"MG ZS" ครอสโอเวอร์...คุ้มราคา

โดย...อัฐฒา นายเรือ


          หลังจากที่ MG ZS เผยโฉมในช่วงก่อนงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป ได้ไม่นาน ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเราก็ได้มีโอกาสทดลองขับครอสโอเวอร์รุ่นล่าสุดจากค่าย เอ็มจี กัน โดยใช้เส้นทาง กทม.-ระยอง-กทม. รวมระยะทาง 400 กว่ากม. เพื่อให้รับทราบข้อมูลจากสภาพการใช้งานจริง

 

 

          ทางค่ายเอ็มจี ให้คำนิยามรถรุ่นนี้ว่าเป็น สมาร์ทเอสยูวี ที่มาพร้อมระบบอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งสามารถรองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยเป็นครั้งแรกในโลก เรียกเสียงฮือฮาตั้งแต่วันเปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 679,000 ไปจนถึงตัวท็อปที่ตั้งราคาไว้ 789,000 บาท ส่วนตัวกลางมีราคา 729,000 บาท ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อรถเก๋งขนาดเล็กต้องหันมาให้ความสนใจครอสโอเวอร์รุ่นนี้ก่อนตัดสินใจ รวมไปถึงผู้ที่ใช้รถอีโคคาร์เมื่อเพิ่มเงินอีกราว 200,000 กว่าบาท ก็จะได้ครอบครองรถที่มีขนาดตัวใหญ่ กำลังเครื่องยนต์มากขึ้นและเต็มไปด้วยความอเนกประสงค์ในการใช้งาน MG ZS สามารถกินตลาดตั้งแต่รถเล็กไปจนถึงบรรดาเอสยูวีขนาดเล็กที่เป็นเจ้าตลาดในขณะนี้ที่ต้องจ่ายเงินมากขึ้นอีก 1-200,000 กว่าบาท จึงถือว่า MG ตัวนี้ มีช่วงทำตลาดได้กว้างทีเดียวในราคาจับต้องได้และเหนือชั้นด้วยอุปกรณ์ไฮเทคและเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ที่จะมาช่วยควบคุมการขับขี่ให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งในบรรดารถยนต์ราคา 7-8000,000 บาท แทบไม่มีค่ายใดให้อุปกรณ์มามากมายขนาดนี้เลย

          หลังจากรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางจากโรงแรมย่านสาธร ฝ่าการจราจรที่คับคั่งไปขึ้นทางด่วนต่อด้วยบูรพาวิถีเพื่อออกนอกเมืองไปบรรจบกับมอเตอร์เวย์มุ่งหน้าสู่ตัวเมืองระยองกัน

 

 

          รูปลักษณ์ภายนอกบอกได้ว่าเป็นครอสโอเวอร์ที่ออกแบบได้สวยงามคันหนึ่งเลยทีเดียว แถมมีสีสันที่ทันสมัยให้เลือกใช้ เส้นสายลงตัวดีมาก ออกแบบมาในแนวรถครอสโอเวอร์จากทางฝั่งยุโรป

          พอเปิดประตูก้าวเข้าไปนั่งในตัวรถซึ่งเป็นรุ่นท็อป สัมผัสได้ถึงความสวยงามจากการตกแต่งในสไตล์สีทูโทน เรียบง่าย แฝงไว้ด้วยความสปอร์ต เบาะนั่งสบายมากทีเดียวมีส่วนที่หนุนหลังลดความเมื่อยล้าในขณะนั่งนาน ๆ ห้องโดยสารกว้างขวาง พื้นที่เหนือศีรษะและที่วางขารวมไปถึงพื้นที่บรรทุกสัมภาระมีมาให้อย่างเหลือเฟือ นั่งกันสบาย ๆ สำหรับผู้โดยสาร 4 ท่าน รถที่เรานำมาทดลองขับเป็นรุ่นท็อปจึงติดตั้งซันรูฟที่มีเนื้อที่กระจกกว้างมากแทบจะเต็มหลังคาเลย โดยมีแผ่นบังแดดกั้นความร้อนและแสงสว่างที่จะเข้ามาสู่ห้องโดยสาร แม้ว่าตามคอนโซลหรือแผงหน้าปัดดูเรียบ ๆ แต่ซ่อนการควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ไว้มากมาย

 

 

          จอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ใช้งานง่าย เพียงแต่ระบบ i-SMART ที่สั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยอาจต้องใช้เวลาสร้างความคุ้นเคยให้ระบบมีการเรียนรู้สำเนียงการพูดของแต่ละคนสักครู่ ระบบนี้จะสามารถสั่งการการปิด-เปิด ซันรูฟ, ระบบปรับอากาศ, สั่งการโทรออกและรับสายโทรศัพท์, สั่งระบบเครื่องเสียง, ระบบนำทาง นอกจากนี้ยังมีระบบเช็กความดันลมยางว่าอยู่ในมาตรฐานหรือไม่ สามารถสั่งการให้รถสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเปิดเครื่องปรับอากาศได้โดยผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือได้ด้วย ซึ่งหลาย ๆ ระบบใน MG ZS มีแต่รถราคาเกินล้านบาทเท่านั้นที่ติดตั้งสิ่งเหล่านี้มาให้

