุนไพรดังกล่าว และที่สำคัญเป็นผู้นำทางการตลาดของผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยขอให้ทุกคนใช้พืชสมุนไพรในชีวิตประจำวันมากกว่าการใช้สารเคมี  เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก ถ้าหากไม่จำเป็น ชาวยุโรปหรือต่างประเทศจะไม่ใช้ยาดังกล่าว จะรักษาที่ผลของอาการ โดยปล่อยให้ธรรมชาติเยียวยาไป ให้ใช้พืชสมุนไพรทดแทน เพราะไม่ต้องการให้เกิดการดื้อยา
         

นอกจากนี้ บริษัทไบโอนอริคายังเป็นบริษัทที่มีการวิจัยสารสกัดกัญชามาใช้ทางการแพทย์            เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งในวาระสุดท้ายของชีวิตให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นบทบาทของบริษัทที่จะได้นำสมุนไพรมาช่วยเหลือในด้านนี้ อีกทั้งบริษัทมีฟาร์มเป็นของตัวเอง ในการปลูกพืช เช่น ไร่ส้ม ออร์แกนิก เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีความปลอดภัย 100 %และให้ประชาชนนำสมุนไพรมาใช้แทนยาในชีวิตประจำวัน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com