HAVAL JOLION สิงห์โตหนุ่มจากแดนมังกร ขับดีพอตัว..แต่ยังมีขาดๆ อยู่บ้าง

ค่ายเกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย ช่วงนี้ฟิตมาก หลังจากเปิดตัว Haval H6 และรถไฟฟ้ารุ่นแรกของค่าย ORA Good Cat ไปได้ไม่ถึงเดือน คราวนี้ก็ถึงเวลาเปิดรถโมเดลที่ 3 ของค่าย สำหรับตลาดรถยนต์ในเมืองไทย กับรถยนต์ในกลุ่ม Cross Overr B-Segment SUV และยังถือเป็นครั้งแรกของรถรุ่นนี้ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดครั้งแรกของโลก นั่นก็คือ HAVAL JOLION “โจไลออน”


HAVAL JOLION ชื่อนี้จริงๆ มาจากคำอ่านในภาษาจีน “ฉูเหลียน” ที่แปลว่า First Love หรือ “รักแรก” เพราะทาง HAVAL ต้องการให้เห็นว่ารถยนต์รุ่นนี้จะกลายมาเป็นรถคันแรกของชีวิตคนรุ่นใหม่ที่เพิ่มเริ่มต้นทำงานหรือเริ่มต้นสร้างครอบครัว กลับกันสำหรับเมืองไทย JOLION มาจากคำสองคำ JOY+LION แปลว่า “สิงโตที่คึกคักสนุกสนาน” ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ในการขับขี่ เปรียบเสมือนคุณเป็น สิงโตที่ทั้งสง่างาม และมีความสุขที่ได้โลดแล่นบนเส้นทาที่อยากไป เมื่อได้สัมผัส HAVAL JOLION


หลังจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประสบความสำเร็จกับยอดขายของรถอเนกประสงค์ HAVAL H6 ด้วยยอดการครองยอดจำหน่ายในกลุ่ม Compact SUV ถึง 3 เดือนซ้อน ตั้งแต่ในเดือนสิงหาคม-ตุลาคม และล่าสุดด้วยยอดจำหน่ายรวม 536 คัน เฉพาะในเดือนตุลาคม ถือว่าเป็นยอดจำหน่ายสูงสุดของรถยนต์กลุ่มนี้คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดมากถึง 29.5% จากยอดจำหน่ายรถยนต์ Compact SUV ทั้งหมด 1,816 คัน


วกกลับมาที่ JOLION ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานแพลทฟอร์ม GWM Lemon ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการนำไปใช้เป็นพื้นฐานการพัฒนารถยนต์รุ่นต่างๆ ของค่าย เกรท วอลล์ นั่นเอง การออกแบบของ JOLION เน้นภาพลักษณ์ ความอัจฉริยะ ของผู้ใช้คนรุ่นใหม่ ที่มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย อเนกประสงค์ และมีความไฮเทคสอดประสานได้อย่างครบครัน


รูปลักษณ์ภายนอกออกแบบโดยทีมงานเดียวกับที่ออกแบบพี่ใหญ่ H6 โดดเด่นด้วยชุดกระจังหน้าแบบ Star Matrix ดีไซน์ล้ำสมัย สีดำ-เทา ดูมีมิติอันโดดเด่นยามแรกมอง ติดตั้งกล้องหน้า และเซ็นเซอร์ของระบบความปลอดภัยไว้เสร็จสรรพ(รุ่น ULTRA) ชุดไฟหน้าแบบ LED พร้อม Daytime Running Light พาดยาวจากขอบไฟหน้าพาดยาวลมมาเชื่อมต่อกับชุดไฟเลี้ยวแบบ LED ทางด้านล่าง กระจกมองข้างปรับ-พับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว หลังคาแบบ Panoramic Roof เปิด-ปิด ได้ด้วยระบบไฟฟ้า และมีแผ่นปิดแสงด้านในเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า(ไม่เหมือน New HR-V ที่ต้องถอดออก และไม่รู้จาเอาไว้วางเก็บตรงไหน!!!) และ Roof Rack หลังคาแบบแนบตัวรถสไตล์สปอร์ต และให้ความอเนกประสงค์ครบครัน เสาอากาศแบบ Shark Fin ดีไซน์ด้านท้ายโดดเด่นกับชุดไฟท้ายแบบ LED พร้อมโลโก้ HAVAL ขนาดใหญ่ แต่ครับ..แต่ “ฝาท้าย” เปิด-ปิด แบบอัตโนมือ(คู่แข่งให้แบบไฟฟ้ามากันหมดแล้ว)

