Toyata Yaris Ativ อีโค่คาร์ ซีดาน ลักษ์ชัวรี่



ช่วงหยุดยาวก่อนปีใหม่ที่ผ่านมาทางเว็ปไซค์ Lifestyle224.com ได้มีโอกาสยืมรถ โตโยต้า ยาริส เอทีฟ เพื่อไปทำการทดสอบสมรรถนะจริง ทั้งวิ่งในเมืองและวิ่งออกต่างจังหวัด โดยรุ่นที่เราเอามาทำการทดสอบคราวนี้เป็นรุ่น S  ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นท็อปของ “เอทีฟ” เลย โดยขนาดเครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์ขนาด 1,200 ซีซี. แรงม้าอยู่ที่ 86 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที และมีแรงบิดให้ใช้งาน อยู่ที่ประมาณ 108 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ซึ่งการทดสอบคราวนี้เราใช้ถนนหลวงและมีผู้โดยสารทั้งหมด 4 ท่านรวมคนขับ พร้อมสัมภาระเต็มรถ เอาเป็นว่าเราไปดูสมรรถนะของรถคันนี้กันเลยดีกว่าครับ

หรูหรา มีสไตล์

สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกของตัว “เอทีฟ” มีความเป็น “ลักษ์ชัวรี่” มากขึ้นเมื่อเทียบกับตัว “ยาริส” สำหรับ “เอทีฟ” เป็นรถ 4 ประตู ที่มีเส้นสายของตัวรถชัดเจน โดยไฟหน้าเป็น โปรเจคเตอร์เลน ฮาโลเจน พร้อมไฟหรี่ แอลอีดี เพิ่มเสน่ห์ด้วยเส้นสีแดงที่ชายล่างของกันชนหน้า กระจกมองข้างเป็นสีดำเงาพร้อมเส้นแถบสีแดง และมีไฟเลี้ยวในตัวด้วย กระจังหน้าเป็นโครเมียมพร้อมช่องดักลม เสาอากาศเป็นครีบฉลาม มือเปิดภายนอกเป็นโครเมียม กระจกบานหน้าเป็นแบบ “Acoustic Glass” เป็นกระจกที่กันเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดี ซึ่งเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของ “เอทีฟ” ด้วย

 

เครื่อง 1,200 ซีซี. 86 แรงม้า เกียร์ CVT

ส่วนเครื่องยนต์เป็นเครื่องเบนซินรหัส 3NR-FE 4 สูบ 16 วาล์ว Dual VVT-I ขนาด 1,200 ซีซี. มีกำลังอัดอยู่ที่ 11.5:1 ให้แรงม้าสูงสุด 86 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 106 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-I รองรับน้ำมันสูงสุด E20 ปล่อยค่า CO2 ที่ 116 g/km เข้าโครงการ Eco Car Phase 1 ด้วย

ช่วงล่างและระบบความปลอดภัยที่ “เอทีฟ” มี

ระบบช่วงล่างด้านหน้าออกแบบค่าความแข็งของสปริงใหม่ให้มีความนิ่มนวลมากขึ้น ส่วนโช้คอัพนั้นพัฒนาค่าความหนืดของน้ำมันโช้คใหม่ให้ยุบและหยืดได้อย่างนุ่มนวลทำให้เจ้า “เอทีฟ” มีความนิ่มนวลมากยิ่งขึ้นแต่เกาะถนน ส่วนเรื่องของอุปกรณ์ช่วยเรื่องความปลอดภัยไม่ว่าจะเป็น ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS ระบบช่วยกระจายแรงเบรก EBD ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบป้องกันการลื่นไถล VSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC ระบบตัวช่วยออกตัวบนทางบาดชัด HAC ซึ่งระบบพวกนี้ติดมากับรถตั้งแต่รุ่น J เลยทีเดียว เรียกว่ารุ่นถูกสุดก็มีระบบความปลอดภัยมาให้หละ นอกจากนี้ยังมีถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง(คู่หน้า-ด้านข้าง-ม่านนิรภัย-หัวเข่า) เข็มขัดนิรภัย ELR แบบ 3 จุด 5 ที่นั่ง เซ็นเซอร์ พร้อมกล้องถอยหลังเรียกว่าออฟชั่นมาเต็มเลยทีเดียว

 

 

 

ภายในห้องโดยสาร สปอร์ต หรูหรา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก

