NISSAN LEAF The world's best-selling zero-emissions electric vehicle.

ภาพและภาพยนตร์ : NISSAN UK

เรียบเรียง : Pitak Boon

 

NISSAN LEAF กลายเป็นรถ EV ที่ขายดีที่สุดในโลก ด้วยยอดขายกว่า 3 แสนคันจาก LEAF เจเนอเรชั่นแรก ซึ่งจำหน่ายอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2010 ถัดมาปี 2011 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกที่ได้รับรางวัล World Car of the Year กลายเป็นใบเบิกทางให้ LEAF เจเนอเรชั่นที่สอง ซึ่งเปิดตัวออกมาได้อย่างสง่างาม ด้วยความพร้อมสูงสุดเพื่อรองรับพาหนะ Zero Emission ในอนาคตอย่างเต็มรูปแบบ LEAF ย่อมาจาก "Leading, Environmentally Friendly, Affordable Family Vehicle" คำย่อถูกถ่ายทอดความหมายออกมาเป็นคำว่า ‘ใบไม้’ ซึ่งสอดรับกับความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว

เรื่องดีไซน์ All-new LEAF ดูโมเดิร์นยิ่งขึ้นในทุกรายละเอียด โคมไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์คู่ มาพร้อมไฟ Daytime Running Light รูปทรงบูมเมอแรงอันเป็นซิกเนอเจอร์ของค่าย NISSAN กระจังหน้าแบบปิดเรียบ ปราศจากช่องระบายลมเหมือนรถยนต์ทั่วไป ใช้รูปทรง V-motion ที่ถูกถ่ายทอดมาจากรถสปอร์ตระดับอิมเมจประจำค่ายอย่าง GT-R ไฟท้ายใช้รูปทรงบูมเมอแรงให้อารมณ์สปอร์ตเช่นเดียวกับ 370Z ตัวถังใหม่ของ LEAF เน้นแอร์โร่ไดนามิคมากยิ่งขึ้น ด้วยค่า Cd. ระดับ 0.28 ลู่ลมขึ้นกว่า LEAF โฉมเก่า 4%

ห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่หมด สร้างบรรยากาศที่ล้ำสมัย เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยี และรู้สึกได้ถึงคุณภาพจากวัสดุชั้นเยี่ยม แผงหน้าปัดออกแบบให้ดูกว้าง ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายและมีชีวิตชีวา พร้อมความเพลิดเพลินในการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า จากการออกแบบจัดวางระบบไฟฟ้าที่เรียบง่าย และปราศจากความซับซ้อน ส่งผลให้ LEAF ซึ่งจัดเป็นรถในกลุ่ม C-segment มีห้องโดยสารกว้างขวาง ห้องสัมภาระท้ายรถมีความจุมากถึง 435 ลิตร

ในส่วนของระบบไฟฟ้า เริ่มต้นที่แบตเตอรี่แพ็คของ LEAF จัดวางในตำแหน่งพื้นห้องโดยสาร กินพื้นที่ใต้เบาะนั่งด้านหน้าต่อเนื่องมาถึงใต้เบาะนั่งด้านหลัง มาพร้อมเคสซีลกันน้ำกันฝุ่นมาอย่างมิดชิด ตัวแบตเป็นแบบ ‘ลิเธียมไอออน’ ขนาดความจุ 40 kWh แบตเต็มรองรับการเดินทางได้ไกล 400 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน JC08 mode และระยะ 311 กิโลเมตร เมื่อทดสอบตามมาตรฐาน EUR(NEDC)

เหนือกระจังหน้ารถเป็นพอร์ทสำหรับชาร์จไฟ ซึ่งมีมาให้ 2 พอร์ท ได้แก่ Normal Charge (ขวา) และ Quick Charge แบบ CHAdeMO (ซ้าย) การชาร์จไฟแบบปกติความเร็วขึ้นอยู่กับระดับกระแสไฟ (แอมแปร์) ของแต่ละบ้าน ชาร์จผ่านไฟ 15 แอมป์ ใช้เวลาราว 12 ชั่วโมง, ชาร์จจากไฟบ้าน 30 แอมป์ ผ่านชุด Wall box ลดเวลาลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 6 ชั่วโมง และการชาร์จเร็ว หรือการชาร์จผ่านสถานีชาร์จรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ ใช้เวลาเพียง 40 นาที ได้ไฟราว 80% ของความจุทั้งหมด โดยตัวเลขดังกล่าว เป็นการชาร์จจากกรณีแบตหมดเกลี้ยง แต่ในการใช้งานจริง ผู้ใช้สามารถชาร์จได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอให้แบตหมดก่อน ซึ่งเวลาในการชาร์จก็จะเร็วขึ้นตามลำดับ

ชุดขับเคลื่อนของ LEAF วางไว้ในตำแหน่งแทนที่เครื่องยนต์ ต้นกำลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ High response synchronous AC motor รหัส EM57 ให้กำลัง 110 KW หรือประมาณ 150 PS ที่ 3,283-9,795 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 320 Nm ที่ 0-3,283 รอบ/นาที มีทอร์คมาให้ใช้งานแบบเต็มๆ ตั้งแต่มอเตอร์เริ่มต้นหมุน ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 7.9 วินาที ความเร็วสูงสุดเพียงพอต่อการใช้งาน ทั้งในเมืองและเดินทางไกลที่ 140 กม./ชม.

ของเล่นใหม่ใน LEAF คือ ‘e-Pedal’ ซึ่งผู้ขับสามารถเลือก เปิด-ปิด ฟังก์ชั่นนี้ได้ตามความต้องการจากสวิตช์ไฟฟ้าบริเวณคอนโซลเกียร์ e-Pedal ช่วยให้ผู้ขับสามารถควบคุมความเร็วรถ ทั้งการเร่ง การชะลอความเร็ว และการเบรกจนรถหยุดสนิท ได้ง่ายๆ จากแป้นคันเร่งเพียงอย่างเดียว โดยระบบจะไปคอนโทรลการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า ทั้งในส่วนของแรงขับเคลื่อน และการสร้างแรงหน่วงเพื่อช่วยเบรก ให้ความสบายมากขึ้นโดยเฉพาะกับการเดินทางในสภาพการจราจรหนาแน่นในเมือง

LEAF เจเนอเรชั่นที่สอง เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยในงาน Motor Expo ปี 2018

 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com