MAZDA CX-5 ใหม่ เอสยูวีครอบครัว...ขับสนุก

โดย...อัฐฒา นายเรือ

          MAZDA CX-5 ใหม่ เจนเนอเรชันที่ 2 ยังคงออกแบบตามหลัก KODO DESIGN เป็นการนำเวอร์ชันที่แล้วซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงมาปรับปรุงในหลาย ๆ จุด เพื่อความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น รูปทรงภายนอกได้รับการปรับใหม่ทั้งหมดให้แลดูปราดเปรียว ทันสมัย โครงสร้างตัวรถมีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าตัวเดิม 15% เพิ่มอุปกรณ์เพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัยเข้ามามากมายทีเดียว เครื่องยนต์และระบบเกียร์ยังเป็นตัวเดิมที่นำมาปรับซอฟท์แวร์ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

 

 

          หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชนเพียงสัปดาห์เดียว เราก็ได้มีโอกาสทดลองขับเอสยูวีที่อยู่ในระดับหัวแถวรุ่นนี้กัน การทดลองขับจะแบ่งเป็น  3 ทริปด้วยกัน เริ่มจาก เชียงราย-อุดรธานี / อุดรธานี-นครพนม-อุบลราชธานี / อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ เราได้ทดลองขับในช่วงทริปสุดท้ายเป็นระยะทางประมาณ 660 กม. โดยในวันแรกจะขับกันด้วยระยะทางค่อนข้างยาวทีเดียวราว 420 กม. จาก อุบลราชธานี-สระแก้ว การทดลองขับในวันแรก เราได้ รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลมาเป็นขุมพลังในการใช้งานทั้งวัน เนื่องจากเป็นตัวท็อปจึงมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมยางขนาด 225/55 R19

 

          เราออกสตาร์ทจาก โรงแรมกลางเมืองอุบลราชธานี ไปพักทานอาหารกลางวันกันที่ บุรีรัมย์ จบการเดินทางในวันนี้ที่ จ.สระแก้ว ในช่วงแรกเราได้เป็นผู้โดยสาร ได้ลองความสะดวกสบายในการนั่งทางยาว ๆ ทั้งในตำแหน่งเบาะหน้าและเบาะหลัง ก่อนจะสลับมาเป็นผู้ขับในช่วงต่อไป ซึ่งบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ออกแบบมาได้สวยงาม มีลูกเล่นแพรวพราวกว่ารุ่นเดิมเยอะทีเดียว แผ่นจอพลาสติกแจ้งข้อมูลที่บริเวณด้านหน้าคนขับเปลี่ยนมาเป็นการฉายข้อมูลไปที่กระจกบานหน้าเพื่อความสะดวกในการมองในขณะขับขี่ ภายในใช้วัสดุเกรดดีในการตกแต่ง เบาะนั่งด้านหน้าและหลังหุ้มด้วยหนังแท้เดินเส้นด้วยด้ายสีน้ำตาล สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากตัวเดิมคือ เบาะคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าที่สามารถบันทึกตำแหน่งการนั่งได้ถึง 2 ตำแหน่ง มีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังที่ให้ความเย็นได้อย่างทั่วถึง และเบาะหลังปรับเอนได้เล็กน้อย 1 ระดับเพื่อความสะดวกสบายกับผู้โดยสาร เบาะแถวหลังพับลงได้ในอัตรา 40:20:40 แยกออกจากกันเพื่อเพิ่มเนื้อที่บรรทุกสัมภาระ ที่ท้าวแขนตรงกลางมีช่องชาร์จ USB มาให้ถึง 2 จุดด้วยกัน ประตูด้านท้ายเปิดด้วยไฟฟ้าและสามารถปรับตั้งระดับการเปิดฝาท้ายได้ตามที่ต้องการ

 

 

