49 จำนวนผู้เข้าชม |

Ferrari Amalfi Spider คือการตีความรถสปอร์ตเปิดประทุนในแบบ Maranello ที่ไม่ได้มอง “หลังคาผ้า” เป็นเพียงองค์ประกอบด้านอารมณ์ แต่ยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของวิศวกรรมทั้งคัน รถรุ่นนี้เปิดตัวในฐานะ “V8 2+ Spider” วางเครื่องยนต์แบบ front-mid-mounted engine ใช้ขุมพลัง V8 เทอร์โบคู่ และถูกออกแบบให้รักษาสมดุลระหว่างสมรรถนะ ความสง่างาม ความง่ายในการใช้งาน และความอเนกประสงค์ในชีวิตจริง

แก่นสำคัญของ Ferrari Amalfi Spider จึงไม่ได้อยู่ที่การเป็น Ferrari ที่เปิดหลังคาได้เท่านั้น หากแต่อยู่ที่การทำให้ประสบการณ์ Open-air Driving ยังคงมีความแม่นยำแบบรถสปอร์ต มีความสบายมากพอสำหรับการเดินทาง และยังคงบุคลิกของรถ 2+ ที่ใช้ได้มากกว่าการขับเล่นในวันอากาศดี

ในด้านรูปทรง Ferrari Design Studio ภายใต้การนำของ Flavio Manzoni เลือกแนวทางที่เรียบ สะอาด และใช้เส้นสายแบบ Sculptural Speedform ตัวรถยังคงสัดส่วนและความลื่นไหลของ Ferrari Amalfi แม้เมื่อลดหลังคาลง จุดที่น่าสนใจคือ Ferrari ไม่ได้ทำให้หลังคาผ้าเป็นชิ้นส่วนที่แยกจากตัวรถ แต่ทำให้มันเป็นส่วนต่อเนื่องของภาษาการออกแบบ หลังคามีให้เลือกทั้งผ้าแบบ tailor-made 4 สี และ technical fabric 2 แบบ รวมถึงสีใหม่ Tecnico Ottanio ที่มีลายทอให้มิติสะท้อนแสงแบบสามมิติ

สีตัวถังใหม่ Rosso Tramonto เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนแนวคิดของ Amalfi Spider สีแดงเฉดนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศชายฝั่ง Amalfi Coast ในช่วงแสงสุดท้ายของวัน มี undertone สีส้มอ่อน ๆ ที่ช่วยขับพื้นผิวตัวถังให้ดูมีชีวิต ไม่ใช่เพียงแดงแบบดุดัน แต่เป็นแดงที่มีความลึก มีความอบอุ่น และสื่อถึงความสง่างามของรถเปิดประทุน Grand Touring ในแบบ Ferrari

ระบบหลังคาผ้า เป็นหัวใจด้านวิศวกรรมของ Amalfi Spider กลไกแบบ “Z-fold kinematic system” เปิดหรือปิดได้ในเวลา 13.5 วินาที และสามารถทำงานขณะรถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. เมื่อพับเก็บ หลังคามีความหนาเพียง 220 มม. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรพื้นที่เก็บสัมภาระ โดยมีความจุ 255 ลิตร เมื่อปิดหลังคา และเหลือ 172 ลิตร เมื่อเปิดหลังคา ตัวหลังคาใช้โครงสร้างผ้า 5 ชั้น แบบ sandwich-assembled acoustic fabric มาพร้อมกระจกหลังขนาดใหญ่ ให้การกันเสียงและกันความร้อนใกล้เคียงกับรถที่ใช้หลังคาแข็งพับได้ (Retractable Hard Top หรือ RHT) นี่คือจุดที่ทำให้ Amalfi Spider ไม่ได้เป็นเพียงรถเปิดประทุนที่เน้นอารมณ์การขับขี่ แต่ยังเป็นรถที่พร้อมใช้งานจริงในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกล

ภายในห้องโดยสารยังคงแนวคิด Dual-cockpit Architecture แยกพื้นที่ของผู้ขับและผู้โดยสารออกจากกันอย่างชัดเจน แต่ยังเชื่อมต่อกันด้วยเส้นสายของแดชบอร์ด คอนโซลกลาง และแผงประตู ความรู้สึกแบบ Cocooning Effect ทำให้ผู้โดยสารทั้งสองฝั่งเหมือนอยู่ในพื้นที่เฉพาะของตนเอง ขณะที่เบาะหลังในรูปแบบ 2+ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น สามารถใช้สำหรับเด็ก หรือใช้เป็นพื้นที่เสริมสำหรับสัมภาระ

