90’s ย้อนอดีตความสุข ยุครถซิ่งรุ่งเรือง “ดนตรี นารี เทอร์โบ” !!! ฉบับย่อยง่าย บาย #พีสี่ภาค

เรื่อง : อินทรภูมิ์ แสงดี

ภาพ : www.xo-autosport.com , 90s Lover Fan page, www.google.com

 

 

ยุค 90 นั้น เป็นเหมือนมนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันตาย อะไรๆ ก็ดูดีและสนุกสนาน มีอะไรให้เราตื่นเต้นกันอยู่เสมอ ของทุกสิ่งอย่างดูมี “ศิลปะ” และ “เอกลักษณ์” มันต้องมี “ความพยายาม” ในทุกๆ อย่าง จึงเป็นอะไรที่ได้มายาก แต่เมื่อได้มาแล้วจะเกิด “ความทรงจำ” อันดีงามฝังอยู่ในใจ จนไม่อยากจะลืมเลือน และ “ถวิลหากลิ่นไอแห่งอดีต” กันอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง บอกตรงๆ ว่ามันไม่มีทางจะกลับไปเหมือนเดิมแน่ๆ เพราะทุกสิ่งอย่างย่อมเปลี่ยนไป แต่แล้วทำไมยุค 90 มันไม่ตายไปจาก “คนตรงยุค” เสียที

หลังจากที่เล่าเรื่องมนต์เสน่ห์แห่งยุค The Palace ที่เน้นความดุเดือดในสังเวียน “วิภาวดีเซอร์กิต” กันไปแล้ว แต่ครั้งนี้ ผมจะเล่าเรื่องภาพรวมในยุค 90 กัน ว่าเสน่ห์ของยุคนี้ มันมีอะไรกันแน่ นอกจากการซิ่งรถ

เสน่ห์ของยุค 90 : เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลง จากยุค Analog หรือ “กลไก” เข้าสู่ยุค Digital มันจึงมีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำให้เรา “ว้าว” กัน รวมถึง Lifestyle การใช้ชีวิตก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทาง “เฟี้ยวฟ้าว” มากขึ้น แต่มันก็ไม่ทิ้งอดีตเสียทีเดียว Analog ที่เป็นเสน่ห์อีกแบบมันก็ยังมีอยู่ ส่วน Digital ก็เริ่มเข้ามามีบทบาท คนยังสามารถ “เลือกและควบคุมได้” ว่าต้องการแบบไหน ไม่เหมือนตอนนี้ที่เป็นยุคแห่ง A.I. หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ครองเมือง ที่เหมือนโดนมันครอบงำ

อะไร คือ “วัยรุ่นยุค 90” : คำว่า “วัยรุ่น” ก็ควรจะมีช่วงอายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป จนถึงประมาณ 25 ปี ซึ่งเป็น “ช่วงชีวิตวัยรุ่นในตอนนั้น” ปัจจุบันนี้ปี 2020 เข้าไปแล้ว วัยรุ่นยุค 90 แบบตรงยุคจริงๆ ก็ควรจะมีอายุราวๆ “40 ปี ++” (ปล่อยแก่เลยกรู) หรืออย่างเด็กเลยก็ 30 ปลายๆ อันนั้นเป็นช่วงปลายยุคแล้ว แต่ถ้าจะมันส์จริงๆ ต้องต้นยุคหรือกลางยุค ที่ตอนนั้นเป็นวัยรุ่นอายุราวๆ 18 – 20 ปี ที่ “เข้าสู่รั้วมหาลัย” เหมือนเปิดอิสระมากขึ้น มีรถซิ่งขับไปเรียน ก็รถที่พ่อแม่ซื้อให้ขับไปเรียนนี่แหละ เราก็เอามา “ยำใหญ่” มีการเข้าแก๊งค์เพื่อนที่เล่นรถด้วยกัน แต่งรถเองตามอัตภาพ เริ่ม “มีแฟน” และ “บันเทิงราตรี” ได้ นับว่าเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมาก...

 

 

