BRABUS 1000 | ต่อยอดความโหดจาก Mercedes-AMG GT 63 S E PERFORMANCE

76 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สำหรับรถสมรรถนะสูงยุคใหม่ “แรงม้า” ไม่ได้จบที่การเพิ่มบูสต์หรือขยายเทอร์โบเท่านั้น แต่กำลังถูกนิยามใหม่ ด้วยการจับคู่เครื่องยนต์สันดาปกับมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Drive) ให้ทำงานเป็นระบบเดียวกันอย่างแม่นยำ ภายใต้แนวคิด High-performance Hybrid และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบแปรผัน 4MATIC+ สิ่งที่ BRABUS ทำกับ Mercedes-AMG GT 63 S E PERFORMANCE ในชื่อ “BRABUS 1000” จึงไม่ใช่แค่รถสปอร์ตที่ “แรงขึ้น” หากเป็นการยกระดับทั้งเครื่องยนต์ กลไกการส่งกำลัง แอร์โรไดนามิก ไปจนถึงงานโครงสร้างคาร์บอน ให้ครบสมบูรณ์แบบในคันเดียว


พื้นฐานของรถคันนี้ คือคูเป้ 2+2 ที่นั่ง ซึ่งถูกต่อยอดไปเป็น “ซูเปอร์คาร์ไฮบริด” ในแบบฉบับ BRABUS ด้วยกำลังรวมระบบ (System Output) ระดับ 735 kW / 1,000 hp และแรงบิดรวมระบบ (System Torque) ระดับ 1,820 Nm โดยจำกัดแรงบิดสูงสุดไว้ที่ 1,620 Nm (อิเล็กทรอนิกส์) เพื่อปกป้องระบบส่งกำลังเสียหาย


แนวคิดขับเคลื่อน: เมื่อ “V8 ขยายความจุ” ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า
แกนหลักของ BRABUS 1000 คือการเพิ่มสัดส่วน “พลังจากเครื่องยนต์” ให้เป็นภาคส่วนหลักของระบบไฮบริด โดย BRABUS เลือกเส้นทางที่เป็น DNA ของตัวเองมาตั้งแต่ยุค 1980s นั่นคือการเพิ่มความจุเครื่องยนต์ (Increased-displacement Engine) แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนวิธีคิดแบบตรงไปตรงมา “ความจุมากขึ้น ให้กำลังมากขึ้น” แต่การทำให้เกิดขึ้นจริงในเครื่องยนต์สมัยใหม่ โดยยังคงความทนทานและการควบคุมการปล่อยมลพิษตามมาตรฐานปัจจุบัน เป็นงานวิศวกรรมที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนจะเข้าใจ

เครื่องยนต์ V8 แบบ 4 วาล์วต่อสูบ ถูกเพิ่มปริมาตรกระบอกสูบจาก 3,982 ซีซี ไปเป็น 4,407 ซีซี ด้วยการขยายกระบอกสูบ (Bore) เป็น 84 มิลลิเมตร และติดตั้งลูกสูบฟอร์จ (Forged Pistons) ที่ออกแบบให้เหมาะสม จากนั้น BRABUS ใช้เพลาข้อเหวี่ยงอะลูมิเนียม (Precision-balanced Billet-aluminum Crankshaft) ทำงานร่วมกับก้านสูบฟอร์จ (Forged High-performance Connecting Rods) เพื่อเพิ่มช่วงชัก (Stroke) เป็น 100 มิลลิเมตร


ใต้ฝาครอบเครื่องยนต์ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ (Red Exposed-structure Carbon) เป็นระบบอัดอากาศ-เทอร์โบคู่ของ BRABUS ส่วนการระบายไอเสีย ถูกยกระดับด้วยท่อไอเสียสเตนเลส (BRABUS Stainless High-performance Exhaust System) ที่ใช้เมทัลแคต (Metal Catalysts) และไส้กรองอนุภาค (Particulate Matter Filters) ในการควบคุมมลพิษจากการเผาไหม้ โดยมีวาล์วผีเสื้อควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronically Controlled Butterfly Valves) ให้ผู้ขับเลือกคาแร็กเตอร์เสียงได้ ตั้งแต่โหมด “Coming home” ที่เน้นความสุภาพ ไปจนถึงโทนเสียง V8 ที่ดุดันขึ้นตามโหมดการขับ

