New AUDI A8 รถหรูระดับเรือธง ปฏิวัติวงการด้วยการนำ AI มาใช้งานในรถยนต์

          AUDI ได้สุ้มวิจัยและพัฒนาระบบ AI (Artificial Intelligence) หรือ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในรถยนต์ โดย AI จะช่วยให้ระบบ Pilot-driving หรือระบบขับขี่อัตโนมัติ มีความฉลาดขึ้นไปอีกระดับ รถคิดเองได้ ด้วยการประมวลผลตามโปรแกรมที่ได้ออกแบบไว้ รถยนต์จึงพร้อมทำงานอัตโนมัติได้ในทุกขั้นตอน และรถโมเดลแรกจากค่ายสี่ห่วง ที่เริ่มนำ AI มาใช้อย่างเป็นทางการ คือ A8 เจเนอเรชั่นที่ 4 นั่นเอง

 

 

          รถระดับเรือธงประจำค่ายสี่ห่วงอย่าง A8 ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากแนวคิด ที่เน้นความหรูหราไฮคลาส โดยที่ไม่ละเลยเรื่องฟีลลิ่ง และแฮนด์ลิ่ง อันหมายถึงสมรรถนะในการขับขี่ A8 โมเดลล่าสุดนับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 โดยเจเนอเรชั่นแรกถือกำเนิดขึ้นในปี 1994 สมัยนั้นนับเป็นน้องใหม่ในวงการรถหรู ทว่าน้องใหม่กลับสร้างความตื่นตะลึงให้ทั้งวงการ ด้วยเทคโนโลยีโครงสร้างอะลูมิเนียมล้วน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะตัวที่เรียกว่า Audi Space Frame (ASF) ถูกออกแบบมาเพื่อ ‘ลดน้ำหนัก’ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่มีผู้ผลิตรถยนต์รายใด ให้ความสำคัญเลยในสมัยนั้น แต่กลับเป็นหัวใจหลักสำหรับการสร้างรถยนต์ในวันนี้

 

 

          โครงสร้าง A8 Mk.4 ไม่ได้เป็นโครงสร้างอะลูมีเนียมล้วนเหมือนเดิม แต่ใช้เหล็กกล้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้าง ASF ในหลายจุด อาทิ ใช้ Ultra-high-strength-steel ในส่วนของกรอบบานประตูเหล็กกล้าในส่วนนี้ จะรับหน้าที่หลักในการปกป้องห้องโดยสาร กรณีรถเกิดอุบัติเหตุ ขณะที่อะลูมีเนียมหล่อขึ้นรูปที่เบากว่า ถูกใช้ในหลายส่วนที่เน้นการรับแรง และเสริมแรง อาทิ ซุ้มโช้คอัพทั้ง 4 ล้อ และบริเวณโดยรอบอุโมงค์เพลากลาง ปิดท้ายด้วยการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ขั้นกลางระหว่างส่วนท้ายของห้องโดยสาร กับห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ

          เรื่องดีไซน์ A8 Mk.4 เปลี่ยนลุคไปเล็กน้อย ดูภูมิฐานขึ้นในทุกมิติ A8 รุ่นมาตรฐาน มาพร้อมความยาวตัวถัง 5.17 เมตร ขณะที่ A8 L หรือรุ่น Longer Wheelbase ขยายระยะฐานล้อเพิ่มขึ้นอีก 13 เซนติเมตร เพื่อเน้นความสบายของเบาะนั่งแถวหลัง พื้นผิวด้านข้างตัวถังดูแน่นกระชับ เสมือนนักวิ่งที่ถูกรีดไขมันออกจนหมด กระจังหน้าทรง 6 เหลี่ยม อันเป็นซิกเนเจอร์ของ AUDI มีขนาดใหญ่ขึ้น โคมไฟหน้ายกระดับมาใช้ HD Matrix LED with Audi Laser Light สำหรับโคมไฟท้ายจัดเต็มด้วยเทคโนโลยี OLED ที่ให้มิติการส่องสว่างที่โดดเด่นกว่าไฟ LED ทั่วไป

 

 

          New A8 เปิดตัวมากับเครื่องยนต์ ‘V6 turbo’ จำนวน 2 บล็อก คือ 3.0 TDI (ดีเซล) และ 3.0 TFSI (เบนซิน) ทั้งคู่มีแรงม้าอยู่ที่ 286 hp และ 340 hp ตามลำดับ ขณะที่เครื่องยนต์ ‘V8 turbo’ ก็มีให้เลือก 2 บล็อก เช่นกัน ได้แก่ 4.0 TDI (ดีเซล) และ 4.0 TFSI (เบนซิน) ให้กำลังที่ 435 hp และ 460 hp ตามลำดับ ปิดท้ายด้วยเครื่องยนต์ตัวท็อปในสายการผลิต ‘W12’ ขนาด 6.0 ลิตร พร้อม Twin-scroll Turbocharger อีก 2 ตัว ให้กำลังมหาศาลถึง 585 hp พร้อมแรงบิดสูงสุด 800 Nm ที่รอบต่ำ 1,300-5,000 รอบ/นาที