แหล่งรวมชาวซิ่ง : ในภาค “กลางวัน” ที่อาจจะโดดเรียนไป “แอ๊วหญิง” หลักๆ ก็ “สยามสแควร์” นี่เลยครับ “Center point” ลานน้ำพุในตำนาน แหล่งรวมวัยรุ่นแนวๆ ทั้งหลาย แต่งตัวเหมือนหลุดออกมาจากนิตยสาร Catch ในยุคนั้น อันนี้จะออกแนววัยรุ่นแรกแย้ม มาเดินมานั่งตามร้านนม นั่งริมลานน้ำพุ ใครหล่อๆ สวยๆ น่ารัก มีคาแรกเตอร์ มีโอกาสสูงที่จะเจอ “แมวมอง” ทาบทามไปเข้าวงการมายา ข้ามไปฝั่ง “สยามเซนเตอร์” อันนี้จะแนวๆ “ช๊อปปิ้ง” เสื้อผ้าแบรนด์เนมต่างๆ จะเอาหรูเลยก็ต้อง “สยามดิสคัฟเวอรี่” เรียกย่อๆ “สยามดิส” ตอนนั้นมีร้านขายของแต่งรถขึ้นโชว์ในห้างด้วยนะ ชื่อร้าน G – FORCE เป็นตัวแทนจำหน่ายของแต่งแบรนด์ญี่ปุ่น หลักๆ ก็ Greddy, TRUST เอาเครื่อง SR20DET ใส่ของ Greddy มาตั้งโชว์กลางร้าน แต่ถ้าฝั่ง “รังสิต” ก็นี่เลย “ฟิวเจอร์พาร์ค” ตอนนั้นชั้นใต้ดิน จะมีร้าน “DRIVER MOTORSPORT” ของ “เฮียเหน่ง” สายโมดิฟายเต็มๆ เรียกว่าไม่มีใครไม่รู้จัก บางทีอาจจะแต่งเล็กๆ น้อยๆ แต่เฮียเหน่งก็ให้คำแนะนำได้ดีเสมอมา อีกร้านก็คือ “กลั่นกรองคาร์แคร์” ของ “พี่จี๊ด” จะแนวๆ “ตกแต่งประดับยนต์” และ “เซอร์วิสทั่วไป” มากกว่า เรียกว่าวัยรุ่นรถซิ่งมหาลัยย่านนั้นต้องเคยไปสัมผัสสองร้านนี้แน่นอน


ภาคราตรี : แน่นอนว่าสถานบันเทิง “เดอะ พาเลซ” ตำนานบทใหญ่บนถนนวิภาวดี ก็ยังคงมีอยู่ แต่ในยุค 90 ถือเป็น “ยุคปลาย” แล้ว เพราะได้ปิดตัวลงไปในวันที่ 29 ก.พ. 2535 หรือปี 1992 (ช่างเลือกวันดี “สี่ปีครั้ง” ซะจริงๆ) เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของสิ่งรอบด้าน ธรรมดาครับ เปิดมาเป็น 10 ปี จะให้รุ่งตลอดกาลก็เป็นไปไม่ได้ แนวเพลงก็เปลี่ยนไป นักเที่ยวก็เปลี่ยนแปลง คนก็อยากจะหาที่เที่ยวใหม่ๆ เป็นธรรมดา แต่ “เดอะ พาเลซ” ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจุดยืน คงเหลือแต่ “ตำนานดิสโก้เธค” และอาคารสถานที่ดั้งเดิมไว้คิดถึงกันจนถึงปัจจุบัน ถ้าเป็นสาย “พัทยา” อย่างในวันอาทิตย์ จะมีแข่ง “ควอเตอร์ไมล์พีระฯ” สายซิ่งก็จะซัดรถกันไปเที่ยว “เดอะ พัลลาเดียม” เผาหัวกันก่อนค่อยเข้าสนามตอนเช้า เรียกว่า “นอนเป็นไง ไม่รู้จัก” จนตอนหลังเกิด “ผับแนวใหม่” มาเปิดกันที่ RCA พระราม 9 อันนี้แหละสุดติ่งกระดิ่งแมวจริงๆ ตอนนั้นแนวเพลง “Dance” ยอดฮิตติดหูทั้งหลายฟังกันสนั่นเมือง คนเที่ยวในยุครุ่งเรืองนั้น “ล้นทะลัก” กันเต็ม มองไปเหมือนทะเลคน รถติดเป็นบ้าเป็นบอ เพลงมันส์ มีทำนองร้องตามได้ สาวๆ “สายเดี่ยว เอวลอย” ตอนนั้นส่วนใหญ่ยังสวยกันตามธรรมชาติ วัยรุ่นยุค 90 ถ้าเคยเที่ยว RCA ต้องจดจำบรรยากาศ “สุดลิ่มทิ่มประตู” ทุกสิ่งอย่างเย้ายวน มันส์และสุดจริงๆ

