อยู่กับรถ อันตรายรอบด้าน เรียนรู้วิธีการ“รอด” จากสถานการณ์เฉียดตาย

เรื่อง : อินทรภูมิ์ แสงดี
ภาพ : Google

 

แม้ว่าทุกคนที่ “ขับรถได้” จะรู้อยู่แล้วว่าจะทำให้รถมันเคลื่อนที่เป็น “ยานพาหนะ” พาเราไปถึงจุดมุ่งหมายที่ต้องการได้ แต่สำคัญกว่านั้น ควรจะ “ขับรถเป็น” รู้หลักกว่าควรจะขับอย่างไรให้ “ปลอดภัยที่สุด” เท่าที่จะทำได้ เพื่อเป็นการเซฟชีวิตทั้งตนเองและผู้ร่วมชะตากรรมบนท้องถนน ซึ่งแน่นอนว่า “ต้องมีสติเสมอ” แต่ถ้าขับรถด้วยความ “ไร้สติ” สู่ความ “ประมาท” หนทางแห่ง “ความหายนะ” ก็รอท่านอยู่ไม่กี่อึดใจ

แต่...บนท้องถนน คำว่า “อุบัติเหตุ” จะเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะทุกคนที่ขับรถ ก็ใช่ว่าจะมี “จิตสำนึก” เสมอ หลายคน ก็ “ประมาท” ขับรถไปเล่นโทรศัพท์ไป อันนี้เจอกันเป็นประจำในชีวิต หลายคนก็ “คะนอง” หรือ อารมณ์โทสะ” โมโหใครมา หรือ “เสี้ยนคันเร่ง” ก็มาลงกับการขับรถอย่างรุนแรง หลายคนก็ “มักง่าย” Goo จะไปไหนก็เรื่องของ Goo ไม่ดู ไม่แล ไม่เปิดไฟเลี้ยว หลายคนก็ “เหม่อลอย” แฟนบอกรัก แฟนบอกเลิก เหล่านี้เป็นตัวการที่ทำให้เกิด “หายนะ” ร้ายแรงบนท้องถนนได้ทั้งสิ้น

 

แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะ ??? ที่จะรอดพ้นจากอันตราย !!!

นี่เอง...ที่เป็นเหตุที่เราต้องมาเล่าสู่กันฟัง ณ เพ-ลานี้

สิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องพึงระลึกเสมอว่า “ไม่มีใครช่วยคุณได้” เพราะคุณเป็นผู้ควบคุมรถ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็เพียง “ช่วย” ทางใจ ท่านไม่ได้ช่วยเราได้ทุกครั้ง เพราะฉะนั้น คุณจะต้อง “ประเมินสถานการณ์ในการขับขี่ด้วยตัวเอง” เราควบคุมใครไม่ได้ แต่เรา “ควบคุมตัวเองได้” โดยการ “หลีกเลี่ยงที่จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์อันตราย” แต่เราจะพิจารณาอย่างไรบ้าง



ขับรถให้สังเกตสิ่งรอบด้านเสมอ

ส่วนใหญ่แล้วก็จะมีสมาธิกับการขับรถ โดยการมุ่งมองไปด้านหน้า แต่โดยธรรมชาติมนุษย์ สายตาจะไม่โฟกัสจุดเดียว ก็จะมองสิ่งรอบด้านเป็นปกติอยู่แล้ว แต่บางคน “เล็งจนตัวเกร็ง” ขับรถแบบมองแด่วไปข้างหน้าเป็นหลัก จะมองกระจกข้างก็แค่ตอนเปลี่ยนเลน เลยทำให้ไม่สังเกตสิ่งรอบด้านที่เกิดขึ้น ซึ่ง “ด่านแรก” เราควรจะ “สังเกตสิ่งรอบด้านเสมอ” เช่น การมองด้านหน้า เหลือบมองกระจกหลัง กระจกข้าง แบบแว้บๆ นะครับ เพื่อสังเกตการจราจรรอบด้าน เช่น

-  มีรถขับจี้ท้ายเราอยู่หรือเปล่า : เราอาจจะขับช้าในเลนขวา บางทีก็ไม่ช้าหรอกครับ แต่คันหลังมันบ้าพลัง “มุด “หรือ “ดัน” หรือไม่ขับๆ อยู่ มี “รถใหญ่” มาตามตูดเราในระยะที่ไม่น่าไว้ใจ เป็นไปได้ก็หลบๆ ให้ไปก่อนแล้วกัน

-  มีรถแซงขึ้นมาหรือไม่ : โดยเฉพาะ “ด้านซ้าย” ต้องระวังมาก เพราะพวกทั้ง “แทรก” และ “แซง” ก็ไม่รู้มันเป็นอะไรกันนักหนา แต่อาจจะเจอพวก “ช้าวิ่งขวา” ไอ้พวกนี้ก็เหมือนกัน เราจะได้ระวังและประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้ระดับหนึ่งแล้ว...