ห้องโดยสารจะคุมโทนสีดำ ตัดด้วยสีเงินเมทัลลิกทำให้ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เบาะออกแบบมาให้กระชับหลังและช่วงขามากขึ้น เบาะเป็นผ้าสีดำที่ตัดด้วยลายเส้นสายที่สวยงาม แผงประตูดำเดินด้ายแดง เข้าชุดกับพวงมาลัยดำเดินด้ายแดงเช่นกัน แผงหน้าปัดมีจอประมวลผลการขับขี่ MID แบบสี TFT ขนาด 4.2” มาพร้อมกับสวิทช์ที่ควบคุมที่พวงมาลัย เครื่องเสียงเป็นจอทัชสกรีนขนาด 7” พร้อมช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องเสียง Micro SD การ์ด ลำโพง 6 ตำแหน่ง ระบบโทรออกด้วยเสียง Voice Call ช่องเสียบ USB ไม่ต้องพูดถึงเพราะมันคืออุปกรณ์พื้นฐานที่มากับรถอยู่แล้ว เอาเป็นว่าอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาเต็มเลย

 

ขับขี่จริง ใช้งานจริง

อย่างที่ผมบอกไว้เบื้องต้นแล้วว่า ตอนที่เราวิ่งทดสอบคราวนี้ เราคนผู้โดยสารรวมคนขับเป็น 4 ท่าน พร้อมสัมภาระอีกเพียบ เรียกได้ว่าใช้งานกันฟูลโหลดเลยทีเดียว เริ่มจากเปิดประตูเข้าไปจัดท่านั่งให้เรียบร้อยกับเบาะที่ดีไซค์ใหม่ให้กระชับกว่าเดิม จากนั้นสตาร์ทรถโดยรถคันนี้สตาร์ทแบบ “พุชสตาร์ท” เอาง่ายๆ สตาร์ทแบบกดปุ่มสตาร์ทอะครับ หลังจากปรับกระจกมองข้างที่เป็นไฟฟ้าเรียบร้อยคราวนี้เราพร้อมออกตัว

โดยการขับขี่ของผมคราวนี้ก็ไม่รีบมากมายออกตัวไล่ความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ ให้เค้าเปลี่ยนเกียร์เองไม่ต้องไปคลิ๊กดาวน์เปลี่ยนเกียร์ให้เค้า ในช่วงรอบต้นๆ เกียร์ต้นๆ จะมีอาการหนืดๆ หน่วงๆ อยู่บ้างแต่เป็นธรรมชาติของเครื่องเล็กๆ อยู่แล้ว แต่หลังจากที่ขับลอยลำขึ้นไปแล้ว ที่ความเร็วประมาณ 100-120 บอกเลยว่าขับสบายมากๆ ส่วนเวลาเร่งแซงนั้นกะระยะดีๆ กะระยะเวลาและจังหวะดีๆ บอกเลยหายห่วง

เรื่องของกระจกหน้าที่เป็นแบบ “Acoustic Glass” ที่ความเร็ว 120 กม./ชม. เราแทบไม่รู้สึกถึงลมเข้าด้านหน้าเลยเสียงเงียบมากทำให้เรารู้สึกว่ารถไม่เร็วและขับไม่เหนื่อย ส่วนช่วงล่างที่ออกแบบใหม่(เมื่อเทียบกับตัวยาริสแฮทแบล็ค)ให้ความนิ่มนวลและเกาะถนนอีกด้วย ผมเผลอขับไปถึงความเร็ว 160 กม./ชม. รถไม่มีอาการล่อนให้รู้สึกคอนโทรลง่าย ด้วยพวงมาลัยที่เป็นแบบไฟฟ้านั้น ช่วงที่ขับรถติดๆ ในเมืองต้องซอกแซกเข้าซอยคล่องตัวมาก แต่พอความเร็วสูงๆ พวงมาลัยไฟฟ้าก็จะเพิ่มน้ำหนักของพวงมาลัยให้หนักขึ้นแปรผันตามความเร็ว ทำให้เรามั่นใจในการขับขี่มากขึ้น

ส่วนที่บอกว่าผู้โดยสารที่นั่งไปคราวนี้ความสูงประมาณ 170-185 ซม. ทั้ง 3 คนบอกว่านั่งสบายช่วงเลครูมยังมีพื้นที่ให้ได้ยืดขา ส่วนด้านบนศรีษะ ไม่ติดหลังคานั่งสบายไม่เมื่อยด้วย

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังมองหารถ อีโคคาร์ ซีดานอยู่ ในตอนนี้ลองแวะเวียนเข้าไปดูที่โชว์รูม โตโยต้า ทั่วประเทศ ลองไปดูตัวเป็นๆ ของเจ้า “เอทีฟ” เผื่อเพื่อนๆ จะหลงรักและชื่นชอบ โดยราคาเริ่มต้นเริ่มที่ 469,000 ในรุ่น J ECO CVT จนไปถึงรุ่นท็อปสุดที่ราคา 619,000 บาท ในรุ่น S

Powered by MakeWebEasy.com