ระบบจัดการเครื่องยนต์ (Electronic Engine Management) อัพเกรดมาใช้ของ BRABUS เพื่อให้การส่งกำลัง “มาเป็นระบบ” ไม่ใช่แค่การเพิ่มตัวเลข ผลลัพธ์ของเครื่องยนต์สันดาปเพียงอย่างเดียวอยู่ที่ 585 kW / 796 hp ที่ 5,900 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 1,250 Nm ที่ 2,900 รอบ/นาที โดยในส่วนของเครื่องยนต์มีการจำกัดแรงบิดไว้ที่ 1,050 Nm (ด้วยอิเล็กทรอนิกส์) เพื่อการประสานงานกับชุดไฮบริด และความทนทานของระบบส่งกำลัง

ด้านระบบไฟฟ้า BRABUS ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanently Excited Synchronous ที่ติดตั้งบนเพลาหลัง ให้กำลัง 150 kW / 204 hp โดยยืนยันว่า เป็นชุดเดียวกับ Mercedes-AMG GT 63 S E PERFORMANCE ตามมาตรฐานโรงงาน แต่ถูกทำให้ “เข้าจังหวะ” กับเครื่องยนต์ใหม่ผ่านการปรับจูนระบบรวม (Hybrid Coordination) อย่างเข้มข้น

การส่งกำลัง: 4MATIC+, เกียร์ 9 สปีด และเกียร์ 2 สปีดของชุดไฟฟ้า


เมื่อแรงม้าและแรงบิดมาเต็มระดับนี้ การส่งลงพื้นถนนต้องเป็นระบบ รองรับทั้งความเร็วในการเปลี่ยนอัตราทดและความต่อเนื่องของแรงฉุด BRABUS เลือกให้ภาคเครื่องยนต์จับคู่กับเกียร์ 9 สปีด SPEEDSHIFT MCT ทำงานกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC+ การควบคุมการเปลี่ยนเกียร์รองรับทั้งอัตโนมัติและแมนนวลผ่านแป้นเปลี่ยนเกียร์ BRABUS RACE Carbon Paddle Shifters ที่หลังพวงมาลัย

ขณะเดียวกัน “ชุดไฟฟ้าบนเพลาหลัง” มีเกียร์อัตโนมัติ 2 สปีด ของตัวเอง (Own Automatic Two-speed Gearbox) เพื่อจัดการย่านความเร็วและการส่งแรงบิดของมอเตอร์ให้เหมาะกับสถานการณ์การขับขี่ โดยมีพันธมิตรด้านสารหล่อลื่นอย่าง MOTUL จัดการเรื่องน้ำมันหล่อลื่นให้ทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ (High-tech Lubricants for ICE and Transmission)

 
การทดสอบและมาตรฐานไอเสีย: “แรง” ต้องไม่หลุดกรอบกฎหมาย
จุดที่ทำให้ BRABUS 1000 น่าสนใจในเชิงวิศวกรรม คือการยืนยันกระบวนการทดสอบ และการปรับจูนที่ไม่พึ่งความรู้สึก แต่พึ่งเครื่องมือและข้อมูลอย่างเป็นระบบ มีการทดสอบบนแท่นทดสอบเครื่องยนต์แบบอยู่กับที่ (Stationary Engine Test Benches) และแท่นทดสอบระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (All-wheel Test Benches) ที่ BRABUS Development Center เมือง Bottrop รวมถึงการทดสอบบนถนน สนามแข่ง และสนามทดสอบหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ระบบไฮบริดทำงานประสานกันได้อย่างเหมาะสม

ความพยายามนี้ไม่ได้สะท้อนเฉพาะตัวเลขสมรรถนะ แต่ยังพาให้รถอยู่ในกรอบมาตรฐานการปล่อยมลพิษ EURO 6D ISC-FCM ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของรถถนนในยุโรปยุคปัจจุบัน

 

สมรรถนะเชิงตัวเลข: เร็วในแบบที่ยังควบคุมได้
เมื่อระบบขับเคลื่อนถูก “จัดระเบียบ” แล้ว ตัวเลขที่ได้จึงเป็นผลลัพธ์ของทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะเครื่องยนต์หรือมอเตอร์เพียงด้านเดียว BRABUS 1000 ทำอัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. เร็วเพียง 2.6 วินาที และ 9.5 วินาที สำหรับผ่านหลัก 200 กม./ชม. ก่อนทะลุ 300 กม./ชม. ภายใน 23.6 วินาที โดยความเร็วสูงสุดถูกจำกัดด้วยอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ 320 กม./ชม.


