ทดลองขับ M550i xDRIVE+530e iPERFORMANCE สปอร์ทซีดานหรู แรง รักษ์โลก

 
          "ความสนุก เร้าใจในการขับขี่ก็บังเกิดขึ้น กำลังกว่า 400 ม้า แต่มานุ่ม ๆ ไม่กระชากจนหลังติดเบาะสไตล์รถแข่ง แต่ขึ้นเร็วมาก กดคันเร่งแป๊ปเดียว เข็มความเร็วแตะ 200 กม./ชม. อย่างไม่ทันรู้ตัว และการนั่งในรถราวกับกำลังวิ่งอยู่แค่ 120 กม./ชม. การควบคุมทำได้นิ่งมาก เสียงรบกวนจากภายนอกแม้วิ่งด้วยความเร็วสูง ๆ ก็เข้ามาในห้องโดยสารเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นมาช้านานของบีเอมฯ แถมรุ่นนี้ตกแต่งเป็นพิเศษโดย M Division ทั้งเครื่องยนต์ รวมไปถึงแอโรพาร์ท M Aerodynamic Package ให้ทั้งความสวยงามและให้ผลทางด้านอากาศพลศาสตร์ ลดการต้านของอากาศไปได้เยอะทีเดียว"

 


          หลังจากที่เราได้สนุกกับการขับซีรีส์ 4 คูเพทั้ง 2 รุ่นอย่างมีความสุข ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเหน็บในระดับติดลบ เช้าวันนี้เราจะได้ลอง ซีรีส์ 5 ใหม่ รหัส G30 ในเวอร์ชันแรง ๆ อีก 2 รุ่น คือ M550i xDRIVE ตัวแรงจาก M DIVISION และ 530e iPERFORMANCE ปลั๊กอิน-ไฮบริด รักษ์โลกที่ทั้งประหยัดเชื้อเพลิงและให้สมรรถนะสูงไม่เบาทีเดียว

          เมื่อรับบรีฟรายละเอียดรถที่เราจะได้ขับกันเป็นที่เรียบร้อย เราก็ออกเดินทางกันในช่วงเช้าประมาณ 140 กม. ขณะที่ในเส้นทางยังแวดล้อมไปด้วยหิมะขาวโพลน เป็นเหตุผลให้เราเลือกที่จะขับ M550i xDRIVE ในช่วงนี้ จากการมีระบบ xDRIVE ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ทำให้เราคลายกังวลในการขับขี่บนพื้นถนนที่เปียกลื่นไปได้มากทีเดียว

 

 
          ผมขอเป็นผู้นั่งดูเส้นทางและสภาพแวดล้อมสวย ๆ แปลกตาในช่วงครึ่งแรก พอมาถึงกลางทางผมเปลี่ยนมาเป็นผู้ขับบ้างหลังจากนั่งฟังเสียงเครื่องยนต์อันเร้าใจมาเกือบ 1 ชม. ซีรีส์ 5 ใหม่ เป็นรถที่สวยงามมากอีกรุ่นหนึ่งจากค่ายบีเอมฯ ตัวรถแลดูไม่ใหญ่โตเทอะทะ แต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของสปอร์ทซีดานราวกับนำซีรีส์ 7 มาย่อส่วนลง เทคโนโลยีหลายอย่างก็ยกมาจาก ซีรีส์ 7 พละกำลัง 462 แรงม้า ทำให้เราไม่กล้ากดคันเร่งอย่างหนักในช่วงแรก ขับไปสักพักพอเริ่มปรับตัวได้ ความสนุก เร้าใจในการขับขี่ก็บังเกิดขึ้น กำลังกว่า 400 ม้า แต่มานุ่ม ๆ ไม่กระชากจนหลังติดเบาะสไตล์รถแข่ง แต่ขึ้นเร็วมาก กดคันเร่งแป๊ปเดียว เข็มความเร็วแตะ 200 กม./ชม. อย่างไม่ทันรู้ตัว และการนั่งในรถราวกับกำลังวิ่งอยู่แค่ 120 กม./ชม. การควบคุมทำได้นิ่งมาก เสียงรบกวนจากภายนอกแม้วิ่งด้วยความเร็วสูง ๆ ก็เข้ามาในห้องโดยสารเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นมาช้านานของบีเอมฯ