-  มีรถทำท่าจะเบรกไม่อยู่หรือเปล่า : อันนี้สำคัญสุดๆ เพราะเราไม่มี “ตาหลัง” ดังนั้น “กระจกมองหลัง” นี่แหละ จะบ่งบอกสถานการณ์หรือ “สวัสดิภาพตูด” รถเราได้ บางทีขับอยู่ดีๆ มันมาจากขุมไหนไม่รู้ ประเภท “มุด” หรือ “เหม่อ” มาชนเฉยเลย และโดยเฉพาะตอนจอดเป็นคันสุดท้าย พยายาม “ทิ้งระยะด้านหน้า” ไว้หน่อย เผื่อจะได้ “เถิบหนี” ได้ อย่างน้อยเคราะห์หามยามซวยจริงๆ ก็ลดความรุนแรงที่เราจะไปชนรถด้านหน้าได้ หรือ ถ้าจังหวะดูทรงแล้วคันหลังมัน “มาแรง” แบบ “กามิกาเซ่” แน่ๆ ถ้าทันก็เปิดประตูหนีเอาชีวิตรอดก่อน ไม่ได้โม้นะคร้าบ พวกสายเก๋าๆ เขาเล่าให้ฟัง

-  สามารถควบคุมการขับขี่ของตัวเราได้ : เช่น รอบด้านตอนนี้เป็นอย่างไร รถรอบด้านหนาแน่นไหม เจอบ่อยไปครับ มองด้านหน้าไม่มีอะไรเท่าไร พอมองด้านข้าง ด้านหลัง โอ้โห...ทำไมหนาแน่นจัง เราก็สามารถเลือกได้ว่าจะเพิ่มความเร็วไปอีกหน่อย หรือ หลบหลีก ให้แซงไปก่อน ไม่ยากครับ ถ้าเราได้มองก็จะประเมินตามสัญชาติญาณได้เอง...

 

อย่าขับรถในระยะกระชั้นชิด เว้นระยะห่างให้เหมาะสม

อันนี้คงเป็นเรื่องที่ “สามัญสำนึก” มากๆ เพราะการขับรถที่ดี ควรจะเว้น “ระยะห่าง” ให้เหมาะสมตามความเร็วรถ และ สภาพการจราจร ความเร็วเพิ่ม ก็ควรจะทิ้งระยะห่างเพิ่มตามไปด้วย เพราะเราต้องเผื่อกรณี “เบรกฉุกเฉิน” ไว้ด้วย ถ้าเราขับจี้กระชั้นชิดคันหน้ามากเกินไป จะเกิดเหตุอันตรายได้ง่าย เพราะเบรกไม่ทัน ต่อให้รถคุณเบรกดีขนาดไหนก็ตามแต่เถอะ มันก็ต้องมีเวลาในการ “ตอบสนอง” ภาษาฝรั่งเท่ๆ ก็คือ “Reaction” (รีแอคชั่น) ยิ่งถ้าคุณตอบสนองช้าลง เช่น เหม่อ คิดนู่นคิดนี่ จู๋จี๋กับแฟน มัวแต่เสพย์ติด Social อยู่นั่น ก็จะยิ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายและร้ายแรงขึ้น อีกอย่าง การขับรถจี้ในระยะเผาขน อาจจะ “มีเรื่อง” กับรถคันหน้าที่เกิดหมั่นไส้คุณก็ได้ เหมือนกับเป็นการท้าทาย ไอ้ที่ลงมาฆ่ามายิงกันก็เรื่องนี้แหละ

ตรงกันข้าม “อย่าทิ้งระยะห่างเกินไป” เพราะจะทำให้การจราจรขาดสภาพคล่อง เนื่องจากคุณทิ้งห่างคันหน้ามาก ทำให้ไปกินเนื้อที่ของรถคันอื่นๆ และแซงกันไม่ได้ก็กระจุกกันทำให้ชะลอตัวหนักขึ้นไปอีก เอาเป็นว่า ใช้ “เซนส์” ส่วนตัวก็แล้วกัน ให้รู้สึกว่าอยู่ในระยะปลอดภัย รักษาระยะห่างกับความเร็วให้เหมาะสม นั่นแหละสุดยอด...


