BMW 7 Series โมเดลปี 2021 กับขุมพลังดีเซลบล็อกใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี 48-volt Mild Hybrid

ภาพ : BMW Group.
เรียบเรียง : Pitak Boon

BMW เปิดตัวเทคโนโลยี 48-volt Mild Hybrid ในเครื่องยนต์สำหรับรถโมเดลปี 2021 เกือบทุกรุ่น รวมทั้งเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 6 สูบ บล็อกใหม่ ที่ได้เปิดตัวครั้งแรกในเรือธงของค่าย 7 Series (G11/G12) วัตถุประสงค์หลักเพื่อลดมลพิษจากการเผาไหม้ แต่ผลที่ได้ตามมาเป็นเรื่องของสมรรถนะ ซึ่งเครื่องยนต์ดีเซลสามารถเทียบชั้นเครื่องยนต์เบนซินได้แบบสบาย และสิ่งที่ดูจะเหนือกว่า จะเป็นเรื่องอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง อันมาจากแรงบิดสูงในรอบต่ำ ที่เป็นบุคลิกพื้นฐานของเครื่องยนต์ดีเซลนั่นเอง



 

BMW 7 Series เจเนอเรชันที่ 6 (G11/G12) เป็นรถที่โดดเด่นในเรื่องนวัตกรรม ผ่านการไมเนอร์เชนจ์ (LCI) นับตั้งแต่โมเดลปี 2020 และ BMW ก็ไม่ได้เล่นง่ายๆ เพียงแค่การ Facelift แต่พัฒนาเพิ่มเติมถึงขั้นขยายระยะฐานล้อ ส่งผลให้ห้องโดยสารของ 7 Series มีพื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้นอีก เป้าหมายเพื่อรักษาตำแหน่งหัวแถวในกลุ่ม Luxury Car ไว้ให้นานที่สุด


BMW 7 Series (G11/G12) LCI ได้รับการขยายระยะฐานล้อเพิ่มขึ้น 14 มิลลิเมตร ส่งผลให้ 7 Series ทั้งรุ่นตัวถังปกติ และรุ่น LWB มีความยาวตัวถังรวม เพิ่มขึ้นอีก 22 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับ G11/G12 ก่อนไมเนอร์เชนจ์ จากนั้น BMW ได้ยกระดับความหรูของ 7 Series โมเดลปี 2020 ขึ้นในทุกส่วน สะดุดตาที่สุดเป็นการอัพไซส์กระจังหน้า Kidney Grille เพื่อให้ได้ภาพลักษณ์เดียวกับ BMW X7 (G07) พี่เบิ้มในสายรถ SAV โดยกระจังหน้าอันเป็นซิกเนเจอร์ของ BMW ทีมออกแบบได้ปรับมาเป็นกระจังหน้าแบบชิ้นเดียว จากนั้นขยายขนาดขึ้นถึง 40% ใช้พื้นที่ลงไปถึงส่วนบนของกันชนหน้า รวมทั้งส่วนของฝากระโปรง ทำให้ฝากระโปรงต้องปรับดีไซน์รับกันไป ขยับความสูงขึ้นอีก 50 มิลลิเมตร จากนั้นตราสัญลักษณ์ BMW กลางฝากระโปรงจึงถูกเพิ่มขนาด จากเดิมใช้เส้นผ่าศูนย์กลาง 82 ก็ขยับไปที่ 95 มิลลิเมตร



ทีมออกแบบใช้รูปทรง L-shaped ช่วยเพิ่มจุดดึงดูดสายตาให้กับตัวถังของ 7 Series อาทิ ช่องลมใต้กันชนหน้า ต่อเนื่องมาจนถึงช่องระบายลมแนวตั้งหลังแนวอุโมงค์ล้อหน้า ดูรับกันอย่างลงตัวไปจนถึงโคมไฟท้ายที่ปรับขนาดให้บางลง 35 มิลลิเมตร จากนั้นวางเส้นไฟ LED ยาวเต็มความกว้างของท้ายรถ 7 Series (G11/G12) LCI จึงดูปราดเปรียวยิ่งขึ้น



สำหรับ 7 Series โมเดลปี 2021 เพิ่มทางเลือกด้วยเครื่องยนต์ดีเซลบล็อกใหม่ที่พ่วงมาด้วยเทคโนโลยี 48-volt Mild Hybrid (48-volt starter generator) เป็นการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้ง ‘มอเตอร์สตาร์ท’ และ ‘เจเนอเรเตอร์’ ขนาด 8 kW/11 hp จัดวางในตำแหน่งเดิมของไดชาร์จ ถูกขับเคลื่อน/ขับเคลื่อนเครื่องยนต์ ผ่านชุดสายพานหน้าเครื่อง ด้วยรูปแบบของ Mild Hybrid ที่มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเครื่องยนต์ทำงาน ขณะรถออกตัวและเร่งแซง ในทางกลับกัน ขณะรถชะลอความเร็ว หรือเบรก มอเตอร์ก็จะสลับหน้าที่ไปเป็นเจเนอเรเตอร์ ชาร์จไฟเพื่อสำรองพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เมื่อประกอบกับระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง Common Rail ที่อัพแรงดันไปถึงระดับ 2,700 บาร์ และเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo เครื่องยนต์ดีเซลชุดนี้ จึงสามารถผ่านมาตรฐานควบคุมมลพิษ Euro 6d ได้แบบง่ายๆ



เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ ขนาด 3 ลิตร พร้อม 48-volt Mild Hybrid ถูกติดตั้งในรุ่น 730d, 730d xDrive, 730Ld และ 730Ld xDrive กลุ่มนี้มาพร้อมเทอร์โบแปรผัน 1 ตัว ทำงานแบบ Two-stage ทั้งหมดถูกเซทแรงม้าออกมาที่ 286 hp เพิ่มขึ้นถึง 21 hp ส่วนแรงบิดเพิ่มขึ้น 30 Nm หรือ 650 Nm ที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที สมรรถนะจากโรงงานดีขึ้นในทุกรุ่น ยกตัวอย่างเช่น 730d xDrive ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้เร็วขึ้นถึง 0.2 วินาที หรือ 5.6 วินาที มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 18.86-20.0 กิโลเมตร/ลิตร และตัวเลข CO2 ระดับ 139-133 กรัม/กิโลเมตร



ขณะที่กลุ่ม 740d xDrive และ 740Ld xDrive ซึ่งใช้เครื่องยนต์เดียวกัน แต่เซทซอฟต์แวร์ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ใหม่ และใช้เทอร์โบแบบ Multi-stage แบ่งเป็นฝั่ง High-pressure และ Low-pressure เป็นเทอร์โบแปรผันทั้ง 2 ตัว ให้พละกำลังในระดับ 340 hp เพิ่มขึ้นถึง 20 hp ขณะที่แรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้น 20 Nm หรือ 700 Nm ที่ 1,750-2,250 รอบ/นาที โดย 740d xDrive เคลมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. มาที่เวลา 5.0 วินาที เร็วขึ้น 0.2 วินาที เช่นกัน อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 18.51-19.23 กิโลเมตร/ลิตร และปล่อย CO2 ออกมากับไอเสียต่ำเพียง 143-137 กรัม/กิโลเมตร เท่านั้น

 

Powered by MakeWebEasy.com