          แถมรุ่นนี้ตกแต่งเป็นพิเศษโดย M Division ทั้งเครื่องยนต์ รวมไปถึงแอโรพาร์ท M Aerodynamic Package ให้ทั้งความสวยงามและให้ผลทางด้านอากาศพลศาสตร์ ลดการต้านของอากาศไปได้เยอะทีเดียว แชสซีส์ ได้รับการเซ็ตอัพใหม่โดย M Division รวมไปถึงระบบรองรับ ที่ให้ความสปอร์ททั้งการขับขี่ รวมไปถึงตัวรถที่ต่ำลงกว่ารุ่นปกติ 10 มม. ล้อแม็กขนาด 19 นิ้ว นอกจากให้ความสวยงามแล้วยังรองรับสำหรับการติดตั้งจานเบรคขนาดใหญ่อีกด้วย แม้ว่าตัวรถจะมีขนาดใหญ่ แต่การเข้าโค้งทำได้แม่นยำ ขับสนุก เร้าใจ ระบบรองรับแบบสปอร์ท แต่ยังคงไว้ซึ่งความสะดวกสบายโดยไม่จำเป็นว่ารถแรง ๆ ต้องมีช่วงล่างแข็ง ๆ ถึงจะเกาะถนน



          เครื่องยนต์เบนซิน วี 8 สูบ 4.4 ลิตร ทวินเทอร์โบ ทวินสกอล์ หัวฉีดแบบไดเรคอินเจคชันแรงดันสูง วาล์วทรอนิค ดับเบิลวาโนส แคมชาร์ฟแบบแปรผัน ให้กำลัง 462 แรงม้า ที่ 5,500 รตน. แรงบิด 650 นิวตัน-ม. ที่ 1,800 รตน. 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 4.0 วินาที แม้ว่าจะมี นน.ตัว1,885 กก. ถือว่าทำได้รวดเร็วมากน้องๆ ซูเพอร์คาร์กันเลยทีเดียว ความเร็วสูงสุดล็อคไว้ที่ 250 กม./ชม. ส่งกำลังผ่านเกียร์เสเตพทรอนิคแบบสปอร์ท 8 สปีด อัตราค่าไอเสีย 204 กรัม/กม. ผ่านมาตรฐาน EU6 ผมว่าแค่ขับรถรุ่นนี้ก็แรงเพียงพอต่อการนำไปใช้งานในชีวิตประจำวันหรือนำไปซิ่งในโอกาสพิเศษได้อย่างสบาย ๆ โดยแทบไม่ต้องข้ามสเตพไปถึงระดับ เอม 5 ที่กำลังจะออกมาในเร็ว ๆ นี้ด้วยซ้ำไป ระบบ xDRIVE ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ ALL Wheel Drive ที่บีเอมฯ ติดตั้งมาให้ในรุ่นนี้ช่วยเราได้มากในการขับขี่บนถนนลื่น ๆ ให้ความปลอดภัยสูง ระบบอีเลคทรอนิคต่างๆ จะเข้ามาช่วยแก้อาการที่จะทำให้รถเสียหลักได้อย่างรวดเร็วเพียงเสี้ยววินาที ให้ความปลอดภัยสูง  