เหลือเนื้อที่ให้ตัวเอง “หนี” บ้าง

ผลพวงมาจากข้อเมื่อกี้ ที่ต้องให้เว้นระยะห่างอันเหมาะสมกับความเร็วรถ เพราะมันจะทำให้คุณ “มีเนื้อที่ให้ตัวเองหลบหลีกหนีได้” ไม่ได้หมายถึงหนีคนมาไล่ยิงแบบในหนังอะไรอย่างนั้นนะ แต่เมื่อมีเหตุในด้านหน้าที่คุณสามารถเห็นก่อนได้ เพราะมันมีเนื้อที่ให้คุณมองเห็น หากคุณขับรถจี้คันหน้ามากเกินไป คุณก็จะไม่เห็นด้านหน้าไกลๆ ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เห็นแต่ตูดรถคันหน้าแหละ แล้วก็โครมมมม... ประกอบกับที่บอกไปว่าให้หมั่นสังเกตการณ์รอบด้าน คุณจะสามารถ “เตรียมตัวเบรก” หรือ “หนีออกไปช่องทางที่ปลอดภัย” ได้ก่อน แต่หากจะ “วาร์ป” ออกไป ดูให้แน่ใจก่อนนะครับว่าปลอดภัยจริง ไม่งั้นคุณได้เป็น “เจ้าภาพ” ชุดใหญ่แน่ๆ...

 

ดู “นิสัย” การขับให้ออก

เราไม่ได้หมายความว่าให้คุณประเมินนิสัยสัน Darn ของคนขับรถคันอื่นๆ นะ เช่น ไอ้นั่นขี้เหนียว ไอ้นี่ขี้นินทาแน่ๆ เลย ไม่ใช่ๆ นะครับ เพียงแต่ให้ดู “นิสัยการขับรถ” รอบๆ ด้านเรา ลองสังเกตดู ถ้าขับแบบ “ดูแล้วไม่น่าปกติ” เช่น...

-  ขับไปเบรกไป : ข้างหน้าไม่มีอะไรก็เบรกจึ้กๆ จั้กๆ อันนี้ก็อันตราย เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเบรกตอนไหน ขับตามแล้วรำคาญมาก...

-  ขับไม่อยู่กับร่องกับรอย : ขับเฉไปเฉมา ขาดสติ เล่นโทรศัพท์ระหว่างขับ อันนี้เจอประจำ อยู่ๆ ก็เบนมาหาเรา กินเลนมั่วซั่วไปทั่ว แบบนี้พยายาม “หลีกห่าง” หรือ “แซงไปเลย” อย่าไปตีคู่อยู่ใกล้ด้วย เพราะจะพาเราซวยไปด้วย...

-   จังหวะนรก : คงเคยเจอนะครับ เดี๋ยวช้า เดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวจี้ เดี๋ยวทิ้งห่าง นึกจะออกก็ออก ไฟเลี้ยวไม่เปิด ไอ้จังหวะจะออกได้ก็ไม่ออก พอจังหวะออกไม่ได้ก็เสือ_จะออก พอออกมาแล้วก็มึนๆ แทนที่จะไป ทำให้เราต้องเบรกกะทันหันอีก พวกนี้ถ้าเจอให้ห่างไว้เลยครับ อย่าได้รีรอ...

-  หมาบ้า : พวกขับรถที่ “พร้อมมีเรื่อง” ขับปาดซ้ายปาดขวา จี้ตูด ขับเร็วเกินไป ดูแล้วไม่น่าจะมีสติสมบูรณ์ แบบนี้เลี่ยงให้ไกลที่สุด บางทีมันอาจจะมากวนประสาทเราบ้าง ก็ “ปล่อยไปเถอะครับ” ไม่ต้องไป “ตามแห่” หรือ “เอาคืน” ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ มีเรื่องขึ้นมาแล้วไม่คุ้มที่จะไปแลกกับคนพวกนี้หรอกครับ...