สังคมมิดไนท์ : การซิ่งรถยามราตรี บนถนนแห่งตำนาน “วิภาวดี” ตอนนั้นก็ยังใช้ Loop เดียวกับยุค “เดอะ พาเลซ” ก็คือ “สองยูเทิร์น” คือ “สุทธิสาร” เลยไปหน่อย ก็ เดอะ พาเลซ และ “เซนต์จอห์น” วนกันอย่างนี้ แต่ในยุค 90 หลังจากที่ เดอะ พาเลซ ปิดตัวลง จะเรียกว่ายุค “หอการค้า” ตอนนั้นรถไปจอดชุมนุมกันแถวๆ หน้าทางเข้า ม. จะมีปั๊มน้ำมันอยู่ ก็รวมกันในนั้น และจอดกันริมถนนเต็มไปหมด ซึ่งจะมี “เจ้าถิ่น” อยู่ เช่น Area นี้ แก๊งค์ไหนจอดประจำ บางทีไปจอดทับที่กันแบบไม่เจตนา เจ้าถิ่นมาก็มี “เลื่อนหลบ” พูดจากันดีๆ ก็กลายเป็นเพื่อนกัน ตอนหลัง “โทลเวย์ลง” เริ่มมีการปิดถนนเพื่อสร้างเสาตอม่อ ก็เลยย้ายไปเล่นกัน “บางใหญ่” อันนี้ดีกรีความดุเดือดก็ใช่ย่อยลงไป



รถซิ่ง 90 : จากเดิมที่ยุค เดอะ พาเลซ รุ่งเรือง ในช่วงปี 80 จะเป็นแนว “รถโป่ง คาร์บู ดูดสด” แถม “ล้อกาง ยางปลิ้น ลิ้นรถไถ” และต้อง “เด้งเหี้_ เตี้ยแป้ก” อีกด้วย แต่ในยุค 90 จะเริ่มพัฒนาเป็นยุค “หัวฉีด เทอร์โบ โมฯ เต็ม” ความรุนแรงจะมากขึ้นหลายเท่า ตอนนั้นก็จะแนว “รถวางเครื่อง” เพราะบ้านเราส่วนใหญ่จะเป็นเครื่อง “คาร์บูเรเตอร์” ธรรมดาๆ ติดรถมา ก็ต้องดิ้นรถหาเครื่องเทอร์โบเชียงกงมาใส่ ยอดฮิตตอนนั้นก็จะมี 3T-GTE ทวินปลั๊ก 8 หัวเทียน ใหม่ขึ้นหน่อย 1G-GTE เสียงหวานนุ่มหู แรงแบบนุ่มๆ ดึงหนักหน่อยก็ต้อง 7M-GTE สุดต้อง “ปลั๊กเทา” รุ่นใหม่ ค่าเครื่องเป็นแสน แล้วก็มี 1JZ-GTE ตามมา ถ้าจะสุดต้อง 2JZ-GTE ถ้าได้เกียร์ 6 สปีด นะมึงเอ๊ยยยย “สองแสนห้าอัพ” ตอนนั้นยังใหม่มาก ถ้าวางจะ “สุดประเทศ” ถ้าสาย NISSAN ก็ต้อง SR20DET ฝาแดง ตอนนั้นมาใหม่ๆ ได้เรื่อง “ต้นจัด” นิยมวางใน BMW E30 กันมาก แล้วก็ RB25DET ตอนนั้นก็แพงเอาเรื่องอยู่ รถวางเครื่องก็นิยม “กระบะ” กัน เพราะเหมือนสะใจเวลาไป “สวน” รถเก๋ง แต่ระวัง “ตูดเลื้อย” หน่อยนะเพราะ “จิไม่เอาถนน” แต่ถ้าจะให้จ๊าบต๊ะ ก็ห้ามลืมเหล่า “โรตารี่” เป็นเด็ดขาด ตอนนั้น RX-7 FD3S เพิ่งออกมาใหม่ๆ ขับเดิมๆ ล้อชุดหนึ่งก็โคตรเท่แล้ว แต่ถ้าจะเท่กว่านั้น ต้องโมดิฟายกันให้ได้แรงม้าแถวๆ 400 – 500 PS ก็ “เทพ” แล้ว เพราะรถมันเล็กและเบา เครื่องโรตารี่รอบมันก็จัด เรียกว่าช่วงตีนต้นนี่แรงมาก แถมเสียงก็สะเด็ดสะเด่ารูหู เป็นที่รู้กันของสายซิ่ง

 



