"LAND ROVER Discovery 5" SUV สายลุยสุดไฮเทค

 

          LAND ROVER Discovery ก้าวเข้าสู่เจนเนอเรชั่นที่ 5 ถูกจัดอยู่ในประเภท Full-size SUV ขนาด 5+2 ที่นั่ง ตอบโจทย์การเป็นยานลุยอเนกประสงค์ รองรับสมาชิกทุกคนในครอบครัว และสำหรับทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง โดยไฮไลท์ของ Discovery Mk.V หรือ Disco 5 อยู่ในส่วนของเบาะนั่งแถว 2 และแถว 3 ได้รับการออกแบบให้ปรับและพับได้อย่างอิสระ รองรับทั้งคนและสัมภาระ ลูกเล่นในส่วนนี้ ได้แก่ การสั่งปรับเบาะในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านแอพบนสมาร์ทโฟน นับเป็นครั้งแรกของรถ SUV ที่นำระบบนี้เข้ามาช่วยลดความยุ่งยากในการปรับพับเบาะ

 

 

          ห้องโดยสารของ Disco 5 ใช้การออกแบบที่เรียบง่าย ดีไซน์ดั้งเดิมของรถตระกูลนี้ยังคงครบถ้วน แต่เพื่อลงตัวเรื่องความหรูหราซึ่งเป็นงานถนัดของรถยนต์จากเกาะอังกฤษ ในส่วนของเบาะนั่งรวมทั้งรอบห้องโดยสาร จึงถูกตกแต่งด้วยหนังแท้เกรดพิเศษ และวัสดุคุณภาพสูง ปุ่มควบคุมอุปกรณ์และระบบต่าง ๆ เหลือไว้เท่าที่จำเป็น นอกนั้นจะถูกสั่งการผ่านระบบ InControl Touch Pro เป็นระบบควบคุมส่วนกลางประจำรถ สื่อสารกับผู้ขับผ่านจอระบบสัมผัสขนาด 10 นิ้ว บริเวณคอนโซลกลาง

 

 

          ฟังก์ชั่นการทำงานที่น่าสนใจของ InControl Touch Pro อาทิ รองรับซิมการ์ดเพื่อเป็น WiFi HotSpot เชื่อมได้ถึง 8 อุปกรณ์ ทั้งยังเชื่อมโยงการทำงานเข้ากับ InControl App บนสมาร์ทโฟน และสมาร์ทวอทช์ ที่รองรับระบบกันขโมย, ระบบโทรฉุกเฉิน SOS Emergency เมื่อรถประสบอุบัติเหตุ และระบบรีโมทสั่งการรถมาจากระยะไกล อาทิ ติดเครื่องยนต์ เปิดแอร์ ไล่เรียงมาจนถึง สั่งปรับพับเบาะล่วงหน้า เพื่อรองรับสัมภาระ หรือผู้โดยสารที่กำลังจะมาถึง

 

 

          ระบบพับเบาะใน Disco 5 มีชื่อระบบว่า Intelligent Seat Fold ควบคุมการพับและการเลื่อนเบาะแถว 2 และแถว 3 ด้วยระบบไฟฟ้า สั่งการได้จาก 3 จุด จุดแรกจากแอพในสมาร์ทโฟน มีภาพรูปแบบเบาะนั่งในลักษณะต่าง ๆ การใช้งานเพียงแค่กดเลือกรูปแบบที่ต้องการ จุดที่สอง สั่งการผ่านจอทัชสกรีน 10 นิ้ว ของระบบ InControl Touch Pro ใช้งานเช่นเดียวกับแอพบนสมาร์ทโฟน และจุดสุดท้าย เป็นปุ่มควบคุมที่ซ่อนอยู่บริเวณเสา C ช่วยให้ผู้โดยสารก้าวเข้าสู่เบาะนั่งแถวหลัง แบบที่ไม่ต้องออกแรงยกเบาะเหมือนรถ SUV ทั่วไป

 

 

          งานออกแบบตัวถัง Disco 5 ใช้รูปแบบรถตรวจการณ์ทรงหลังคาสูง ทีมออกแบบใช้สไตล์โมเดิร์นเข้ามาช่วยให้ Disco 5 เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น นับตั้งแต่ความบึกบึนบนพื้นผิวตัวถัง กราฟิกในโคมไฟหน้า และโคมไฟท้าย รวมถึงระบบไฟรอบคัน ที่ปรับเปลี่ยนมาใช้ LED ทั้งหมด ปิดท้ายด้วยล้ออัลลอย ซึ่งมีให้ลูกค้าเลือกถึง 14 ลาย ตั้งแต่ขนาด 19 นิ้ว ไล่ไปจนถึงระดับ 22 นิ้ว 

          Disco 5 ใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Aluminum Monocoque เป็นอะลูมิเนียมสูงถึง 85% ที่เหลือเป็นวัสดุอื่น ๆ รวมทั้งแม็กนีเซียมที่มีน้ำหนักเบา เพื่อหวังผลเรื่องการลดน้ำหนัก โดยโครงสร้างชุดนี้ ช่วยลดน้ำหนักให้กับ Disco 5 ได้มากสุดถึง 480 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักที่หายไปจะส่งผลต่อการลด CO2 และลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรง

          สำหรับเครื่องยนต์ Disco 5 เปิดตัวมาด้วย 3 ดีเซล และ 1 เบนซิน เริ่มต้นที่ เครื่องยนต์ Ingenium ดีเซล รหัส 'Td4' เป็นแบบ 4 สูบ แถวเรียง ขนาด 1,999 ซีซี. ใช้ระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงคอมมอลเรล พร้อมแรงดัน 1,800 บาร์ พ่วงมาด้วยเทอร์โบแปรผัน ผลิตแรงม้าได้ 180 PS ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 Nm ที่ 1,500 รอบ/นาที

 

 

          ถัดมาเป็นเครื่องยนต์ 'Sd4' บนพื้นฐานเดียวกับเครื่องยนต์บล็อกแรก แต่เพิ่มแรงดันของระบบคอมมอลเรล ไปที่ 2,200 บาร์ ร่วมทั้งเพิ่มเทอร์โบตัวเล็กเข้าไปอีก 1 ตัว เพื่อเสริมการทำงานในรอบต่ำ ผลลัพธ์ที่ได้ คือแรงม้า 240 PS ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดเพิ่มมาเป็น 500 Nm ที่ 1,500 รอบ/นาที และเครื่องยนต์ดีเซลตัวท็อปรหัส 'Td6' เป็นบล็อก V6 สูบ ขนาด 2,993 ซีซี. ใช้ระบบคอมมอลเรลระดับ 2,000 บาร์ พร้อม Single-turbo ให้แรงม้า 258 PS ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 600 Nm ที่ 1,750-2,250 รอบ/นาที

          สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน รหัส 'Si6' เป็นเครื่องยนต์ V6 สูบ ขนาด 2,995 ซีซี. ใช้ระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection พร้อมระบบวาล์วแปรผัน DIVCT (Dual Independent Variable Cam Timing) และซูเปอร์ชาร์จ TVS (Twin Vortex System) ซูเปอร์ชาร์จควบคุมการทำงานด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ให้การตอบสนองที่แม่นยำและฉับไว สร้างกำลังได้ 340 PS ที่ 6,500 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 450 Nm ที่ 3,500-5,000 รอบ/นาที

 

 

          Disco 5 ทุกรุ่นเครื่องยนต์มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่มีผู้เชี่ยวชาญอย่าง ZF เป็นผู้พัฒนาให้ จากอัตราทดในรูปแบบ Close Ratio จึงให้การเปลี่ยนเกียร์ที่ลื่นไหล นุ่มนวล ตามสไตล์รถจากเมืองผู้ดี

          ช่วงล่าง Air Suspension ใน Disco 5 สามารถปรับความสูงใต้ท้องรถ ได้ตามสภาพการขับขี่และสภาพถนน ในโหมด off-road ยกตัวถังได้ +40 และ +75 มิลลิเมตร จากระดับความสูงมาตรฐาน ที่ความเร็วต่ำกว่า 50 กม./ชม. จะรักษาระดับไว้ที่ +75 มิลลิเมตร รองรับการลุยน้ำได้ลึกถึง 900 มิลลิเมตร เมื่อใช้ความเร็วระหว่าง 50-80 กม./ชม. จึงขยับมาที่ระดับ +40 มิลลิเมตร สำหรับสภาพการขับขี่ทั่วไป เมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 105 กม./ชม. ระบบจะลดความสูงลง -13 มิลลิเมตร เพื่อลดแรงต้านอากาศ

          ปิดท้ายด้วยระบบขับเคลื่อน Full-time 4WD ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นไฮเทค Terrain Response 2 เป็นระบบศูนย์กลางควบคุมทั้งเครื่องยนต์, เกียร์ และช่วงล่าง ผู้ขับสามารถเลือกโหมดการขับขี่ ผ่านสวิตช์ไฟฟ้าบริเวณคอนโซลเกียร์ ได้แก่ Grass (พื้นหญ้า), Gravel (กรวด), Snow (หิมะ), Mud/Ruts (โคลน/ร่องทางเกวียน), Sand (ทราย) และ Rock Crawl (สำหรับการปีนป่ายก้อนหินขนาดใหญ่) แต่หากคุณเลือกปรับไม่ถูก เพียงกดสวิตช์แบบบิดของระบบ Terrain Response 2 ลงไปตรงๆ จะเข้าสู่โหมดอัตโนมัติ ซึ่งระบบจะประมวลผลจากเซ็นเซอร์ทุกจุดจากระบบต่าง ๆ เพื่อเลือกรูปแบบ

 

 

          ทั้งหมดเป็นความอัจฉริยะใน Disco 5 ยานตรวจการณ์ที่มีตำนาน ทว่าเพียบพร้อมเรื่องความไฮเทค เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่มองข้ามไม่ได้เลย สำหรับผู้ที่ต้องการ SUV ที่สมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียดอย่างแท้จริง

ภาพและภาพยนตร์ : Jaguar Land Rover
เรียบเรียง : Pitak Boon

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com