          หลังจากที่ได้เป็นทั้งผู้นั่งและผู้ขับพอจะสรุปได้ว่า เครื่องยนต์ดีเซลตัวนี้ซึ่งได้รับความนิยมตั้งแต่ติดตั้งมาใน CX-5 เวอร์ชันแรก ให้ทั้งพละกำลังและความประหยัดเชื้อเพลิงเป็นอย่างดี มีขนาดความจุ 2.2 ลิตร ให้กำลังถึง 175 แรงม้า ที่ 4,500 รตน. ส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 420 นิวตัน-ม. ที่รอบต่ำเพียง 2,000 รตน. เครื่องยนต์ตัวนี้เสียงเงียบกว่าตัวเก่ามากทีเดียว แม้จะอยู่ภายนอกรถและจอดสตาร์ทเครื่องยนต์เปรียบเทียบกันระหว่าง CX-5 ตัวเก่าและตัวใหม่ มีความชัดเจนว่า เครื่องยนต์ที่ลงในรุ่นใหม่มีความเงียบมากขึ้นแม้จะเป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกันแต่ได้รับการปรับภายในเครื่องยนต์บางจุด รวมทั้งซอฟต์แวร์ที่จะทำงานได้อย่างรวดเร็ว นุ่มนวลและต่อเนื่องระหว่างเครื่องยนต์กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะประสานกันได้เป็นอย่างดี ระบบที่เราชื่นชอบคือ AUTO HOLD เพียงแค่เรากดปุ่มนี้ ช่วงที่เราจอดในระยะสั้น ๆ เช่นติดสัญญาณไฟแดง เมื่อเราถอนเท้าออกจากเบรกไม่ต้องเหยียบเบรกแช่ไว้หรือใช้เบรกมือไฟฟ้า รถก็จะคงหยุดนิ่ง แต่เมื่อเรากดคันเร่ง รถก็จะเคลื่อนที่ต่อไปได้เลย สะดวกมากทีเดียว

 


          จุดที่น่าชมเชยอย่างมากคือ การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารทำได้ดีมาก ๆ เสียงรบกวนจากภายนอกเข้ามาน้อยมาก คนนั่งด้านหน้าและหลังสามารถพูดคุยกันได้โดยไม่ต้องชะโงกหน้ามาใกล้ ๆ กัน แม้ว่าบางช่วงจะลองใช้ความเร็วสูงมากในระดับ 180 กม./ชม. ในระยะสั้น ๆ เพื่อสังเกตุดูการควบคุมบังคับและการเก็บเสียงรบกวน ขณะที่รอบเครื่องตีไปที่ 3,250 รตน. ปรากฎว่าเสียงจากภายนอกโดยเฉพาะเสียงลมเข้ามาในห้องโดยสารน้อยมาก ๆ แม้ว่าขนาดตัวถังจะใหญ่โตและมีพื้นที่หน้าตัดต้านลมมากทีเดียว และใช้ความเร็วที่สูงมาก แต่เสียงรบกวนจากลมกลับทำได้ดีกว่ารถเก๋งที่มีขนาดตัวเล็กกว่า ส่วนใหญ่จะได้ยินเสียงจากยางและใต้ท้องรถเข้ามาในห้องโดยสารมากกว่าเสียงจากลมที่ปะทะตัวรถ

 

 