แอโรไดนามิกและคาร์บอน: รถสมรรถนะสูงต้องมีแรงกด (Downforce) รองรับ
เมื่อความเร็วไต่ระดับถึงช่วง 200–300 กม./ชม. “แรงกด” และ “เสถียรภาพ” ไม่ใช่แค่อุปกรณ์ตกแต่ง แต่เป็นเงื่อนไขด้านความปลอดภัยเชิงฟิสิกส์ วิศวกร BRABUS นำรถเข้าทดสอบในอุโมงค์ลม (Wind Tunnel) เพื่อพัฒนาอุปกรณ์แอร์โรไดนามิกเฉพาะรุ่น และผลิตชิ้นงานคาร์บอนแบบโชว์ลายในโรงงานของตนเอง (In-house Production Facilities) โดยมีให้เลือกทั้งผิวเงาและผิวด้าน (Glossy or Matte Finish) และยังสามารถสั่งทำแบบพ่นสีตามตัวรถ หรือสีตัดกันได้ตามต้องการ


ด้านหน้าใช้สปอยเลอร์หน้า BRABUS พร้อมแฟลปยกบริเวณซุ้มล้อ (Raised Side Flaps at Wheel Arches) เพื่อช่วยเสถียรภาพที่ความเร็วสูง เสริมด้วยคานาร์ด (Canards) ติดตั้งด้านหน้าซุ้มล้อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของอากาศ รวมถึงชิ้นงานสีแดงตกแต่งกระจังหน้า BRABUS สองชิ้น (Two BRABUS Inserts for Radiator Grille) ที่ทำให้ “ใบหน้า” ของรถดูเฉียบคมขึ้น

แนวข้างตัวรถ ยังมีส่วนขยายดีไซน์บริเวณหลังซุ้มล้อหน้า (Design Extensions Aft of the Front Wheel Arches) ซึ่งทำหน้าที่เป็น “ลายเซ็น” ของ BRABUS ควบคู่กับฝาครอบกระจกมองข้างคาร์บอน และระบบไฟใต้ท้องรถที่ฉายโลโก้ BRABUS ลงพื้นเมื่อเปิดประตู



ท้ายรถถูกทำให้ “เป็นระบบ” ด้วยดิฟฟิวเซอร์คาร์บอน (BRABUS Carbon Diffuser) ที่เจาะช่องรองรับปลายท่อไอเสีย 4 ท่อ ขนาด 76 มิลลิเมตร และเพิ่มปีกหลัง BRABUS Rear Wing มีบทบาทเพิ่มแรงกดที่เพลาหลังเมื่อใช้ความเร็วสูง


ล้อ ยาง และช่วงล่าง: ตั้งโจทย์ให้รองรับแรงบิดและแรงกด
ล้อคืออีกจุดที่ BRABUS ให้รายละเอียดเชิงวิศวกรรมชัดเจน ล้อฟอร์จ BRABUS Monoblock “PLATINUM EDITION” ถูกพัฒนาขึ้นเฉพาะรุ่น ด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบบฟอร์จ และ CNC (State-of-the-art Forging Technology and CNC Machining) ดีไซน์เป็น Monoblock Z แบบ 10 ก้านเรียว (Ten Delicate Spokes) จัดแบบสเตกเกอร์ (Staggered Setup) เพื่อเน้นทรงลิ่มของรถ

โดยใช้ขนาด 10.5Jx21 ที่ล้อหน้า และ 12Jx22 ที่ล้อหลัง จับคู่ยางสมรรถนะสูงขนาด 305/30 ZR 21 และ 335/25 ZR 22 ซึ่งจัดให้โดยพันธมิตรอย่าง Continental หรือ Hankook