การออกแบบภายในเน้นความสะอาดแบบ เรียบง่าย และดูร่วมสมัย โดยลดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้วัสดุ พื้นผิว และรูปทรงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน แผงหน้าปัดและช่องแอร์ถูกรวมอยู่ในโครงสร้างแบบ monolithic cockpit เป็นครั้งแรก ขณะที่คอนโซลกลางใช้แนวคิดสะพานแขวนที่ขึ้นรูปจากอะลูมิเนียมตัน เพื่อวางปุ่มควบคุมหลัก ส่วนแผงประตูใช้แนวคิดหรือรูปทรง แบบใบเรือ รวมมือเปิดประตูและที่วางแขนไว้ในชิ้นเดียวกัน รายละเอียดพิเศษคือการใช้ผ้าชนิดเดียวกับหลังคา และบางชิ้นส่วนภายใน เช่น tonneau cover แผงประตู และพนักพิงเบาะ ทำให้เกิดความต่อเนื่องระหว่างภายนอกกับห้องโดยสาร แม้ในเวลาที่หลังคาถูกพับเก็บ

ระบบ Driver–Vehicle Interface เป็นอีกจุดที่ Ferrari ปรับให้เข้าใจง่ายขึ้น พวงมาลัยใหม่กลับมาใช้ปุ่มกดจริง (physical buttons) เพื่อให้ผู้ขับสัมผัสและสั่งงานได้มั่นใจในทุกสภาพการขับ ด้านซ้ายมีปุ่มสตาร์ท แบบอะลูมิเนียม anodised ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของ Ferrari ยุคใหม่ ส่วนปุ่มควบคุมถูกแยกตามหน้าที่อย่างเป็นระบบ ฝั่งซ้ายสำหรับ ADAS, adaptive cruise control, โทรศัพท์ และคำสั่งเสียง ฝั่งขวาสำหรับควบคุมการแสดงผลบนมาตรวัด ด้านหลังมี rotary dial สำหรับเสียงและสถานี รวมถึงปุ่มเปลี่ยนแหล่งสัญญาณเสียง
การแสดงผลใช้ 3 หน้าจอหลัก ได้แก่ หน้าจอมาตรวัดดิจิทัล 15.6 นิ้ว สำหรับข้อมูลการขับและ vehicle dynamics, จอ capacitive กลาง 10.25 นิ้ว สำหรับ multimedia, radio, phone, screen mirroring, climate control, seat adjustments และ vehicle settings รวมถึงจอผู้โดยสาร 8.8 นิ้ว ที่เปลี่ยนผู้โดยสารให้เป็นเหมือน co-driver สามารถดูค่า G-force และรอบเครื่องยนต์ได้ ระบบเชื่อมต่อรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto มีแท่นชาร์จไร้สายบนคอนโซลกลาง และมี MyFerrari Connect สำหรับตรวจสอบสถานะรถผ่านแอป

ด้านอากาศพลศาสตร์ Ferrari Amalfi Spider ถูกพัฒนาให้รถเปิดประทุนหลังคาผ้ามีประสิทธิภาพใกล้เคียง Ferrari Amalfi รุ่นหลังคาปิดมากที่สุด พร้อมรักษาความสบายเมื่อเปิดหลังคา ด้านหน้ามี bypass เหนือไฟหน้าเพื่อเชื่อมการไหลของอากาศ จากส่วนหน้ารถไปยังห้องเครื่อง ลด over pressure และช่วยควบคุมความร้อน ใต้ท้องด้านหน้าใช้ vortex generators และ diffuser เพื่อสร้างแรงกด ขณะที่บริเวณล้อหน้าและล้อหลังมี fairings ช่วยลดแรงต้านจากส่วนที่เปิดรับลมของล้อ