          เครื่องยนต์ดีเซลตอบสนองอัตราเร่งได้อย่างทันใจ แต่จะขึ้นอย่างนุ่มนวลจากการใช้เทอร์โบที่มีขนาดต่างกัน 2 ตัวเพื่อช่วยลดอาการเทอร์โบ แลค อัตราเร่งไม่ดึงแบบโหด ๆ สไตล์เครื่องยนต์ดีเซลทั้งหลาย เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป สุภาพ แต่อัตราเร่งทำได้ไม่ช้าเลย ช่วง 0-100 กม./ชม. น่าจะใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาที แม้ว่าจะต้องแบกน้ำหนักตัวถึง 1,700 กก. จังหวะเร่งแซงในขณะใช้ถนน 2 เลนสวนเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย ในวันแรกใช้ความเร็วในการเดินทางกันค่อนข้างสูงอยู่แทบจะตลอดทั้งวันเพราะในวันนี้เราต้องเดินทางกันถึง 400 กว่า กม. ไม่เช่นนั้นคงจะถึงที่พักในเวลามืดเพราะต้องมีจุดแวะพักและเยี่ยมชมปราสาทสด๊กก๊อกธม กันที่สระแก้วก่อนเข้าที่พัก ในวันแรกทำอัตราความสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยทำได้ราว 12 กม./ลิตร ซึ่งก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ถ้าเราขับกันตามปกติน่าจะอยู่ที่ 15-17 กม./ลิตร ถ้าเราขับด้วยความตั้งใจแบบเนียน ๆ ตัวเลข 20 กม./ลิตร มีให้เห็นอย่างแน่นอนครับ ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ เกียร์อัตโนมัติแบบ 6 จังหวะ รอบการทำงานของเครื่องยนต์จึงค่อนข้างต่ำ ที่ความเร็ว 90 กม./ชม. รอบอยู่ที่ 1,500 รตน. ที่ความเร็ว 120 กม./ชม. 2,250 รตน. ที่ความเร็ว 160 กม./ชม. แค่ 3,000 รตน. เท่านั้นเอง

 

 

          ระบบเบรกแรก ๆ อาจจะไม่ชิน ทางมาสด้าจะเซ็ตให้การเบรกไม่เป็นไปแบบหยุดสนิทอย่างรวดเร็วจนอาจทำให้นั่งไม่สบาย แต่จะมีความนุ่มนวลในการหยุดรถเพิ่มขึ้น แต่เมื่อใดที่เราต้องการหยุดด้วยความรวดเร็ว กดเท้าลงไปที่แป้นเบรกหนัก ๆ รถก็จะหยุดได้ตามต้องการ    

          ตำแหน่งการนั่งของผู้ขับอยู่กึ่งกลางกำลังดีไม่เอียงค่อนไปในทางหนึ่งทางใด ทำให้ควบคุมรถได้ง่ายและไม่เมื่อยล้าในขณะขับทางไกล ๆ พวงมาลัยไฟฟ้าปรับน้ำหนักมาได้ค่อนข้างดี ไม่เบาเกินไป การใช้ความเร็วระดับ 120-140 กม./ชม. เป็นไปด้วยดี ระบบรองรับที่เซ็ตมาใหม่เน้นความนุ่มนวล ยังคงรับมือกับความเร็วระดับนี้ได้อย่างสบาย ๆ แต่ถ้าใช้ความเร็วที่สูงมาก ๆ เป็นประจำอาจจะต้องเปลี่ยนโช๊คอัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมรถให้ดีขึ้น นอกจากนี้ CX-5 ใหม่ ยังติดตั้งระบบ G-VECTORING CONTROL มาให้เพื่อช่วยลดอาการโยนตัวอีกด้วย ซึ่งช่วยได้มากสำหรับรถที่มีความสูงอย่างซีเอกซ์ 5

 

 

          เราได้มีโอกาสทดลองประสิทธิภาพเครื่องเสียงจาก BOSE ที่มีลำโพงถึง 9 ตำแหน่ง และซับวูเฟอร์อีก 1 ตัวอยู่ที่บริเวณยางอะไหล่ท้ายรถ คุณภาพเสียงอยู่ในระดับที่ดีมาก สร้างความประทับใจและรื่นรมย์ให้กับเราได้เป็นอย่างดี เหมาะมากสำหรับการเดินทางไกล ช่วยสร้างเสียงเพลงอันไพเราะได้เป็นอย่างดี

 

 