ส่วน “แฟชั่น” ของแต่งต่างๆ เกจ์วัดก็ต้อง AUTO METER วัดรอบอันใหญ่ๆ 5 นิ้ว แล้ววัดบูสต์ “หน้าน้ำมัน” แต่อย่าจอดซี้ซั้วนะ กลับมาอีกที “กระจกแตก เกจ์หาย” ไปขายตามตลาดมืด ถ้าเห็นขายแบบ “ตัดสายไฟ” นั่นแหละใช่เลย “ของโจร” ชัดๆ แล้วภายในก็จะต้องมี “พวงมาลัยเจ็ดสีเจ็ดศอก” ของ BENETTON F1 หรือ Harlequin สีสันสดใส หรือไม่ก็ BBS ลายไม้ผสมหนัง แล้วก็จะต้องไป “หุ้มภายในครีม” ให้ดูหรูหราเหมือนรถรุ่นแพงๆ แต่ถ้าเลอะก็ตัวใครตัวมัน เบาะนั่ง ถ้าอยากได้เบาะซิ่งแต่งบไม่ถึง (เพราะตอนนั้นเบาะปลอมยังไม่มี) ก็ต้องไปหาเบาะ “รถนอก” มาใส่ พวก LEVIN จะนิยมมากเพราะราคาถูกและมีเยอะ แล้วเวลาขับต้อง “ปรับเอน” แล้วนั่งโหนพวงมาลัย มีความรู้สึก “นอนขับ” เหมือนรถสปอร์ต แต่จริงๆ รถสปอร์ตไม่ได้นอนขับนะครับ นั่งปกตินี่แหละ แต่จุดวางเบาะมันเตี้ยตามรถ เลยดูเหมือนนอนขับ รถทั่วไปกูก็เอามั่งละวะ บอกตรงๆ “โคตรไม่ดี” เพราะผิดหลักกายภาพ และไม่สามารถคุมรถได้ดี “คิดว่า” เอาเท่ได้อย่างเดียวในตอนนั้น



ล้อซิ่ง ตอนนั้นก็จะมีสองสาย คือ “สายซิ่ง” ก็จะไปหาล้อมือสองเชียงกง แบรนด์ดังสุดฮิตต่างๆ ช่วงนั้นก็กระแส RACING SPARCO NS-II มาแรง เพราะดีไซน์แปลกตา สีก็จะมีให้เลือกเยอะ โดยเฉพาะ “ก้านดำ ขอบแดงอโนไดซ์” ในตำนาน อื่นๆ ก็แล้วแต่ชอบครับ ส่วน “สายหรู” ก็นี่เลย BBS RS ลายรังผึ้งในตำนาน สมัยก่อนเรียกว่า “ลายสิ้นคิด” จนหายไปพักนึงเพราะ “โดนเพื่อนล้อ” แต่ตอนนี้กลับมาแพงอีกแล้ว ส่วนอีกอันที่ลืมไม่ได้ คือ RIAL MESH 17 นิ้ว กว้าง 8.5 นิ้ว ขอบยื่นๆ ลึกๆ เรียกว่า “ออฟเซ็ตแมวนอน” อันนี้แหละบ้าจริง ขนาดรถเล็กที่ไม่เอื้อจะยัดล้อขนาดนี้ได้ ก็พยายามทำทุกอย่าง ติดปีกนกเหรอ กรู “ดัด ตัด” เชื่อมใหม่ให้หลบล้อ เพื่อให้ “มุดซุ้ม” พวกรถขับหน้าช่วงล่างหลังแบบ “คาน” ที่ไม่สามารถปรับแคมเบอร์ได้ ก็ “ตัดเชื่อมหน้าแปลน” ให้มันเอียงจนเป็นแคมเบอร์ลบ เอาทุกอย่าง “ก็กรูจะใส่อ่ะคร้าบบบบบ” ไม่มีเหตุผล ไม่รู้ถึงสมรรถนะ เพราะไม่มีแน่ๆ กับการทำมุมล้อที่ผิดปกติ มีแค่ “ความอยาก” หรือ “Most Want Only” แค่นั้นครับ

 



จริงๆ แล้ว ในยุค 90 นั้น มันก็ไม่ได้เรียกว่าสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง เทคโนโลยีต่างๆ มันก็ไม่ได้สุดยอดสื่อสารไวเหมือนสมัยนี้ ยังมีความ “Analog” อยู่ควบคู่กันไป แต่นั่นแหละ คือ “เสน่ห์” มันต้องมีความ “พยายาม” ในการเอาตัวรอด เลยมี “สีสันของช่วงชีวิตที่แท้จริง” มันไม่ง่ายเหมือนตอนนี้ที่อะไรก็จิ้มนิ้ว ทุกสิ่งอย่างต้องสร้าง “เอกลักษณ์” ของตัวเองขึ้นมา เหล่าคนยุค 90 จึงมีความทรงจำดีๆ ที่ไม่สามารถลืมได้ลง ไม่ว่าจะ แต่งรถ หนัง เพลง พวกนี้มันเป็นอมตะ มันถูกฝังลึกไว้ในสมอง



แต่ว่า...ความเป็นจริง เราไม่สามารถที่จะย้อนเวลากลับไปในยุค 90 ได้อีกแล้ว เราต้องอยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่เราเก็บไว้ได้ คือ “ประสบการณ์ดีๆ” เอาไว้นึกถึงในวันเบาๆ หรือแม้วันที่ รู้สึกเหนื่อยยาก ก็นั่งนิ่งๆ กลับไปสู่โลกแห่งอดีตให้ชื่นใจ...ก่อนกลับมาสู้กับโลกปัจจุบันต่อไป

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com