“ไบโอเนท-เอเชีย” ทุ่มงบ 3.5 พัน]ล้านบาท คิดค้นนวัตกรรมวัคซีนใหม่

          ทีมวิจัย “ไบโอเนท-เอเชีย” ร่วมมือกับทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล คิดค้นนวัตกรรมวัคซีนชนิดใหม่สู่การผลิตแบบครบวงจรเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยงบลงทุนกว่า 3.5 พันล้านบาท คาดวางจำหน่ายครั้งแรกในประเทศไทย ประมาณเดือนมีนาคม 60 เบื้องต้นตั้งเป้ารายได้ 10-15 ล้านบาท


          นายวิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า “ไบโอเนท-เอเชีย” ถือเป็นบริษัทแรกเริ่มในไทยที่มีแนวทางในการดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีชีวภาพทางการแพทย์แบบ Innovative Solution โดยความร่วมมือจากผู้ก่อตั้งซึ่งมีความชำนาญธุรกิจด้านวัคซีนจาก 3 ประเทศคือไทย ฝรั่งเศส และเบลเยี่ยม เริ่มจากการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการผลิตวัคซีน รวมถึงก้าวเข้าสู่การนำเข้าวัคซีน วิจัยและพัฒนา ตลอดจนจัดจำหน่ายวัคซีนทั้งในประเทศและประเทศใกล้เคียง จนปัจจุบันสามารถก้าวมาเป็นผู้นำด้านวัคซีนในประเทศไทย โดยการวิจัย พัฒนาและผลิตวัคซีนจากต้นน้ำแบบครบวงจรได้เป็นรายแรกของประเทศ
          ล่าสุด บริษัทพร้อมด้วยทีมวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล คิดค้นนวัตกรรมวัคซีนชนิดใหม่และผลิตแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงขั้นตอนสุดท้ายได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยวัคซีนที่ผลิตได้จากการวิจัยครั้งนี้มีทั้งหมด 2 ชนิดได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคไอกรน และวัคซีนรวมป้องกันโรคไอกรน คอตีบ และบาดทะยัก
          นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า วัคซีนป้องกันโรคไอกรนดังกล่าวคิดค้นขึ้นโดยใช้วิธีทางพันธุวิศวกรรมเพื่อทำให้ความเป็นพิษของโปรตีนแอนติเจนหมดไป ซึ่งให้ผลดีกว่า ปลอดภัยกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้สารเคมี ทำให้ “ไบโอเนท-เอเชีย” เป็นบริษัทที่ 2 ของโลกที่สามารถผลิตวัคซีนไอกรนโดยใช้กระบวนการกำจัดความเป็นพิษของโปรตีนแอนติเจนโดยวิธีทางพันธุวิศวกรรมได้สำเร็จ
          การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ใช้ระยะเวลาในการศึกษายาวนานถึง 10 ปีก่อนที่จะสามารถผลิตวัคซีนได้สำเร็จ ใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 3.5 พันล้านบาท โดยได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ให้ผลิตและจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มจำหน่ายในประเทศไทย ประมาณช่วงเดือนมีนาคม 2560 ก่อนจะขยายการจำหน่ายไปยังตลาดโลก ทั้ง สหรัฐอเมริกา, ยุโรป, เกาหลีใต้, จีน, และอินเดีย โดยคาดว่าน่าจะสร้างรายได้ในปีแรกประมาณ 10-15 ล้านบาท
          “ประเทศไทยยังคงมีพื้นฐานการฉีดวัคซีนไม่มากนัก คิดเป็นมูลค่าไม่เกิน 2 พันล้านบาทต่อปี ซึ่งแม้วัคซีนไอกรนจะขยายฐานจากเด็กแรกเกิดปีละ 7-8 แสนคน สู่เด็กโตและผู้ใหญ่ที่มีโอกาสกลับมาเป็นอีก แต่มูลค่าตลาดก็ยังไม่สูงนัก บริษัทจึงมุ่งเน้นที่ตลาดโลกเป็นสำคัญ โดยบริษัทยังมีวัคซีนที่รอทำการวิจัยและค้นคว้าอีกกว่า 12 โครงการ เพื่อให้ประชาชนทั้งในและต่างประเทศมีสุขภาพที่ดีและเพื่อความยั่งยืนของสาธารณสุขไทย” นายวิฑูรย์ กล่าวในที่สุด

Powered by MakeWebEasy.com