LAMBORGHINI Essenza SCV12 || สัมผัสประสบการณ์ตรง จากสนามแข่ง

ภาพและภาพยนตร์ : Automobili Lamborghini S.p.A.
เรียบเรียง : Pitak Boon

 

Aventador เป็นซูเปอร์คาร์ระดับ flagship จาก Lambo ได้ถูกอัพเกรดเป็น ‘Essenza SCV12’ รถแข่งเต็มรูปแบบ เพื่อเปิดประสบการณ์ตรงจากสนามแข่งให้สาวกค่ายกระทิงเปลี่ยวได้สัมผัสแบบถึงแก่น ในรูปแบบ limited-edition ผลิตเพียง 40 คัน โดยผู้โชคดีและมีสตางค์ทั้ง 40 ท่าน จะขับรถแข่งของตัวเองในรูปแบบ ‘arrive and drive’ บินมาถึงเข้าสนามซ้อม และแข่งกันในช่วงสุดสัปดาห์ โดยปฏิทินการแข่งจะเริ่มต้นในปี 2021 ตัวรถจึงมาพร้อมสมรรถนะแบบสุดติ่งจากโรงงาน Lambo โดยตรง ซึ่งความโหดยังคงมาจากบิ๊กบล็อก V12 NA พร้อมการออกแบบระบบแอร์โร่ไดนามิคบนตัวถังแบบจัดเต็ม จากนั้นลดน้ำหนักด้วยวัสดุเกรดรถแข่ง ส่งผลให้ Lambo ได้รถเวอร์ชันพิเศษอีก 1 โมเดล ที่จะมาเก็บเงินจากบรรดาเศรษฐีซึ่งหลงรักในกีฬามอเตอร์สปอร์ต ได้แบบง่ายๆ



ดีไซน์บนตัวถังของ Essenza SCV12 สมบูรณ์แบบ และดุดันในสไตล์ตัวแข่ง เพิ่มประสิทธิภาพด้านแอร์โรไดนามิคด้วยช่องรับลม และช่องระบายลมขนาดใหญ่ สมดุลแรงยกและแรงกดจากกระแสลมที่กระทำกับตัวถังในความเร็วสูง ด้วยการซีลปิดใต้ท้องรถอย่างมิดชิด ส่วนท้ายติดตั้งดิฟฟิวเซอร์แบบเต็มพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพในการระบายมวลอากาศออกจากใต้ท้องรถ พร้อมทั้งจัดการกับแรงกดท้าย ด้วยปีกหลังขนาดมหึมา ตัวเลขที่ได้จากการทดสอบในอุโมงค์ลม คือแรงกดบนตัวถังระดับ 1,200 กิโลกรัม ที่ความเร็ว 250 กม./ชม. เป็นต้นไป ทั้งหมดเป็นผลงานการดีไซน์ของ Lamborghini Centro Stile ภายใต้การพัฒนารถทั้งคันจาก Lamborghini Squadra Corse



ส่วนประกอบบนตัวถังใช้คาร์บอนไฟเบอร์ หลักๆ จะเป็นพื้นผิวตัวถัง, ฝากระโปรงหน้า, บานประตู, ปีกหน้า, ชุดครีบรีดอากาศรอบคัน, สเกิร์ตข้าง, ครีบดิฟฟิวเซอร์สไตล์ตัวแข่ง GT3 รวมทั้งสปอยเลอร์หลังขนาดมหึมา และฝาปิดห้องเครื่อง โครงสร้างหลักหรือโครงสร้างส่วนห้องโดยสารเป็น Full Monocoque ที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP; Carbon Fiber Reinforcement Plastic) ซึ่งผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของ FIA โดยที่ไม่ต้องติดตั้ง Rollcage ภายในห้องโดยสารเพิ่มเติม



