McLaren GT สายพันธุ์ Grand Tourer โมเดลแรกในสายการผลิต

ภาพ : McLaren Automotive

เรียบเรียง : Pitak Boon

McLaren เปิดตัวรถโมเดลล่าสุดในชื่อ ‘GT’ ซึ่งย่อมาจาก Grand Tourer ฉีกตัวออกมาจากพี่น้องร่วมค่ายทั้ง 3 กลุ่ม ภายใต้สังกัด McLaren อันได้แก่ Sport Series [570 GT, 570S Coupe, 540C Coupe และ 600LT], Super Series [675LT Spider, 675LT Coupe, 650S, 625C และ 720S] และ Ultimate Series [P1 GTR, P1, Senna] วัตถุประสงค์ในการพัฒนา GT แตกต่าง ด้วยการนำจุดแข็งของ McLaren ซึ่งก็คือสมรรถนะ มาเติมเต็มในเรื่องความหรูหรา ความสบายขณะขับขี่ทางไกล และใช้งานได้หลากหลายมากกว่าไฮเปอร์คาร์ทุกรุ่นที่ McLaren เคยผลิตมา

ดังนั้น GT จึงไม่ได้โดดเด่นเฉพาะเรื่องสมรรถนะ แต่ถูกออกแบบให้เป็นมิตรกับผู้ขับในทุกรายละเอียด เริ่มต้นที่ห้องโดยสาร ใช้หนัง Nappa เป็นวัสดุหลักในการตกแต่ง ทั้งในส่วนของเบาะนั่ง และแผงข้าง นอกจากนี้เจ้าของรถยังเลือกอัพเกรดความสปอร์ตเพิ่มเติมได้จาก Alcantara ทั้งหมดเป็นงานฝีมือที่เน้นคุณภาพของวัสดุ และใช้ความพิถีพิถันสไตล์รถจากเมืองผู้ดี ในส่วนงานห้องโดยสาร McLaren เลือกใช้คำว่า Craftsmanship ในการสื่อสาร ขณะที่พื้นที่ด้านหลังเบาะนั่ง GT เหนือห้องเครื่องไล่ไปจนถึงท้ายรถ (เครื่องยนต์วางกลางลำ) สามารถรองรับถุงกอล์ฟความยาว 185 ซม. ได้ถึง 2 ใบ หรือมีความจุราว 420 ลิตร ขณะใต้ฝาประโปรงหน้ารถ ถูกออกแบบเป็นหลุมจุของได้อีก 150 ลิตร

อุปกรณ์ Infotainment จัดมาให้ไม่เป็นรองรถซาลูนระดับบน สั่งการผ่านจอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว บริเวณคอนโซลกลาง ระบบเสียงมีมืออาชีพอย่าง Bower & Wilkins เป็นผู้ดูแล สร้างมิติของเสียงผ่านลำโพงรอบห้องโดยสารถึง 12 ตัว หลังคากระจกชิ้นใหญ่ ใช้ชื่อ gloss black roof  ปรับระดับความโปร่งใส หรือการส่องผ่านของแสงผ่านสวิตช์ไฟฟ้า จอแสดงผลในส่วนของผู้ขับด้านหลังพวงมาลัย เปลี่ยนมาใช้ดิจิตอลเต็มรูปแบบใช้ขนาด 12.3 นิ้ว นำเสนอผ่านกราฟฟิกที่ง่ายต่อการมอง ทั้ง มาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบ ตำแหน่งเกียร์ ระบบนำทาง ฯลฯ ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกปรับอุณหภูมิ 2 โซน ซ้าย-ขวา

 

 

 

 

แม้จะลดทอนความฮาร์ดคอร์ลง เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ดีไซน์บนตัวถัง GT ยังคง DNA จาก McLaren ไว้ทุกตารางนิ้ว ทั้งในส่วนของแอร์โรไดนามิค และงานวิศวกรรมโครงสร้างมาตรฐานมอเตอร์สปอร์ต ที่ใช้ชื่อว่า ‘MonoCell II-T monocoque’ ซึ่งแน่นอนตัวอักษร ‘T’ จะหมายถึง Touring นั่นเอง โดย ‘MonoCell II-T’ ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ในรูปแบบ Double-walled พร้อม Roll Cage รองรับอุบัติเหตุมาตรฐานตัวแข่ง มุ่งลดน้ำหนักด้วยวัสดุน้ำหนักเบา เพื่อยกระดับความกระฉับกระเฉง จากการตอบสนองในทุกย่านความเร็ว ส่งผลให้น้ำหนักรวมของ GT อยู่ที่เพียง 1,530 กิโลกรัม เบากว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันร่วม 130 กิโลกรัม

McLaren GT ใช้ขุมพลังรหัส ‘M840TE’ ซึ่งมีพื้นฐานเดียวกับเครื่องยนต์ของ McLaren 720S หากเทียบกับบล็อก ‘M838T’ ใน McLaren 650S จะใช้ส่วนประกอบใหม่ถึง 41% ความเปลี่ยนแปลงหลักคือขยายความจุจาก 3.8 ลิตร ขึ้นไปเป็น 4.0 ลิตร (3,994 ซีซี) ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงยกระดับมาใช้แบบ twin-injector หรือ 2 หัวฉีดต่อสูบ ที่ยังคงเป็นแบบ Port Fuel Injection การจะทำงาน 8 หัวฉีด หรือทำงานเต็มทั้ง 16 หัวฉีด จะขึ้นอยู่กับการประมวลผลของ ECU

เครื่องยนต์ ‘M840TE’ ใน McLaren GT ให้แรงม้าในระดับ 620 PS (612 bhp) ที่ 7,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 630 Nm ที่ 5,500-6,500 รอบ/นาที ส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อหลังผ่านเกียร์ SSG 7-speed ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 3.2 วินาที ผ่านหลัก 200 กม./ชม. เร็วเพียง 9.0 วินาที และทำท็อปสปีดได้ถึง 326 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลือง ในเมือง/เดินทาง/เฉลี่ย อยู่ที่ 7.0/11.0/9.0 กิโลเมตร/ลิตร ตามลำดับ และมีค่า CO2 ต่ำเพียง 245 กรัม/กิโลเมตร

Powered by MakeWebEasy.com