เปลี่ยนอารมณ์ย้ายมาลองขับรุ่นเบนซิน

          วันรุ่งขึ้นเราก็เปลี่ยนมาขับ CX-5 รุ่นเบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร 165 แรงม้า 210 นิวตัน-เมตร มีระบบวาล์วแปรผันทั้งทางฝั่งไอดีและไอเสีย เราขับกันจาก จ.สระแก้ว กลับเข้ามายัง กทม. เป็นระยะทางราว 230 กม. การเดินทางก็ยังคงใช้ความเร็วที่ค่อนข้างสูง เครื่องยนต์เบนซินอาจเป็นรองดีเซลในเรื่องของอัตราเร่งและอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่บ้าง แต่ก็คุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาที่แตกต่างกันอยู่มากทีเดียว แต่ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานโดยทั่วไป อัตราเร่งดีพอใช้โดยมีสวิตช์ SPORT เมื่อต้องการอัตราเร่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถลากรอบได้เร็วขึ้น รอบจะรอไม่ตกลงเพื่อตอบสนองอัตราเร่งที่รวดเร็ว ภายในห้องโดยสารและอุปกรณ์มาตรฐานใกล้เคียงกับรุ่นดีเซลที่เราขับเมื่อวานเนื่องมาจากเป็นรุ่นท็อปทั้งคู่ ระบบรองรับเซ็ตมาได้อย่างเหมาะสม เรามีความรู้สึกว่าให้ความสปอร์ตในการขับขี่มากกว่าในรุ่นดีเซลอยู่เล็กน้อย การเก็บเสียงรบกวนจากภายนอกและระบบเครื่องเสียงจาก BOSE ยังคงสร้างความประทับใจเช่นเดียวกับในรุ่นดีเซล เบนซินตัวท็อปก็ยังคงใช้ล้อขนาด 19 นิ้วเช่นกัน ให้ความรู้สึกที่สวยงามและสปอร์ตได้เป็นอย่างดี

 

 

          รุ่นเบนซินก็ยังคงใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะแต่มีอัตราทดที่ต่างจากรุ่นดีเซล ที่ความเร็ว 100/120/140 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องที่ 2,000/2,500 และ 3,000 รตน. ถือว่าไม่สูง อัตราความสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยในวันนี้ที่เราใช้ความเร็วกันค่อนข้างสูงกันแทบจะตลอดการเดินทางทำได้ประมาณ 10 กม./ชม. รถเบนซินที่ตัวใหญ่และมีน้ำหนักตัวขนาดนี้ แถมวิ่งกันเร็ว ๆ ทำได้ในระดับนี้นี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจทีเดียว       

          CX-5 ทุกรุ่น ให้ระบบความปลอดภัยขั้นพื้นฐานมาอย่างครบครัน ตั้งแต่กุญแจอิมโมบิไลเซอร์, เบรกมือไฟฟ้า, ระบบ AUTO HOLD, แอร์แบ็คและม่านนิรภัยรวม 6 ใบ กล้องมองหลัง ระบบเตือนจุดบอดด้านข้าง ระบบเตือนจุดบอดขณะถอยหลัง มีครูสคอนโทรล ABS, EBD, BA ระบบควบคุมเสถียรภาพ DSC ระบบป้องกันการลื่นไถล TCS ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HLA ระบบ ESS ไฟฉุกเฉินทำงานอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน พวงมาลัยและแป้นเบรกยุบตัวได้ ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED พร้อมระบบปรับสูง-ต่ำ และเปิด-ปิดอัตโนมัติ และ DRL สปอตไลต์ LED และที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้มีในรุ่นพื้นฐาน ถือว่าทางมาสด้าติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานมาให้อย่างคุ้มค่าทีเดียว

 

 

          MAZDA CX-5 เป็นเอสยูวีที่มีความคุ้มราคา มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลตามความต้องการใช้งาน เป็นรถที่ให้ความสะดวกสบายสูงทั้งในแง่ของการขับขี่และนั่งโดยสาร สมรรถนะดี ความประหยัดเชื้อเพลิงทำได้น่าประทับใจในบรรดารถประเภทนี้ อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มาอย่างเกินพอ ผู้ที่มองหาเอสยูวีแบบครอบครัวใช้สักคันคงต้องไม่พลาดมาลองขับ CX-5 ใหม่ ก่อนตัดสินใจนะครับ ศูนย์บริการก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิมมากทีเดียว น่าจะสร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้รถได้ไม่น้อย เห็นได้จากยอดจำหน่ายมาสด้าที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคนี้

 



          

Powered by MakeWebEasy.com