Lambo มีแผนก R&D ทำหน้าที่วิจัยเทคโนโลยีคาร์บอนไฟเบอร์โดยเฉพาะ เป็นความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง และผู้ผลิตอากาศยานชั้นนำของโลกอย่าง Boeing ดังนั้นวัสดุ CFRP ในตัวแรงจาก Lambo ก็จะถูกใช้งานในเครื่องบินโดยสารลำมหึมาจาก Boeing ด้วยเช่นกัน ผลลัพธ์คือ Full Monocoque ที่มีน้ำหนักเพียง 147.5 กิโลกรัม ใน Aventador เดิมๆ เมื่อเชื่อมต่อกับโครงสร้างอะลูมีเนียมทั้งท่อนหน้าและท่อนหลัง โครงสร้างทั้งหมดของ Aventador จะมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 229.5 กิโลกรัม ต้องใช้แรงบิดมากถึง 35,000 Nm ถึงจะทำให้โครงสร้างนี้ขยับตัวได้ 1 องศา และไฮไลท์ของโครงสร้างชุดนี้ ในรถเวอร์ชันพิเศษอย่าง Essenza SCV12 จะอยู่ที่เรื่องการลดน้ำหนัก ซึ่งทีมวิศวกร Lambo ใช้ know-how สูตรเดียวกับตัวแข่งในหลายจุด ผลลัพธ์สุดท้ายคือตัวเลข power-to-weight ratio ที่ 1.66 kg/hp หรือม้าแต่ละตัวของรถแข่ง Essenza SCV12 จะแบกน้ำหนักเพียง 1.66 กิโลกรัม เท่านั้น



อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักของ Essenza SCV12 มาจากพละกำลัง 830 hp ที่ได้จากเครื่องยนต์ V12 เป็นเครื่องยนต์หายใจเอง (NA: Naturally Aspirated) เสื้อสูบทั้งสองฝั่งวางทำมุม 60 องศา มีความสูงเพียง 665 มิลลิเมตร ตัวเครื่องสแตนดาร์ดมีความกว้างรวมท่อร่วมไอเสียทั้ง 2 ฝั่งอยู่ที่ 848 มิลลิเมตร และยาว 784 มิลลิเมตร ฝาสูบผลิตจากโลหะผสมอะลูมีเนียม-ซิลิคอน ฝาสูบแต่ละแบงค์จึงมีน้ำหนักเพียง 21 กิโลกรัม แบริ่งและเพลาข้อเหวี่ยงผลิตจากกรรมวิธี forced แข็งแกร่งเพื่อรองรับแรงมหาศาลจากการจุดระเบิดของทั้ง 12 สูบ แต่เบาเพียง 24.6 กิโลกรัม เครื่องยนต์บล็อกนี้มีน้ำหนักรวม 235 กิโลกรัม



ระบบหล่อลื่นถูกจัดเต็มด้วย Dry Sump แยกถังเก็บน้ำมันเครื่องออกมาไว้ด้านนอก เครื่องยนต์จึงปราศจากอ่างน้ำมันเครื่อง ช่วยลดความสูงของเครื่องยนต์ลงได้อีก 60 มิลลิเมตร จากนั้นใช้ปั๊มน้ำมันแรงดันสูงอัดน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นตามส่วนต่างๆ โดยประสิทธิภาพในการหล่อลื่นจะไม่ลดทอนไปตามแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ที่เกิดขึ้น ขณะรถอยู่ในโค้ง วงจรน้ำมันหล่อลื่นได้รับการออกแบบใหม่หมด ลดการสูญเสียทางความดัน (Pressure Losses) ลงได้กว่า 50% การระบายความร้อนให้กับน้ำมันเครื่องเป็นการผสมผสานระหว่าง ‘น้ำมันเครื่อง/น้ำ’ (Cooler) และ ‘น้ำมันเครื่อง/อากาศ’ (Radiator)




ข้างต้นเป็นข้อมูลพื้นฐานของเครื่องยนต์ ‘L539’ ใน Aventador ขณะที่เครื่องยนต์วางกลางลำของ Essenza SCV12 จะถูกนำมาโมต่อด้วยสูตรเฉพาะที่ยังคงเป็นไปตามมาตรฐานโรงงาน (แรงแต่ไม่พัง) เกียร์เปลี่ยนมาใช้แบบ X-Trac Sequential แบบ 6 สปีด เปลี่ยนเกียร์ได้ฉับไว และทนทานตามมาตรฐานรถแข่ง จากนั้นปรับมาใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ในส่วนของล้อใช้แบบต่างขนาด คู่หน้า 19 นิ้ว ขณะที่คู่หลังใหญ่กว่า 20 นิ้ว ประกบกับยางสลิคจาก PIRELLI ปิดท้ายด้วยชุดเบรกมาตรฐานรถแข่งโดยตรงจาก BREMBO Motorsport




Powered by MakeWebEasy.com