 

 

          ในขณะที่เราวิ่งอยู่บนถนนเส้นบูรพาวิถีซึ่งมักมีกระแสลมค่อนข้างแรง แต่การใช้ความเร็วในระดับ 80-110 กม./ชม. ยังคงเป็นไปด้วยดี ตัวรถควบคุมง่าย มั่นคง การเก็บเสียงรบกวนจากภายนอกโดยเฉพาะเสียงลมทำได้ดีทีเดียว ภายในรถค่อนข้างเงียบ

          ในส่วนของพละกำลังของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 114 แรงม้า เพื่อที่จะพาตัวรถหนักเกือบ 1.3 ตัน วิ่งไปข้างหน้า ก่อนทดลองขับผมคิดว่าคงไม่เหมาะเท่าไรกับเครื่องยนต์ที่เล็กขนาดนี้ แต่อาจจะด้วยเหตุผลเรื่องการทำราคาให้สามารถสู้กับคู่แข่งได้จึงใช้เครื่องตัวนี้ที่เคยวางอยู่ใน เอมจี 3 และ 5 มาวางในครอสโอเวอร์ตัวล่าสุดอีกครั้งมาปรับจูนเพิ่มขึ้น รวมไปถึงการใช้เกียร์อัตโนมัติแค่ 4 จังหวะ ที่เราคิดกันว่าถ้าใช้เป็น 5 จังหวะหรือ ซีวีที น่าจะมีข้อดีในหลาย ๆ ด้านเพิ่มขึ้น แต่ก็จะมีผลให้ราคาต้องสูงขึ้นกว่านี้ด้วยอย่างแน่นอน

 

 

          แต่เมื่อเราได้ลองขับกันถึงกว่า 400 กม. โดยเฉพาะในช่วงขากลับจากระยองมา กทม. เป็นระยะทางราว 200 กม. ที่เราไม่ต้องคำนึงถึงขบวนรถที่วิ่งมาด้วยกัน ทำให้สามารถใช้รถได้อย่างอิสระ ตามการใช้งานจริงที่เราใช้กันอยู่ตามปกติ และเราเคยชินกับจังหวะเครื่องยนต์และเกียร์ของรถคันนี้มาเป็นระยะทางกว่า 200 กม. จากเมื่อวานนี้เป็นที่เรียบร้อย พอจะสรุปได้ว่า เครื่องยนต์แค่ 1.5 ลิตร สามารถพารถคันนี้วิ่งเดินทางไกลได้อย่างสบาย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่รถลอยตัวแล้วที่ความเร็วสัก 80-100 กม./ชม. การตอบสนองอัตราเร่งเป็นไปด้วยความไหลลื่น ช่วง 120-140 ขึ้นค่อนข้างเร็ว เพียงแต่ในช่วงเร่งแซง หรือในช่วงที่มีถนนแค่ 2 เลน รถวิ่งสวนกัน อาจต้องเผื่อระยะทางในการเร่งแซงอยู่บ้าง แต่พอเรารู้จังหวะรถแล้วทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี แต่ถ้าในช่วงที่เร่งแซงและต้องการอัตราเร่งที่ขึ้นมาเร็ว ๆ เราสามารถเลื่อนคันเกียร์มาทางขวาเพื่อชิฟท์เกียร์ด้วยตนเอง การตอบสนองความเร็วจะทำได้ทันใจยิ่งขึ้น

 

 

          อุปกรณ์มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยซึ่งติดตั้งมาใน MG ZS ทั้ง 3 รุ่น ประกอบไปด้วย ระบบเบรกเอบีเอส พร้อมระบบกระจายแรงเบรก, ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์, ระบบควบคุมการทรงตัว, ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล, ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง ฯลฯ ถือว่าให้มามากเกินพอสำหรับรถยนต์ในระดับราคา 6-700,000 บาท

          ระบบรองรับแบบ European Tuning เน้นความนุ่มนวลมากกว่าความสปอร์ต ทำให้ ZS เป็นรถที่นั่งสบาย แต่การยึดเกาะถนนก็ยังคงเป็นไปด้วยดี ระดับน้ำหนักของพวงมาลัย สามารถเลือกได้จากบนหน้าปัทม์ถึง 3 ระดับด้วยกันตามความเหมาะสมในการใช้งาน คือ Comfort / Normal และ Sport ขากลับที่เราขับกันแบบอิสระ เราใช้ความเร็วกันในช่วง 90-120 กม./ชม. เป็นส่วนใหญ่ การควบคุมรถเป็นไปด้วยดี การเซ็ตระบบรองรับถือว่าอยู่ในระดับพอดีระหว่างความนุ่มนวลและสามารถรองรับพละกำลังเครื่องยนต์ระดับ 114 แรงม้า ได้อย่างสบาย ๆ ระยะทางราว 200 กม. ในช่วงเดินทางกลับที่ถนนค่อนข้างโล่ง เราใช้เวลาเดินทางกันแค่ 2 ชม. กว่า ๆ ก็ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย โดยมีอัตราการสิ้นเปลืองอยู่ที่ประมาณ 13-14 กม./ลิตร โดยมีผู้ใหญ่นั่งกันมา 3 คน ถือว่าอัตราสิ้นเปลืองแม้จะไม่เป็นตัวเลขที่สวยหรูแต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ

