FERRARI 812 GTS || สานตำนานซูเปอร์คาร์เปิดหลังคา

ภาพ : Ferrari S.p.A.
เรียบเรียง : Pitak Boon

812 GTS ถูกต่อยอดมาจาก 812 Superfast เพื่อสืบสานตำนานรถเปิดหลังคาใช้เครื่องยนต์ V12 ซึ่งวางในรูปแบบ Front-mounted โดยเรื่องราวของ Ferrari V12 Spider เริ่มต้นในปี 1948 กับโมเดล ‘166 MM’ รถ GT ที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยชัยชนะถึง 2 ครั้ง ในการแข่งขัน Endurance ระดับโลกในปี 1949 กับ Mille Miglia และ 24 Hours of Le Mans ทั้ง 2 รายการใหญ่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น นับจากนั้น Ferrari กับเครื่องยนต์ V12 วางหน้า กวาดรางวัลมาอีกหลายรายการ และที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ 24 Hours of Daytona ในปี 1967



ถัดจากนั้นสถาปัตยกรรม Front-mounted V12 ในรูปแบบ Spider จึงได้รับการพัฒนามาเป็นรถซีรีย์พิเศษ และผลิตในแบบ Limited Edition ถึง 4 โมเดล ได้แก่ 550 Barchetta Pininfarina (2000), Superamerica (2005), SA Aperta (2010) และ F60 America (2014) เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 60 ปี ค่ายม้าลำพองในตลาดรถยนต์อเมริกัน



812 GTS ใช้หลังคา RHT (Retractable Hard Top) เป็นประทุนหลังคาแข็งที่ กาง-เก็บ ด้วยระบบ กลไก-ไฟฟ้า ใช้เวลาในการทำงานเพียง 14 วินาที ขณะรถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. และท่อนบนของตัวรถ คือจุดที่แตกต่างหลักๆ เมื่อเทียบกับ 812 Superfast นอกนั้นจะเป็นเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากเครื่องยนต์ V12 NA โดยเฉพาะขณะ 812 GTS เปิดหลังคา


812 GTS ได้รับการออกแบบมาจาก Ferrari Styling Center เพื่อเป็นเวอร์ชัน Spider ของ 812 Superfast ประสิทธิภาพทางแอร์โรไดนามิคบนตัวรถ ถูกจัดเต็มมาไม่เป็นรองตัวถังคูเป้ (ขณะ 812 GTS ปิดหลังคา) พอร์ทหรือช่องทางการไหลของอากาศบนตัวถัง จะช่วยสร้าง downforce ได้อย่างหนักหน่วงเมื่อรถทะยานกว่า 200 กม./ชม. ขึ้นไป ช่วงเสา B ได้รับการออกแบบให้กลมกลืนกับแผ่นปิดห้องเก็บหลังคา ส่วนหลังหมอนรองศีรษะของเบาะนั่งทั้งคู่ ถูกยกขึ้นเป็นรูปตัว A ถอดแบบมาจากรถแข่งในอดีต ช่วยปกป้องห้องโดยสารขณะรถหงายท้อง


หัวใจของ 812 GTS หนีไม่พ้นเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6,469 ซีซี แบบหายใจเอง (Naturally Aspirated) บล็อก V วางทำมุม 65 องศา มาพร้อมระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง GDI (Gasoline Direct Injection) ฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าห้องเผาไหม้โดยตรง สร้างแรงดันที่ปลายหัวฉีดในลักษณะแปรผันได้สูงสุดถึง 350 บาร์ ชุดเพลาราวลิ้นติดตั้งระบบวาล์วแปรผันทั้งฝั่งไอดี และไอเสีย



ส่วนกระโปรงลูกสูบเคลือบด้วยสารกราไฟท์ เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานจากการเคลื่อนที่ ขึ้น-ลง ของลูกสูบ (Piston) กับปลอกสูบ (Liner) เช่นเดียวกับกลไกชิ้นส่วนเคลื่อนไหวภายใน ที่ถูกลดแรงเสียดทาน พร้อมทั้งลดน้ำหนัก เพื่อเพิ่มความฉับไวในการตอบสนอง ปิดท้ายด้วยระบบหล่อลื่นแบบอ่างแห้ง (Dry Sump) เป็นการแยกอ่างน้ำมันเครื่องออกไปจากส่วนล่างสุดของเครื่องยนต์ ลดความสูง ลดจุดศูนย์ถ่วงของเครื่องยนต์ลง อีกทั้งยังง่ายต่อการบริหารจัดการ ด้วยการใช้ปั๊มส่งน้ำมันไปหล่อลื่นตามซอกต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ โดยเฉพาะขณะ 812 GTS สาดเข้าโค้ง



ขุมพลังใต้ฝากระโปรงหน้าของ 812 GTS ให้แรงม้า 800 PS (789 hp) ที่ 8,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 718 Nm ที่ 7,000 รอบ/นาที โดยแรงบิดกว่า 80% จะมีมาให้ใช้ตั้งแต่รอบเครื่องเพียง 3,500 รอบ/นาที ไม่ต้องลากรอบเหมือนเครื่องยนต์ Ferrari ในอดีต ประเด็นที่วิศวกรเน้นเป็นพิเศษ คือ ความเร็วในการตอบสนองหลังจากผู้ขับสัมผัสแป้นคันเร่ง ขุมพลัง V12 NA ที่มีความจุมหาศาลถึง 6.5 ลิตร จะตอบสนองได้เร็วสุดๆ โดยเฉพาะเมื่อทำงานร่วมกับเกียร์คลัตช์คู่ 7 สปีด ทะยานผ่านหลัก 100 กม./ชม. ด้วยต่ำกว่า 3.0 วินาที ผ่าน 200 กม./ชม. ใช้เวลา 8.3 วินาที ความเร็วสูงสุดเคลมไว้กว่า 340 กม./ชม.

Powered by MakeWebEasy.com