          ระยะทาง 100 กว่ากม. เราใช้เวลากันอย่างรวดเร็วแม้ว่าจะยังไม่อยากถึงจุดหมาย เหลืออีกสัก 5 กม.จะเป็นจุดพักรถ รับประทานอาหารกลางวัน ก่อนเลี้ยวที่แยกสุดท้ายเราขับเลยไป ทำให้ต้องไปวนกลับมาอีกราว 20 กม. แต่เรากลับรู้สึกดีใจมากที่มีโอกาสขับรถดี ๆ แบบนี้ต่อไป ยังไม่อยากส่งรถคืนให้กับเจ้าหน้าที่ เราสนุกกันต่อไปอีกราว 10 นาทีก็ต้องเข้าไปจอดสงบนิ่งยังจุดหมาย คืนกุญแจ พร้อมจะเปลี่ยนไปขับในรุ่น 530e ปลักอิน-ไฮบริด กันในช่วงบ่าย 


 
530e iPERFORMANCE    

 

          ก่อนออกสตาร์ทในช่วงบ่ายด้วยรถไฮบริด ทางเจ้าหน้าที่มีการสาธิตวิธีการชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายซึ่งเป็นออฟชันให้บรรดาลูกค้าเลือกใช้ โดยมีแผ่นสี่เหลี่ยมวางอยู่ใต้ท้องรถคล้าย ๆ กับรีโมทชาร์จมือถือที่ไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จ ตอนขับรถเข้าไป ที่จอในรถจะมีการบอกตำแหน่งให้รถจอดได้ตรงกับแท่นชาร์จ ต่อจากนั้นกระบวนการก็จะดำเนินการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่จนเต็ม ส่วนการชาร์จไฟแบบเสียบปลั๊กตามปกติจะกินเวลาประมาณ 5 ชม. แต่ถ้าใช้ WALL BOX จะใช้เวลาเพียงแค่ 3 ชม. แบตเตอรี่ก็เต็มเปี่ยมพร้อมใช้งาน

 


          แบตเตอรี่แบบไฮ-โวลท์เทจ ลิเธียมไอออน ติดตั้งอยู่ใต้เบาะนั่งด้านหลัง โดยย้ายถังน้ำมันมาอยู่ใต้ห้องเก็บของด้านหลัง แต่ก็ยังทำให้มีพื้นที่เก็บของด้านท้ายรถถึง 410 ม. เหลือเฟือสำหรับการขนสัมภาระ            

          เราออกเดินทางด้วยรถที่วิ่งแบบเงียบ ๆ ต่างจากเสียงเครื่องอันเร้าใจราวรถแข่งในช่วงเช้า ทำให้การขับขี่ในช่วงนี้เป็นไปแบบสบาย ๆ คลีน รักษ์โลก แต่อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 6.2 วินาที ก็ทำให้มีความสนุกในการขับขี่ และยังคงให้ความสะดวกสบายน้อง ๆ ซีรีส์ 7 ผู้พี่กันเลยทีเดียว

          เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร 184 แรงม้า 320 นิวตัน-ม. ผสมผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 113 แรงม้า 250 นิวตัน-ม. สรุปแล้วเครื่องยนต์ปลักอิน-ไฮบริดตัวนี้ ให้กำลังทั้งหมดถึง 252 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-ม. โดยส่งพละกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

 

   
          530e iPERFORMANCE ความเร็วสูงสุด 235 กม./ชม. เมื่อเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันทำงานประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าจะนำพารถคันนี้วิ่งไปได้ไกลถึง 650 กม. ในขณะที่ถ้าใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวจะวิ่งได้ไกล 50 กม. ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 140 กม./ชม.