ท้ายรถติดตั้งปีกหลังแบบ active rear wing ที่กลมกลืนไปกับตัวถัง มี 3 ตำแหน่งการทำงาน ได้แก่ Low Drag (LD), Medium Downforce (MD) และ High Downforce (HD) ในโหมด HD ปีกหลังสร้างแรงกดเพิ่มได้สูงสุด 110 กก. ที่ความเร็ว 250 กม./ชม. โดยเพิ่มแรงต้านน้อยกว่า 4% ส่วน integrated nolder สูง 20 มม. ช่วยจัดระเบียบการไหลบริเวณเพลาหลัง ขณะที่ diffuser ท้ายถูกปรับให้ถ่วงดุลระหว่างแรงกด และแรงต้านอย่างเหมาะสม

สำหรับการขับแบบเปิดหลังคา Ferrari ติดตั้ง wind deflector ไว้ในพนักพิงเบาะหลัง ผู้ขับสามารถกดเปิดได้โดยไม่ต้องหยุดรถ เมื่อทำงานระบบจะเบี่ยงลมที่ย้อนเข้าห้องโดยสารจากด้านหลัง ทำให้เกิดพื้นที่อากาศนิ่งรอบผู้โดยสาร ลดทั้ง turbulence และเสียงลมบริเวณศีรษะ มุมเปิดถูกตั้งไว้ที่ 101 องศา สามารถเปิดได้ถึงความเร็ว 170 กม./ชม. และหากเปิดอยู่แล้วสามารถใช้งานต่อได้จนถึงความเร็วสูงสุดของรถ
ขุมพลังเป็น V8 เทอร์โบคู่ 90 องศา ความจุ 3,855 ซีซี ในตระกูล “F154” ให้กำลังสูงสุด 640 hp ที่ 7,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 760 Nm ที่ 3,000-5,750 รอบ/นาที รอบเครื่องสูงสุด 7,600 รอบ/นาที และเพิ่มรอบเทอร์โบสูงสุดเป็น 171,000 รอบ/นาที เพื่อการตอบสนองที่ฉับไว และใช้ pressure sensor แยกแต่ละฝั่งของกระบอกสูบ กล่อง ECU รุ่นใหม่เป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ใน 296 GTB, Purosangue และ 12Cilindri
รายละเอียดเชิงกลถูกปรับเพื่อลดน้ำหนักและแรงเสียดทาน เพลาลูกเบี้ยวน้ำหนักเบาช่วยลดน้ำหนัก 1.3 กก. เสื้อสูบถูกปรับ machining เพื่อตัดวัสดุที่ไม่จำเป็นออกประมาณ 1 กก. และเป็นครั้งแรกของเครื่องยนต์ Ferrari ที่ใช้น้ำมันเครื่อง low-viscosity oil ซึ่งลดแรงต้านช่วงเครื่องเย็นได้ 30% การตอบสนองคันเร่งได้รับแรงหนุนจาก flat-plane crankshaft, กังหันเทอร์โบน้ำหนักเบาแรงเฉื่อยต่ำ, twin-scroll turbo และท่อร่วมไอเสียความยาวเท่ากัน ทำให้การไต่รอบต่อเนื่อง และมีแรงดึงชัดเจนในช่วงกลางถึงสูง
ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์ 8 จังหวะ dual-clutch transmission แบบ F1 DCT ซึ่งต่อยอดจากเทคโนโลยีที่เริ่มใช้ใน SF90 Stradale ปรับปรุงด้วยชุดควบคุมที่ทรงพลังกว่าเดิม และทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์เครื่องยนต์ได้แนบแน่นขึ้น ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เร็วและนุ่มนวลขึ้น ระบบ dry-sump gearbox, low-friction bevel gear และกลยุทธ์ clutch torque management ช่วยเพิ่มความเรียบเนียนในการขับเมือง โดยเฉพาะช่วง Start & Stop
เสียงเครื่องยนต์ยังถูกออกแบบอย่างจริงจัง แม้ต้องผ่านข้อกำหนดด้านเสียงที่เข้มงวดขึ้น ระบบไอเสียใช้ ceramic matrix catalyst เคลือบโลหะ 3 ชนิด ได้แก่ rhodium, platinum และ palladium ลดเวลาการทำงานของตัวเร่งปฏิกิริยาด้วย thermal inertia ที่ต่ำลง เพื่อเร่งปฏิกิริยาในระบบไอเสีย เพื่อเข้าสู่สภาวะทำงานได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกัน bypass valve แบบควบคุมตามสัดส่วนพร้อมแผนที่การทำงานเฉพาะ ช่วยปรับเสียงคำรามให้เข้ากับสภาวะการขับ โดยยังรักษาเอกลักษณ์ Ferrari ไม่เปลี่ยนแปลง
ด้าน Vehicle Dynamics ถือเป็นอีกแกนสำคัญ Amalfi Spider ใช้ brake-by-wire เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเบรก ลดระยะกดแป้น และช่วยให้การควบคุมแรงเบรกละเอียดขึ้น ระบบ ABS Evo ทำงานได้ในทุกโหมด Manettino โดยใช้ข้อมูลจาก 6D sensor เพื่อประเมินความเร็วรถและค่า slip ที่เหมาะสมของแต่ละล้อ ช่วยกระจายแรงเบรกได้แม่นยำ ทั้งขณะเบรกตรงและขณะเบรกพร้อมเลี้ยว เทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกับ Side Slip Control 6.1 หรือ SSC 6.1 ซึ่งเป็นเหมือนภาษากลางของระบบควบคุมทั้งหมด ตั้งแต่พวงมาลัย การจัดการแรงบิด ไปจนถึงการควบคุมการเคลื่อนตัวแนวดิ่งของตัวถัง
ระบบประเมิน grip จาก EPS (Electric Power Steering) ถูกพัฒนาให้เร็วและแม่นยำขึ้น 10% แม้บนพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำ ระบบใช้ข้อมูลจากองศาการหักเลี้ยวของพวงมาลัย และ yaw angle ที่ประเมินโดย SSC 6.1 เพื่ออ่านระดับการยึดเกาะระหว่างยางกับถนน แม้ในจังหวะที่รถยังไม่ได้ขับถึงลิมิต
ผู้ขับสามารถเลือก Manettino ได้ 5 ตำแหน่ง ได้แก่ Wet, Comfort, Sport, Race และ ESC-Off โดยโหมด Sport และ Race ถูกปรับให้มีบุคลิกกระฉับกระเฉงกว่า Ferrari Roma แต่การเปลี่ยนผ่านแต่ละโหมดถูกทำให้นุ่มนวลขึ้นเพื่อให้ควบคุมง่าย