 
มิติขอตัวรถ JOLION มีความยาว 4,472 มม., ความกว้าง 1,841 มม., สูง 1,619 มม., ความยาวฐานล้อ 2,700 มม. ซึ่งหากดูจากสเปกแล้วตัวรถจะมีขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน และด้วยความยาวของฐานล้อขนาดนี้ ทำให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารมีพื้นที่มากกว่าคู่แข่งพอประมาณ


ภายในห้องโดยสารของ JOLION ได้รับการออกแบบมาแบบเรียบง่าย มีสไตล์ และฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ สะดวก ง่ายดายกว่าพี่ใหญ่ H6 พอควร โดยใช้คอนเซ็พท์ Future Intelligent Cockpit สีสันภายในห้องโดยสารมีให้เลือก 2 สี คือ สีดำล้วน(รุ่น TECH), สีเทาตัดสีเบส และสี Rose Gold(รุ่น Pro และ Ultra) คอนโซลหน้าออกแบบเล่นเป็นสเต็ป โดดเด่นด้วยชุดเรือนไมล์แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ปรับ หรือดูค่าการทำงานต่างๆ ของตัวรถด้วยปุ่มมัลติฟังก์ชั่นที่พวงมาลัย พวงมาลัยแบบ 3 ก้าน หุ้มหนังที่ให้ผิวสัมผัสที่ดี พวงมาลัยปรับได้ 2 ทิศทาง(คู่แข่งเขา 4 ทิศทางกันแล้วน๊า) ตรงนี้อาจไม่เข้ากับสรีระของผู้ขับขี่ที่ขายาว แต่ช่วงแขนสั้น การปรับท่านั่งอาจไม่ลงตัว และสบายเท่าที่ควร


 

จอกลาง Infotrainment ขนาด 12.3 นิ้ว(10.25 นิ้ว ในรุ่น Tech และ Pro) ฟังก์ชั่นการใช้งานเหมือนกับ ORA Good Cat(ดังนั่นใครที่เคยสัมผัส หรือไปลองเล่นฟังก์ชั่นของ Good Cat มาแล้ว สบายเลย) ถัดจากจอลงมาจะเป็นชุดปุ่มเปิด-ปิด พัดลม, ปุ่มเปิด-ปิด A/C, ปุ่มไล่ฝ้าหน้า-หลัง, ปุ่มเปิดกล่อง 360 องศา, ปุ่มเปิดระบบถอยจอดอัตโนมัติ(H6 และ Good Cat ต้องไปเปิดการใช้งานจากฟังก์ชั่นในหน้าจอกลาง) ให้ความสะดวกสบายในการใช้งานขึ้นเยอะ


ถัดลงมาเป็นช่องแอร์กลาง(ระบบปรับอากาศของ JOLION ที่มีระบบกรองอากาศ PM 2.5 มาให้ด้วย) และต่อเนื่องด้วยคอนโซลกลางมีแท่นวางโทรศัพท์พร้อมระบบชาร์จแบบไร้สาย Wireless Charger ซึ่งคอนโซลกลางถ้าสังเกตดีๆ จะเป็นแบบ 2 ชั้น โดยออกแบบให้มีสามารถวางของด้านล่างได้ และทางฝั่งผู้โดยสารตอนหน้ามีช่องเสียบ USB สำหรับชาร์จมือถือ และสำหรับเชื่อมต่อมือถือเวลาเชื่อมต่อ Android Auto ส่วน Apple Car Play จะต่อสายหรือเชื่อมต่อแบบ Wifi หรือ Bluetooth ก็ได้(ในกรณีที่ต่อสายอาจต้องก้มตัว และเอื้อมไปเสียบสักนิด) เครื่องเสียงรองรับ MP3 พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง กระเถิบมาอีกนิด เป็นชุดปุ่มหมุนโครเมี่ยมแวววับสำหรับปรับระบบขับเคลื่อน Electronic Shifter (ตามสไตล์รถในเครือ GWM) สวิทช์เบรคมือไฟฟ้า EPB, สวิทช์ Auto Hold Brake มีที่เท้าแขนให้วางแขนเวลาขับเดินทางไกลๆ และสามารถเปิดขึ้นมามีช่องเก็บของทางด้านล่างขนาดใหญ่พอประมาณ


เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ออกแบบสไตล์กึ่งๆ เซมิ-บั๊กเก็ทซีท พนักพิงมีปีกไซส์ซัพพอร์ทกันตัวไหลขนาดพอเหมาะ หัวหมอนอาจดันศีรษะมากไปนิดแต่ก็ยังพอรับไหว ส่วนรองนั่งสั้นไปสักนิดสำหรับคนช่วงขายาวๆ(แบบผม ทำให้ขับไกลๆ ปวดเมื่อยต้นขาเล็กน้อย) เบาะผู้ขับขี่สามารถปรับไฟฟ้าได้แบบ 6 ทิศทาง(รุ่น Ultra จะมีพัดลมระบายอากาศมาให้ด้วย) เบาะผู้โดยสารตอนหน้าอัตโนมือ 4 ทิศทาง ความหนา และความนุ่มของเบาะไม่ถือว่านุ่ม หรือแข็งจนเกินไป เข็มขัดนิดภัยคู่หน้ายังคงเหมือนพี่ใหญ่ H6 และ Good Cat คือ ปรับระดับไม่ได้!!!


เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหลังติดตั้งจุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX สามารถพับแยก 60:40 เพื่อเพิ่มเนื้อที่ในการขนสัมภาระได้อย่างสะดวก พนักพิงมีเท้าแขนพร้อมช่องวางแก้วมาให้ 2 ช่อง พนักพิงเมื่อพับลงมาแล้วจะไม่เรียบต่อเนื่องกับระดับของพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถ แต่จะต่ำกว่าอยู่ประมาณ 1 นิ้ว(จากระดับสายตา) และตัวพนักพิงก็ไม่ได้ตั้งชันจนต้องนั่งหลังตรง หรือเอียงขนาดที่หลับได้สบาย มีช่องแอร์ด้านหลังให้ 2 ช่อง ช่วยกระจายความเย็นได้ทั่วถึง(รุ่น Tech ไม่มีให้) แถมยังพกช่องเสียบ USB สำหรับชาร์จมือถือหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ให้อีก 2 ช่อง พื้นที่ภายในห้องโดยสารถือว่าโปร่งโล่ง นั่งสบายพอตัว(จะดีกว่าคู่แข่งในคลาสเดียวกันซะด้วย) ทำให้ไม่เกิดความอึดอัดในการเดินทาง และทัศนวิสัยในการขับขี่ก็ถือว่าดีพอตัว


พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถมีขนาดความจุ 279 ลิตร ดูเหมือนจะไม่ใหญ่ แต่พอปรับเบาะหลังลงไปพื้นที่จะขยายใหญ่ขึ้นถึง 1,069 ลิตร กันเลยทีเดียว พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถเมื่อเปิดแผ่นปิดขึ้นมาจะพบกับแบตเตอรี่หลัก และชุดช่วยเหลือยางฉุกเฉินอาทิ ปั๊มลมไฟฟ้า, น้ำยาอุดรอยรั่ว และแผ่นป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสงแบบพับเก็บได้


เครื่องยนต์ของ JOLION พื้นฐานเป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกับพี่ใหญ่ H6 แต่ถูกถอดหอยพิษ(เทอร์โบ)ออกไป ตัวเครื่องยนต์เป็นแบบแถวเรียง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Direct Injection ความจุ 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้แรงม้ารวมกันสูงถึง 190 ตัว แรงบิด 375 นิวตัน-ม. จับคู่กับระบบส่งกำลังเกียร์ DHT ขับเคลื่อนล้อหน้า ให้อัตราเร่ง 0-60 กม./ชม. ใช้เวลา 4.6 วินาที และ 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาประมาณ 9 วินาที


