Nissan LEAF Mk.II รถไฟฟ้าเจเนอเรชั่นที่ 2 แรงขึ้น และวิ่งได้ไกลยิ่งขึ้น


        ในปี 2011, Nissan รุกตลาดรถยนต์พลังงานสะอาดเต็มตัว ด้วยการเผยโฉม LEAF ซึ่งเป็นรถขนาดกลาง 5 ที่นั่ง ไร้มลพิษ (Zero-emission) และสามารถใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ได้เป็นรายแรกของโลก LEAF ปราศจากเครื่องยนต์สันดาปภายในเฉกเช่นรถไฮบริดในยุคนั้น และขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเต็มระบบ จากการตอบรับที่ดีของ LEAF Mk.I ในทุกภูมิภาคทั่วโลก วิศวกร Nissan สานต่อความสำเร็จด้วย LEAF Mk.II ซึ่งพร้อมเป็นรถโมเดลปี 2018

 

        New LEAF ถูกพัฒนาขึ้นจาก 3 แนวคิด ได้แก่ Nissan Intelligent Driving, Nissan Intelligent Power และ Nissan Intelligent Integration

 

        เริ่มต้นกับ Nissan Intelligent Driving เป็นความอัจฉริยะในการขับเคลื่อน จากฟังก์ชั่นการใช้งานที่มุ่งสร้างความสะดวกสบายในการขับขี่ อาทิ ระบบ ProPILOT Assist หรือระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ รองรับการทำงานทั้งบนไฮเวย์ และในสภาพการจราจรที่ติดสาหัส ผู้ขับรับหน้าที่เพียงบังคับพวงมาลัย การเร่งความเร็ว การชะลอความเร็ว และการเบรกกระทั่งรถหยุดสนิท ระบบจะจัดการให้ทั้งหมด ฟังก์ชั่นถัดมา e-Pedal เฉพาะเพียงแป้นคันเร่ง ผู้ขับสามารถควบคุมได้ทั้ง การเร่ง (เหยียบคันเร่ง), การชะลอความเร็ว (ค่อยๆ ถอนเท้าออกจากแป้นคันเร่ง) จนถึงการสั่งระบบเบรกห้ามล้อ เมื่อรถต้องหยุดบนทางลาดชัน (ยกเท้าออกจากแป้นคันเร่ง) ในขั้นตอนดังกล่าว ผู้ขับไม่ต้องเหยียบแป้นเบรกเหมือนเดิมอีกต่อไป

 



        Nissan Intelligent Power อยู่ในส่วนของระบบขับเคลื่อน (e-powertrain) เริ่มจากแบตเตอรี่ลิเทียม-อิออน ขนาด 40 kWh ความจุเพิ่มขึ้นบนพื้นที่การติดตั้งไม่เปลี่ยนแปลง ตัวมอเตอร์ไฟฟ้ามีแรงม้าเพิ่มขึ้น 37% และแรงบิดเพิ่มขึ้น 26% ตัวเลขรวมคือแรงม้า 147 hp (110 kW) พร้อมแรงบิด 320 Nm เมื่อแบตเต็มระยะการใช้งานของ LEAF Mk.II อยู่ที่ 240 กิโลเมตร (LEAF Mk.I ใช้งานได้เพียง 160 กิโลเมตร) ตัวรถมาพร้อม Quick Charge Port เมื่อชาร์จไฟจาก Fast-Charging Station หรือสถานีชาร์จไฟสาธารณะ จะได้ไฟ 80% ของความจุทั้งหมด ภายในเวลา 40 นาที เท่านั้น

 

        มอเตอร์ไฟฟ้าวางไว้ด้านหน้า ในตำแหน่งแทนที่เครื่องยนต์ เพื่อขับเคลื่อนล้อหน้า เป็นแบบ AC Synchronous พร้อมเฟืองเกียร์แบบ Single-speed ขณะที่แบตเตอรี่ถูกวางไว้ใต้พื้นห้องโดยสาร มีขนาดความกว้างเต็มพื้นที่พื้นรถ มีความยาวอยู่ระหว่างใต้เบาะนั่งด้านหน้ากับเบาะนั่งด้านหลัง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำสุด ให้เสถียรภาพที่มั่นคงทั้งการใช้ความเร็ว และการเข้าโค้ง

 

        ปิดท้ายด้วย Nissan Intelligent Integration ระบบจะเชื่อมผู้ขับเข้ากับ ตัวรถ และการสื่อสารทั้งหมด ผ่านระบบ NissanConnect นอกจากเรื่องอุปกรณ์ Infotainments และการใช้งานอินเตอร์เน็ตแล้ว ไฮไลท์ที่น่าสนใจได้แก่ ฟังก์ชั่น LEAF-To-Home เป็นการแชร์พลังงานไฟฟ้าระหว่าง ‘ตัวรถกับบ้าน’ จากเดิมที่รถต้องชาร์จไฟจากบ้านเพียงทางเดียว LEAF สามารถแบ่งพลังงานไฟฟ้าที่เกินความต้องการ เพื่อใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านได้ด้วย นั่นเพราะ LEAF ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เองจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งได้มาฟรีๆ ขณะจอดรถทิ้งไว้กลางแดดในระหว่างวัน

 

        การชาร์จไฟใหกับ LEAF รวมทั้งการใช้งาน ฟังก์ชั่น LEAF-To-Home ผู้ขับสามารถควบคุมผ่าน app ในสมาร์ทโฟน ที่จะเชื่อมต่อข้อมูลกับรถแบบ Real Time อาทิ ระยะเวลาในการชาร์จจนแบตเต็ม, ระยะทางที่รถสามารถวิ่งต่อไปได้ เมื่อระบบคำนวณจากความเร็วที่ใช้ และความจุแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ ไล่เรียงไปจนถึง สถานีชาร์จไฟในจุดต่างๆ ที่ถูกระบุไว้ในแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความสะดวกสูงสุดในการใช้งานรถไฟฟ้าด้วย


                                                   

ภาพและภาพยนตร์ : Nissan North America, Inc.

                                                                      เรียบเรียง : Pitak Boon

Powered by MakeWebEasy.com