          ระบบกันสะเทือนของ A8 Mk.4 มาพร้อมสโลแกน “From silky-smooth to firm” หมายถึง เริ่มต้นจากความนุ่มนวลสูงสุดขณะใช้ความเร็วต่ำ และปรับเปลี่ยนระดับ ‘ความเฟิร์ม’ ในการตอบสนองได้แบบต่อเนื่องเมื่อใช้ความเร็วเดินทางบนไฮเวย์ ทั้งหมดใน A8 เกิดได้จาก 3 องค์ประกอบ ได้แก่ Active Suspension, Dynamic All-wheel Steering และ Electronic Suspension Platform

 

 

          ส่วนแรก Active Suspension อาศัยการทำงานของ Air Suspension หรือ ‘ถุงลม’ ที่รวมสปริงและโช้คอัพเอาไว้ในชุดเดียวกัน ในช่วงความเร็วต่ำ จะมีความนุ่มนวลให้สัมผัสกันอย่างเหลือเฟือตามรูปแบบของ Luxury Car ชั้นเยี่ยม หากใช้ความเร็วสูงขึ้น ฟีลลิ่งที่หนึบแน่นก็จะแทรกตัวเข้ามาแทนที่ โดย Air Suspension ในแต่ละล้อของ A8 สามารถทำงานได้อย่างอิสระตามสถานการณ์การขับขี่ เช่นขณะออกตัวอย่างรุนแรง ระบบจะสั่งเพิ่มความแข็งของระบบกันสะเทือนด้านหลังในเสี้ยววินาที เพื่อต้านอาการหน้ายก ท้ายยุบ ในทำนองเดียวกันขณะเบรกอย่างรุนแรง ระบบจะปรับกันสะเทือนด้านหน้าให้แข็งกว่าด้านหลัง (เล็กน้อย) เพื่อลดอาการหน้าทิ่ม ท้ายกระดก เป็นต้น โดยการทำงานของระบบกันสะเทือน จะรวดเร็ว ราบเรียบจนผู้ขับ และผู้โดยสารไม่รู้สึก

          ถัดมาเป็นระบบ Dynamic All-wheel Steering เสริมแขนกลบังคับเลี้ยวในล้อคู่หลัง เพื่อเสริมการเลี้ยวของล้อหน้า ล้อหลังหักเลี้ยว ‘สวนทิศทาง’ การเลี้ยวของล้อหน้าในความเร็วต่ำ เพื่อลดรัศมีวงเลี้ยว และหักเลี้ยว ‘ทิศทางเดียว’ กับล้อหน้าในความเร็วสูง เพื่อรักษาอาการตั้งฉากของหน้ายางกับผิวถนน

 

 

          โดยระบบควบคุมแชสซีทั้ง 2 ระบบ จะทำงานร่วมกัน เพื่อปรับการตอบสนองของช่วงล่าง และการบังคับควบคุมรถให้เกิดความลงตัว ระหว่างสมรรถนะกับความสบายสูงสุดในการเดินทาง โดยวิศวกร AUDI ใช้ชื่อระบบควบคุมส่วนนี้ว่า Electronic Suspension Platform (ESP)

 

 

          การนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้งานเป็นครั้งแรกของ AUDI ในรถ A8 Mk.4 ไม่ได้มีเฉพาะในส่วนของระบบ Pilot-driving เท่านั้น แต่ยังลงรายละเอียดย่อยไปถึง ระบบ ‘Audi AI Traffic Jam Pilot’ ซึ่งเป็นการขับคลานตามรถคันหน้าไปแบบอัตโนมัติ ในสภาพการจราจรที่ติดขัด ทั้งทางตรงปกติ และการบังคับเลี้ยว ปิดท้ายด้วยระบบ  ‘Audi AI Remote Parking Pilot’ และ ‘Audi AI Remote Garage Pilot’ ที่สามารถสั่งให้รถวิ่งเข้าไปจอดตามลาดจอดรถ หรือโรงรถที่บ้านได้แบบไม่ต้องใช้คนขับ ทั้งหมดคือความอัจฉริยะของ A8 Mk.4 ซึ่งเปิดตัวเป็นรถโมเดลปี 2018 อย่างเป็นทางการแล้ว

ภาพและภาพยนตร์ : AUDI AG
เรียบเรียง : Pitak Boon

 

 

Powered by MakeWebEasy.com