เท่าที่ได้ลองสัมผัสในเรื่องสมรรถนะของเครื่องยนต์ อัตราเร่งไม่ได้มาแบบกดแล้วดึงหลังติดเบาะ มาแบบนุ่มๆ แต่ขึ้นเร็วในช่วงแรกตามสไตล์เครื่องยนต์ที่มีมอเตอร์มาช่วย ช่วงความเร็วเดินทางระดับ 100-120 กม./ชม. และต้องการเร่งแซงในทันทีนั่น ถือว่าอยู่ในระดับที่ทันอกทันใจไม่ต้องลุ้นกันมาก แต่มาติดในบางจังหวะที่มอเตอร์ตัดการทำงานอาจรู้สึกถึงช่วงกระตุกเล็กน้อย แต่ถ้าขับจนคุ้นชินแล้วก็เฉยๆ ส่วนเรื่องของความเร็วระดับ Top Speed ทาง วิศวกรของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ล็อคความเร็วไว้ที่ 159 กม./ชม. ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปในบางช่วงจังหวะที่ต้องเร่งแซงยาวๆ เสียงของเครื่องยนต์ที่เล็ดลอดเข้าสู่ห้องโดยสารก็ไม่ถือว่ามากมาย แม้กระทั่งในจังหวะกดคันเร่งเพื่อเร่งแซง การเก็บเสียงของห้องโดยสารถือว่าดีในระดับที่น่าพอใจ


ระบบกันสะเทือนของ JOLION เลือกใช้ด้านหน้าแบบ อิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังแบบ ทอร์ชั่นบีม(H6 เป็นมัลติลิงค์) ซึ่งการปรับเซ็ทช่วงล่างทางวิศวกรได้มีการปรับจูนให้เหมาะสมกับสภาพของถนนในเมืองไทย และพฤติกรรมการขับขี่ของลูกค้าให้ตรงกลุ่มมากขึ้น รวมถึงน้ำหนักของตัวรถที่ต้องแบกมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดแบตเตอรี่ของระบบไฮบริด ระบบบังคับเลี้ยวแบบ แร็คแอนด์พิเนี่ยนพร้อมเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPS ล้อแม็กมีทั้งขอบ 17 นิ้ว (รุ่น Tech) และ 18 นิ้ว(รุ่น Pro, Ultra)


ฟิลลิ่งที่สัมผัสได้ของระบบกันสะเทือนชุดนี้ถือว่าปรับจูนมาได้ค่อนข้างลงตัว ไม่นุ่มจนเกินไปเหมือน H6 จะออกแนวเฟิร์มกว่า ทำให้ขับสนุกขึ้น การโยนขึ้น-ลง คอสะพานให้ความมั่นใจได้ดีไม่วูบวาบ เจอถนนที่เป็นลอนเป็นคลื่นก็ซัพแรงได้ดีไม่ดีดเด้งจนเกินไป เข้าโค้งด้วยความเร็วก็เอาอยู่ แม้ขณะทดสอบการเข้าสลาลอมในช่วงเทสต์ในสนามทดสอบก็เกาะถนนดี มีอาการอันเดอร์สเตรีย์(หน้าบานนิดๆ) แต่คุมอยู่ และท้ายออกหน่อยๆ แบบพอขับสนุก เช่นกันพอขับบนสภาพถนนจริงอาการก็คล้ายกันในขณะเข้าโค้งแคบๆ ที่ความเร็วสูง แต่ถือว่าเป็นรถที่คล่องตัวคันนึง และควบคุมได้ แม้ฐานล้อจะยาว น้ำหนักของพวงมาลัยอาจเบาไปสักนิดแม้จะสามารถปรับน้ำหนักได้ถึง 3 รูปแบบ แต่การสื่อสารถือว่าดี อาการดีเลย์มีน้อย ความเฉียบคมอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น
ระบบเบรคเป็นดิสค์เบรคทั้ง 4 ล้อ พร้อมระบบช่วยความปลอดภัยเต็มพิกัด ABS, EBD, BA ความรู้สึกแรงเมื่อลองแตะแป้นเบรคขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำๆ เหมือนจะลงตัว ระยะเหยียบไม่ยาวมากนัก แต่พอขับที่ความเร็วสูงขึ้น เวลาที่เหยียบเบรคเพื่อชะลอความเร็วฟิลลิ่งของเบรคที่ตอบสนองกลับมาเหมือนเบรค “ทื่อ” ทั้งที่จริงๆ ก็เบรกอยู่ แต่ฟิลลิ่งของน้ำหนักแป้นเบรคที่ออกมากลับเป็นแบบนั่น แต่พอขับยาวๆ จนคุ้นเคยก็พอจับน้ำหนักของแป้นเบรคเพื่อชะลอความเร็วได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม


ระบบความปลอดภัยของ HAVAL JOLION ที่ให้มานั่นโดยเฉพาะรุ่น Ultra ถือว่าครบเครื่องตามสไตล์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งแต่รุ่น H6, ORA Good Cat อาทิ ระบบควบคุมเสถียร์ภาพารทรงตัว VSC, ระบบป้องกันการลื่นไถล และล้อหมุนฟรี TCS, ระบบควบคุมการเบรคขณะเข้าโค้ง CBC, ระบบลดความเสี่ยงการพลิกคว่ำ ARS, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS, ระบบช่วยลงทางลาดชัน HDC, ระบบลดทอนกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรค BOS, ระบบตรวจสอบแรงดัน และวัดอุณหภูมิลมยาง TPMS, ระบบเตือนการปิดประตู DOW, ระบบช่วยเตือนความเมื่อยล้าขณะขับขี่ DFM, ระบบช่วยเตือนเมื่อความเร็วสูงเกินค่ากำหนด, ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง

 

ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ 3 รูปแบบ IAP จอดเข้าช่อง-จอดขนานเส้นเดินรถ-จอดตามแนวเฉียง, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC ที่มาพร้อมกับระบบ Stop & Go, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ TJA, ระบบช่วยถอดจอดอัตโนมัติ ARA, ระบบช่วยเบรคฉุกเฉินที่ความเร็วต่ำ LSEB, ระบบช่วงเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง WDS, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ในภาวะฉุกเฉิน ELK


ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LCA, ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD, ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการถูกชนด้านหลัง RCW, ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในมุมอับสายตาขณะถอยหลัง RCTB, ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่ 2 SCM, กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา, เซ็นเซอร์กะระยะช่วยจอด ด้านหน้า 6 ตำแหน่ง-ด้านหลัง 6 ตำแหน่ง

 
HAVAL JOLION มีด้วยกัน 5 สี ประกอบด้วย สีน้ำเงิน Swarovski Blue, สีดำ Sun Gold Black, สีเทา Ayers Gray, สีขาว Hamilton White และสีแดง Burgundy Red


คู่แข่งในตลาดของ HAVAL JOLION ประกอบด้วย Toyota C-HR, Toyota Corolla Cross, Mazda CX-3, Mazda CX30, Honda HR-V, Nissan Kicks, MG ZS และ Peugeot 3008 แม้การเดินบนตลาดในรถกลุ่มนี้อาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แถมอ็อฟชั่นยังมีขาดๆ อยู่บ้าง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับราคาที่จำหน่ายว่าจะอยู่ในระดับใด จะว้าว!!! จนกวาดยอดจองได้มากเพียงใด ซึ่ง ณ เวลานี้ ทั้งตัวผมเอง และหลายสำนักข่าวๆ เกร็งๆ กันว่าใน JOLION จะเปิดราคาในระดับ 8xx,xxx(รุ่น Tech), 9xx,xxx(รุ่น Pro) แต่ไม่ข้าม 1.15 ล้านบาท(ในรุ่น Ultra) ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก ขึ้นอยู่กับราคา และความพอใจในสมรรถนะของลูกค้าเมื่อมาทดลองขับแล้วล่ะครับ

Powered by MakeWebEasy.com