 

อย่าพาตัวเองเข้าไปอยู่ในอันตราย

บางทีด้วยความ “ชะล่าใจ” มองโลกในแง่ดีไปหน่อย ว่ามันไม่น่าจะมีอะไรล่ะมั้ง ไอ้ปกติก็ไม่มีอะไรครับ แต่ถ้าเจอสถานการณ์ที่ไม่แน่ใจ ไอ้นั่นทำท่ายึกๆ ยักๆ จะออกไม่ออกแหล่ หรือ รถเริ่มเข้าใกล้กันเป็นกระจุกที่หนาแน่นเกินไป ถ้าเรามองแล้วรู้สึกมีความเสี่ยง ก็อย่าพยายามเข้าไปใกล้มาก เผื่อระยะเบรกกับระยะหลีกไว้บ้าง และการขับ ควรจะ “อยู่เลนกลาง” ไว้ เพราะจะได้มีทางหลบ 2 ทาง ส่วนเลนขวาสุดนั้น ต้องระวังหน่อย ทั้งรถที่จะยูเทิร์นแหลมหัวออกมา พวกนี้ก็โรคจิต เหมือนชอบแหย่ทำให้รถต้องหยุดให้ และ “รถที่อาจจะเสียหลักวิ่งข้ามเกาะ” มาเสยกับเราก็ได้ พยายามสังเกตการณ์ไกลๆ หน่อยแล้วกัน...

 
มองไกลได้เปรียบ

เรื่องการโฟกัสสายตากับการขับรถ ถ้าเรามองได้กว้างไกล ก็จะมีเวลาประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้ หลายคนมองใกล้อย่างเดียวแค่ตูดรถคันหน้า บางคนก็มองเลยหน้ารถไปหน่อย อันนี้เวลาเกิดอะไรขึ้นจะมองไม่เห็น แก้ไขไม่ทันครับ...

 
ยอมๆ กันบ้างเถิดจะเกิดผล

หลายครั้ง การเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ความประมาทนี่เรื่องหลัก และที่รุนแรงจนเป็นเหตุอื่นตามมา เช่น ชนกันรุนแรงเกินเหตุ ทั้งๆ ที่สถานการณ์นั้นไม่ควรเกิด หรือ ประทุษร้ายกัน ออกจอจนดังข้ามคืนก็มีให้เห็นกันทุกวัน ก็เพราะความ “ไม่ยอม” กันนี่แหละ Goo ยอมไม่ได้ เสียศักดิ์ศรี ต้องเอาคืน ต้องอย่ายอมมันจะได้ใจ เจอบ่อย ประเภท “ลูกอีช่างแทรก” นี่เกิดขึ้นทุกวัน รถที่โดนแทรกก็ไม่ยอม ดันกันไปมาจนเกิดเรื่อง ขับรถไล่ปาดไล่บี้กันจนชนแหลก มีเรื่องมีราว บาดเจ็บ ตาย ก็เยอะแยะไป แล้วก็มาคิดว่า “ไม่คุ้มเลยเฮ้ย” เอาเป็นว่า อะไรที่ยอมๆ กันได้ก็ช่างมันเถอะ คิดเสียว่าขับรถถึงจุดหมาย กลับบ้านอย่างปลอดภัย ไปเจอหน้าครอบครัวแบบอาการครบ 32 ชนิด ถือว่า “ประเสริฐ” สุดแล้ว


บทความนี้อาจจะไม่ได้มีเทคนิคอะไรมากมาย แต่เป็น “สาระรอบตัว” น่ารู้ เพื่อที่จะทำให้ลดอุบัติเหตุได้ มันเป็นเรื่องของการควบคุมสติ รวมไปถึงการเพิ่มความ “ระมัดระวังระไว” ในการขับรถ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ “ล่อแหลม” เกิดขึ้น ถ้าเรา “เห็นก่อน ตัดสินใจก่อน” ก็จะช่วย “เลี่ยง” หรือ “ลด” ความรุนแรงในการเกิดอุบัติเหตุได้ มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำ เพียงแต่ “จะทำกันหรือเปล่า” เท่านั้นเอง ถ้าช่วยกันได้ก็จะทำให้สังคมบนถนนมัน “รื่นรมย์” มากขึ้น...

Powered by MakeWebEasy.com