          ในขณะที่ขับในโหมดไฮบริด ผู้ขับสามารถเลือกได้ว่าจะใช้โหมด AUTO eDRIVE ซึ่งเป็นโหมดเริ่มต้นหลังจากการสตาร์ทเครื่องยนต์ ที่ระบบจะคอยประสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันและมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และในโหมดนี้มอเตอร์ไฟฟ้าจะสามารถทำให้รถใช้ความเร็วได้ถึง 90 กม./ชม. และเมื่อเราเปลี่ยน มาใช้โหมด MAX eDRIVE คือการขับโดยใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน ๆ จะสามารถทำความเร็วได้ถึง 140 กม./ชม. แต่ถ้าเรากดคันเร่งหนัก ๆ  หรือกรณีแบทเตอรีเหลือน้อย ระบบจะตัดเข้าสู่โหมด AUTO eDRIVE โดยอัตโนมัติ

          โหมดสุดท้ายคือ BATTERY CONTROL จะถูกใช้เมื่อแบตเตอรี่เหลือไฟน้อย ต้องการชาร์จและเก็บไฟไว้ใช้ในช่วงต่อไป เช่นการวิ่งบนนไฮเวย์และอีกไม่นานจะเข้าเมืองที่ต้องพบกับการจราจรที่ติดขัดผู้ขับอยากเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าในช่วงนั้นเพื่อความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องยนต์จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถเพียงอย่างเดียว และปั่นกำลังไฟไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ให้ได้ปริมาณ 80% ตามเป้าหมายเก็บไว้ใช้ในการขับในช่วงต่อไปตามที่เราวางแผนการขับไว้

 


          ในระหว่างขับขี่ การตัดต่อปรับเปลี่ยนระหว่างเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันกับมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นไปด้วยความนุ่มนวล ราบลื่น ไม่มีอาการสะดุด จนแทบไม่รู้สึกในระหว่างการตัดต่อของแหล่งพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์คันนี้

          เราทดลองขับรถไฮเทคกันอยู่ในระยะทางกว่า 100 กม. โดยแบ่งกันขับคนละครึ่งทางเช่นเดิม เส้นทางปรับเปลี่ยนระหว่างไฮเวย์ที่ใช้ความเร็วสูง กับการวิ่งบนเส้นทางรองที่มีโค้งให้ทดลองสมรรถนะและความนุ่มนวลของระบบรองรับกัน


          530e iPERFORMANCE เป็นรถที่ตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดีทั้งในแง่สมรรถนะและความประหยัดเชื้อเพลิง เป็นรถยุคใหม่ที่จะเชื่อมต่อก่อนที่จะก้าวไปสู่รถขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าอย่างเต็มตัว ในชีวิตประจำวันเราสามารถใช้ไฟฟ้าในการเดินทางล้วน ๆ โดยการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มก็จะวิ่งไปยังที่ทำงานซึ่งโดยเฉลี่ยจะไกลไม่เกิน 50 กม. และเราก็จอดชาร์จไฟจากที่ทำงานเพื่อเดินทางกลับบ้าน ทั้งวันเราแทบไม่ต้องใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงกันเลย รวมทั้งไม่มลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในการขับขี่ทั้งวันด้วย เป็นสิ่งที่เหมาะมากกับการใช้รถแบบนี้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังมีค่าตัวที่ไม่สูง จับต้องได้ บางครั้งอาจจะต่ำกว่าราคาในรุ่นปกติด้วยซ้ำจากอัตราภาษีที่สนับสนุนรถประเภทนี้

 


          ปลายปีนี้เราอาจจะได้พบกับ ซีรีส์ 5 ePERFORMANCE ปลักอิน ไฮบริด มาประกอบและจำหน่ายในประเทศไทยในราคาไม่เกิน 4 ล้านบาทก็มีโอกาสที่เป็นไปได้สูงทีเดียว อดใจรอกันสักนิดนะครับสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการใช้รถประเภทนี้ บอกได้เลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอน เพียงแต่ลุ้นในเรื่องของราคาเท่านั้นเอง

          ขอจบรายงานการทดลองขับบีเอมฯ ที่มิวนิค ประเทศเยอรมันไว้แค่นี้นะครับ ขอขอบคุณ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับประสพการณ์ดี ๆ ในครั้งนี้ครับ  


โดย..อัฐฒา นายเรือ

 

 

Powered by MakeWebEasy.com