          การใช้ความเร็ว 100 / 120 กม./ชม. รอบเครื่องอยู่ที่ 2,500 / 3,000 รอบต่อนาที ตามลำดับ เนื่องจากอัตราทดมีแค่ 4 เกียร์ทำให้ไม่สามารถลดรอบการทำงานของเครื่องลงไปได้มากนัก อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง วิ่งทางไกลอยู่ที่ประมาณ 12-14 กม./ลิตร ผมว่าใกล้เคียงกับมาตรฐานสำหรับรถ 1.5 ทั่วไป แต่น้ำหนักตัวรถจะมากกว่าบรรดารถเล็กที่มีเครื่องยนต์ขนาดนี้ ในวันแรกมีช่วงให้ทดลองขับแบบประหยัดเพื่อดูตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองกัน ระยะทาง 80 กม. ให้เวลา 90 นาที ซึ่งถือว่าความเร็วเฉลี่ยไม่ช้าเลย แถมยังมีแยกไฟแดงค่อนข้างเยอะ มีการทำถนนที่ทำให้เสียเวลาอยู่ในบางช่วง ความเร็วที่ใช้ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 80-90 กม./ชม. รถเราทำตัวเลขได้ที่ 16.7 กม./ลิตร ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เรารับได้สำหรับตัวรถที่หนักขนาดนี้และบรรทุกผู้โดยสารบรรทุกอยู่ 3 คน

 

 

          เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ถือว่าใช้งานได้ดี อาจจะทำให้การเร่งขาดความต่อเนื่องและนุ่มนวลไปบ้าง อัตราการกินน้ำมันอาจทำตัวเลขไม่สวยหรู แต่ผมเชื่อว่ารถรุ่นนี้สามารถแก้ข้อบกพร่องเหล่านี้ได้ไม่ยาก เช่นการเพิ่มอัตราทดเกียร์อัตโนมัติเป็น 5 หรือ 6 จังหวะ หรือการนำเครื่องยนต์ที่มีความทันสมัยไฮเทคกว่านี้วางลงไปแทน แต่ราคาตัวรถก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน ผมจึงรับได้กับราคารถขนาดนี้โดยที่สิ่งต่าง ๆ ที่ติดตั้งมาให้อาจจะไม่ถึงกับดีเยี่ยมสุด ๆ แต่ผมกลับพอในราคาที่ย่อมเยา ในขณะที่คุณภาพรถ อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใส่เข้ามามากมาย รวมไปถึงเทคโนโลยีการสื่อสารกับรถอันทันสมัย เมื่อมองภาพรวมแล้ว MG ZS เป็นรถที่คุ้มค่าเงินที่จ่ายไปมากทีเดียวครับ แค่การจะซื้อตัวไหนใน 3 รุ่นที่มีให้เลือกนั้น ก็คงต้องแล้วแต่ความพอใจที่จะใช้อุปกรณ์ที่จะเพิ่มเข้ามาโดยที่เราต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้น แต่ละท่านคงต้องตัดสินใจว่าความพอใจของท่านอยู่ในระดับไหนครับ

 

 

          โดยรวม ๆ จากการที่ได้ลองขับรถรุ่นนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจเมื่อมีการชั่งน้ำหนักระหว่างราคา, คุณภาพรถ, อุปกรณ์ที่ใส่เข้ามามากมาย, ความอเนกประสงค์ กว้างขวาง สะดวกสบายในการใช้งาน, อุปกรณ์ความปลอดภัยต่าง ๆ ที่ติดตั้งมาให้ ฯลฯ ถือว่าเป็นครอสโอเวอร์ที่น่าสนใจมากคันหนึ่งเลยทีเดียวในยุคนี้ครับ ศูนย์บริการก็ได้เปิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรองรับประชากร MG ที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น MG ZS น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีของค่ายเอมจีหลังจากที่รุกตลาดเมืองไทยที่ต้องฝ่าอุปสรรคมากมายมานานหลายปี แต่ก้าวต่อไปจะมีความแจ่มใสมากน้อยเพียงใดคงต้องขึ้นกับปัจจัยหลักในเรื่องคุณภาพสินค้าและการบริการหลังการขายให้เป็นที่พอใจกับผู้บริโภคก็จะทำให้การเดินทางของรถสัญชาติอังกฤษรายนี้เป็นไปด้วยดีอย่างแน่นอนครับ

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com