AUDI SQ7 TDI || แรงด้วยขุมพลังดีเซล V8 ที่พ่วงมาด้วยเทอร์โบ 3 ตัว

ภาพ : AUDI AG

เรียบเรียง : Pitak Boon

ไฮไลท์ของ SQ7 TDI โมเดลปี 2020 ยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซล V8 4.0 TDI ที่เปิดตัวมาด้วยแรงม้า 435 hp พร้อมเคลมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ประหยัดกว่า SUV สายแรงทุกโมเดล ด้วยตัวเลข 13.17-13.51 กิโลเมตร/ลิตร รวมทั้งปล่อยมลพิษแทบไม่แตกต่างจากเครื่องยนต์ดีเซลบล็อกเล็ก จากค่า CO2 ต่ำเพียง 200-194 กรัม/กิโลเมตร ทั้งๆ ที่ SQ7 TDI เป็นรถ Full-size SUV ที่มีน้ำหนักตัวกว่า 2.3 ตัน


ขุมพลัง V8 4.0 TDI ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างการตอบสนองรูปแบบเดียวกับรถสปอร์ต จะต่างจะรถสปอร์ตทั่วไปก็ตรงที่ ต้องแบกน้ำหนักจากรถ SUV ร่างยักษ์ ที่รองรับการเดินทางแบบสบายๆ ของสมาชิกทุกคนในครอบครัว SQ7 TDI จึงมีให้ลูกค้าเลือกทั้ง 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง ห้องโดยสารให้ความอเนกประสงค์ จากสารพัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายแบบเต็มพิกัด และจากฟังก์ชันอันกลากหลายเหล่านี้ วิศวกร AUDI จึงฟันธงว่า ไม่มีต้นกำลังรูปแบบใดจะตอบโจทย์ได้ดีเท่าเครื่องยนต์ดีเซลสมรรถนะสูงอีกแล้ว



นวัตกรรมใหม่ในเครื่องยนต์ V8 4.0 TDI ใต้ฝากระโปรงหน้า SQ7 TDI อยู่ที่ระบบอัดอากาศ ก่อนหน้านี้มาพร้อมเทอร์โบแปรผันจำนวน 2 ตัว ซึ่งก็ทำให้เครื่องยนต์แรงอย่างเหลือเฟืออยู่แล้ว ทว่าวิศวกรมุ่งลดอาการ Turbo Lag ที่มีน้อยนิดด้วยการติดตั้ง ‘เทอร์โบไฟฟ้า’ หรือ Electric Powered Compressor (EPC) เข้าไปอีก 1 ตัว รับหน้าที่เสริมแรงอัดอากาศเข้าห้องเผาไหม้ นับตั้งแต่ผู้ขับเหยียบคันเร่งจากรอบเดินเบา ไล่ไปจนถึง 1,500 รอบ/นาที อาการ Turbo Lag ขณะเครื่องยนต์ทำงานในรอบต่ำ จึงถูกแก้ไขได้อย่างลุล่วง EPC ตอบสนองนับตั้งแต่ผู้ขับแตะคันเร่งด้วยเวลา 250 milliseconds (0.25 วินาที) ขับเคลื่อนเพื่อสร้างแรงอัดอากาศจากมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งหมุนได้ด้วยรอบที่สูงถึง 70,000 รอบ/นาที



รอบต่ำระบบอัดอากาศในเครื่องยนต์ V8 4.0 TDI เริ่มต้นทำงานด้วย ‘เทอร์โบไฟฟ้า’ หรือ EPC ยาวต่อเนื่องไปจนถึง 1,500 รอบ/นาที แล้วหมดหน้าที่เลย เมื่อไอเสียมีแรงดันมากพอ ECU สั่งให้เทอร์โบแปรผันเพียง 1 ตัวรับช่วงต่อ ในสภาวะนี้ถูกเรียกว่า ‘Mono-turbo Mode’ เมื่อรอบเครื่องขยับมาสู่ 2,400-2,600 รอบ/นาที จึงปรับเปลี่ยนเข้าสู่ ‘Bi-turbo Mode’ เทอร์โบทั้ง 2 ตัวร่วมกันอัดอากาศอย่างเต็มระบบ รองรับการทำงานต่อเนื่องไปในย่านรอบสูงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งหมดเป็นที่มาของสมรรถนะ SQ7 TDI ที่ไม่เป็นรองเครื่องยนต์เบนซินตัวแรงใน SUV ระดับท็อปจากผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันด้วยกัน



เทคโนโลยีพื้นฐานของเครื่องยนต์ V8 4.0 TDI ได้แก่ ระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงคอมมอนเรล ที่มาพร้อมกับหัวฉีด Piezo ฉีดแรงดันเข้าห้องเผาไหม้แบบแปรผัน ด้วยแรงดันสูงสุดถึง 2,500 บาร์, Audi Valvelift System ทำหน้าที่คอนโทรลการทำงานของวาล์วไอเสีย ว่าจะเป็น 1 ตัว หรือครบทั้ง 2 ตัว ตามสภาพโหลด (4 วาล์ว/สูบ แบ่งเป็นวาล์วไอดี 2 ตัว และวาล์วไอเสีย 2 ตัว) และเทอร์โบแปรผัน ในรูปแบบ Bi-turbo สร้างอากาศอัดเข้าห้องเผาไหม้ได้สูงถึง 2.4 บาร์ ให้พละกำลังรวม 435 hp ที่ 3,750-4,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดมหาศาลถึง 900 Nm ที่ 1,250-3,250 รอบ/นาที SQ7 TDI ใช้เกียร์อัตโนมัติ Tiptronic 8 สปีด พร้อมระบบ Quattro ที่กระจายกำลังผ่านขบวนเฟืองสุริยะ (Planetary Gear) ตะกายด้วยล้อทั้งสี่ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 4.8 วินาที และจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 250 กม./ชม.



นอกจากเรื่องสมรรถนะจากเครื่องยนต์ SQ7 TDI ยังให้ความสำคัญกับความสบายในการเดินทาง รวมทั้งฟีลลิ่งในการขับขี่ ช่วงล่างมี Adaptive Air Suspension เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ให้ความนุ่มนวลในความเร็วต่ำ และปรับเปลี่ยนเป็นความมั่นคงในความเร็วสูง อีกทั้งยังปรับระดับความสูงของตัวถังได้ (เพิ่ม-ลด ระยะ Ground Clearance) จึงรองรับการใช้งานทั้งรูปแบบ on-road และ off-road ได้อย่างสมบูรณ์แบบ


นอกจากถุงลม ช่วงล่างของ SQ7 TDI ยังถูกเพิ่มเติมด้วยระบบ Electromechanical Active Roll Stability (eAWS) ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นการใช้ ‘เหล็กกันโคลง’ ที่ปรับเปลี่ยนคุณสมบัติความเป็นสปริงได้ 3 ระดับ โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ‘บิด’ ที่กลางเส้นเหล็กกันโคลง ทิศทาง (บิดทวนเข็มหรือตามเข็มนาฬิกา) และความแรงในการบิด ขึ้นอยู่กับรูปแบบการเอียงของตัวถัง รวมทั้งความเร็วขณะรถเข้าโค้ง ทั้งหมดเพื่อลดการโคลง หรือโยนตัว ซึ่งเป็นอาการพื้นฐานของรถตัวถังสูงสไตล์ SUV นั่นเอง

Powered by MakeWebEasy.com