ฝั่งช่วงล่างมีสปริงสปอร์ต ซึ่ง BRABUS พัฒนาร่วมกับผู้ผลิตระบบกันสะเทือน KW จุดเด่นคือปรับความสูงได้ (Height-adjustable) ลดความสูงตัวรถได้สูงสุด 20 มิลิเมตร และช่วยเพิ่มความเฉียบคมในการควบคุมผ่านการลดจุดศูนย์ถ่วง (Lowered Center of Gravity)

 
ห้องโดยสาร BRABUS Masterpiece: ความประณีตที่ถูกวางเป็น “ระบบงานฝีมือ”
BRABUS ไม่ได้มองห้องโดยสารเป็นเพียงที่นั่ง แต่เป็นพื้นที่ที่ “งานฝีมือ” ต้องตอบโจทย์ความพิเศษของรถระดับ 1,000 hp ห้องโดยสารถูกนิยามเป็น Masterpiece Interior ใช้วัสดุหนังคุณภาพสูง (Finest Leather) และไมโครไฟเบอร์ Dinamica โดยรถคันที่นำเสนอมีป้ายสีแดงบนพนักพิงเบาะ (Red Labels on Backrest Upholstery) โทนหลักเลือกหนังสีดำสำหรับงานหุ้มทั้งห้องโดยสาร


พื้นผิวเบาะและแผงประตูด้านในทำลวดลายควิลต์แบบ “Shell” (Shell-design Quilting) พร้อมงานเจาะรู (Perforations) ที่เน้นความแม่นยำระดับรายละเอียดเดียวกับงานตัดเย็บของโรงงาน สอดรับกับพรมพื้นและซับสัมภาระท้าย ที่ใช้ลายควิลต์แบบเดียวกัน เพื่อทำให้ “ธีม” ของห้องโดยสารเชื่อมกันทั้งคัน


ในบางจุดบนตัวเบาะมีการใส่แพทเทิร์น “Heritage” เพื่อระลึกถึงการก่อตั้ง BRABUS ในปี 1977 ผ่านโลโก้ “77” แบบปั๊มนูน และเพื่อให้ความพิเศษทำงานร่วมกับบรรยากาศภายในแบบรถยุคใหม่ มีแผ่นกันรอยธรณีประตูคาร์บอนพร้อมโลโก้ BRABUS แบบมีไฟ (Carbon Scuff Plates with Backlit BRABUS Logo) ซึ่งเปลี่ยนสีไปพร้อมกับ Ambient Interior Lighting รวมถึงงานตกแต่งคาร์บอนจำนวนมาก


เมื่อมอง BRABUS 1000 ในฐานะ “งานวิศวกรรม” ภาพที่ชัดที่สุด คือการทำให้รถไฮบริดสมรรถนะสูงไม่ใช่เพียงการเอาเครื่องแรงมาจับคู่มอเตอร์ แต่เป็นการจัดสรรบทบาทของเครื่องยนต์ขยายความจุ 4.5 ลิตร (4,407 ซีซี) กับมอเตอร์ไฟฟ้าบนเพลาหลังให้ร่วมกันทำงานอย่างกลมกลืน ผ่านเกียร์ 9 สปีดและระบบ 4MATIC+ พร้อมการจำกัดแรงบิดรวมด้วยอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรักษาความทนทาน จากนั้นจึง “ห่อหุ้ม” สมรรถนะด้วยแอโรไดนามิกคาร์บอนที่ผ่านอุโมงค์ลม ล้อฟอร์จสเปกเฉพาะ และช่วงล่างที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ขับปรับความสูงรถได้จริง

ท้ายที่สุด รถคันนี้กำลังเล่าเรื่องเดียวกับอุตสาหกรรมสมรรถนะสูงทั้งโลก นั่นคือ ความเร็วที่แท้จริง ไม่ได้จบที่ตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. แต่จบที่ความสามารถในการควบคุม และยืนยันตัวตนของความพิเศษได้ครบทั้งโลกจริงและโลกดิจิทัล ตั้งแต่วินาทีแรกที่แรงบิดถูกส่งลงพื้นถนน

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้