สมรรถนะตามตัวเลขทางการยืนยันบุคลิกของรถอย่างชัดเจน Ferrari Amalfi Spider ทำความเร็วสูงสุด 320 กม./ชม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.3 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ใน 9.4 วินาที น้ำหนักแห้งอยู่ที่ 1,556 กก. อัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลัง 2.42 กก./hp การกระจายน้ำหนักหน้า/หลังอยู่ที่ 48:52
ด้านยางและล้อ Ferrari เลือกใช้ล้อ 20 นิ้ว เพื่อรักษาสัดส่วนของตัวรถโดยไม่ลดทอนคุณภาพการขับ ยางหน้าขนาด 245/35 R20 และยางหลัง 285/35 R20 ถูกเลือกเพื่อให้สมดุลระหว่างความคล่องตัวและแรงยึดเกาะ รถมาพร้อมยางที่พัฒนาร่วมกับพันธมิตร 3 ราย ได้แก่ Pirelli P ZERO, Goodyear Eagle F1 SuperSport และ Bridgestone Potenza Sport

Ferrari Amalfi Spider จึงเป็นรถเปิดประทุนที่ไม่ได้ยืนอยู่บนภาพจำของความงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นงานวิศวกรรมที่นำหลังคาผ้า อากาศพลศาสตร์ เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ระบบควบคุมไดนามิก และอินเทอร์เฟซดิจิทัลมาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เสน่ห์ของมันอยู่ที่การเปิดหลังคาแล้วสัมผัสอากาศได้โดยไม่เสียความมั่นใจของรถสปอร์ต และปิดหลังคาแล้วขับได้สบายเหมือน Grand Touring ชั้นดี

นี่คือ Ferrari ที่ชวนคุณให้ขับไกลขึ้น ใช้ง่ายขึ้น และยังคงมีชั้นเชิงทางวิศวกรรมแบบ Maranello ครบถ้วน Amalfi Spider ไม่ได้เพียงเพิ่มท้องฟ้าเข้ามาในประสบการณ์การขับ แต่ทำให้ท้องฟ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของสมรรถนะ ความสบาย และตัวตนของรถทั้งคัน