The new Mercedes-Benz S-Class | เรือธงที่ทำให้คำว่า หรู ฉลาดขึ้น และเดินทางได้ละเมียดกว่าเดิม

89 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Mercedes-Benz S-Class โมเดลปี 2026 คือการอัปเดตครั้งใหญ่ของ S-Class (W223) มากกว่าจะเป็นการปรับโฉมแบบผิวเผิน เพราะมากกว่าครึ่งหนึ่งของตัวรถถูกพัฒนาใหม่หรือปรับปรุงใหม่ คิดเป็นราว 2,700 ชิ้นส่วน และทั้งหมดถูกวางอยู่บนแนวคิดเดียวกัน คือทำให้ S-Class ยังคงเป็นมาตรฐานอ้างอิงของรถซีดานระดับเรือธงประจำค่าย ด้วยบุคลิกที่ผสานวิศวกรรม ความประณีต และบรรยากาศแบบ “Welcome home” เอาไว้ในคันเดียวอย่างแนบเนียน



สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การสร้าง “presence” ใหม่ให้รถคันนี้ ด้านหน้ามาพร้อมกระจังหน้าที่ใหญ่ขึ้นราว 20 เปอร์เซ็นต์ และเป็นครั้งแรกที่ดาวสามแฉกบนฝากระโปรงสามารถเรืองแสงได้ (เป็นออปชัน) ขณะที่ชุดไฟหน้า DIGITAL LIGHT รุ่นใหม่เปลี่ยนไปใช้ micro-LED ให้พื้นที่ส่องสว่างความละเอียดสูงมากขึ้นราว 40 เปอร์เซ็นต์ และมี ULTRA RANGE high beam ส่องไกลได้ถึง 600 เมตร พร้อมการหักเหลำแสงตามสภาพถนนจากข้อมูลกล้องและแผนที่ จึงไม่ใช่แค่ไฟที่สว่างกว่าเดิม แต่เป็นระบบแสงที่ “คิด” ได้ละเอียดกว่าเดิมด้วย ส่วนท้ายรถก็ย้ำตัวตน S-Class ด้วยลายดาวสามแฉกในโคมไฟท้ายและระบบฉายคำว่า “Mercedes-Benz” ลงพื้นข้างตัวรถในจังหวะต้อนรับและส่งผู้โดยสาร


ถ้ามองลึกกว่าภาพลักษณ์ภายนอก จะพบว่า S-Class ใหม่พยายามย้ายความหรูจาก “วัสดุ” ไปสู่ “ประสบการณ์เฉพาะบุคคล” มากขึ้น ภายในห้องโดยสารถูกจัดวางใหม่ด้วย MBUX Superscreen เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แผงคอนโซลและแผงประตูเชื่อมต่อกันจนเกิดความรู้สึกโปร่งและต่อเนื่อง วัสดุตกแต่งใหม่มีทั้งไม้ open-pore oak, ไม้ walnut ลาย fishbone และพื้นผิว metallic textile blend



ขณะเดียวกัน Mercedes-Benz ยังเปิดทางให้ลูกค้าออกแบบรถได้ลึกยิ่งขึ้น ผ่าน MANUFAKTUR Made to Measure ซึ่งเลือกสีภายนอกได้มากกว่า 150 สี และสีภายในมากกว่า 400 สี นับเป็นการนำแนวคิด bespoke luxury เข้ามาอยู่ในรถโปรดักชันอย่างเต็มตัว นอกจากนี้ยังมีทางเลือกห้องโดยสารแบบ leather-free สี stormy grey ที่ใช้ผ้า Mirville ผสมเส้นใยลินินและ polyester รีไซเคิล เพิ่มมิติของความหรูที่ร่วมสมัยมากขึ้นด้วย



หัวใจสำคัญของ S-Class รุ่นล่าสุด อยู่ที่ระบบ Mercedes-Benz Operating System หรือ MB.OS ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนสมองกลางของรถ ระบบนี้เชื่อมทุกโดเมนของรถตั้งแต่ infotainment, ระบบช่วยขับ, ไปจนถึงสมรรถนะการขับเคลื่อน เข้าด้วยกันบนสถาปัตยกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แบบใหม่ และเชื่อมต่อกับ Mercedes-Benz Intelligent Cloud เพื่อรองรับการอัปเดตแบบ over-the-air ได้ต่อเนื่อง ความน่าสนใจคือ Mercedes-Benz ไม่ได้มองซอฟต์แวร์เป็นเพียงฟังก์ชันเสริม แต่ยกระดับให้เป็นแกนหลักของประสบการณ์การใช้งานรถทั้งคัน


 
เมื่อมีสมองกลางที่ฉลาดขึ้น ระบบช่วยขับ MB.DRIVE ก็ขยับไปอีกขั้น รถคันนี้ใช้ข้อมูลจากกล้องภายนอก 10 ตัว เรดาร์ 5 ตัว และ ultrasonic sensor 12 ตัว ประมวลผลผ่านคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงเพื่ออ่านสภาพแวดล้อมรอบคันแบบเรียลไทม์ ฟังก์ชันพื้นฐานมีตั้งแต่ Distance Assist DISTRONIC, Steering Assist, Lane Change Assist ไปจนถึง Evasive Steering Function Plus (รถจะช่วยหักพวงมาลัยหลบภายในแนวช่องทางเดินรถของตัวเอง เพื่อลดความเสี่ยงของการชน โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเลนออกไปก่อน)

ส่วน MB.DRIVE ASSIST PRO เพิ่มความสามารถอย่างการเบรกอัตโนมัติที่ป้ายหยุดหรือสัญญาณไฟ และรองรับการขับแบบ point-to-point ในการจราจรหนาแน่นตามกฎระเบียบของแต่ละประเทศ ขณะที่ระบบจอดรถก็ฉลาดขึ้น ทั้งการหาที่จอดแบบเฉียง การช่วยถอยย้อนเส้นทางเดิม และภาพรอบคัน 360 องศาที่เตือนระยะชิดขอบล้อได้ละเอียดกว่าเดิม


ฝั่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับรถ S-Class ใหม่พัฒนา MBUX มาถึงเจเนอเรชันที่ 4 โดยผสาน ChatGPT-4o, Microsoft Bing และ Google Gemini เข้าไว้ใน MBUX Virtual Assistant ทำให้ “Hey Mercedes” มีบทสนทนาแบบหลายช่วง มี short-term memory และสลับแหล่งข้อมูลตามบริบทได้ จุดเด่นอยู่ที่การทำให้ AI ไม่ดูเป็นเมนูสั่งงานแข็ง ๆ แต่กลายเป็นผู้ช่วยดิจิทัลที่มีอวตาร มีอารมณ์ และสื่อสารเป็นธรรมชาติมากขึ้น


ตัวระบบแสดงผลก็ทันสมัยกว่าเดิมด้วย MBUX Superscreen ที่รวมจอกลาง 14.4 นิ้ว กับจอผู้โดยสาร 12.3 นิ้วไว้ใต้กระจกแผ่นเดียว พร้อมจอมาตรวัด 12.3 นิ้วที่มีออปชัน 3D และเทคโนโลยี Dual Light Control ที่ช่วยลดการรบกวนสายตาของผู้ขับจากจอฝั่งผู้โดยสาร หน้าแสดงผลแบบ Zero Layer, การจัดกลุ่มแอป และ MBUX Surround Navigation ที่ซ้อนข้อมูลจาก Google Maps, มุมมอง 3D และ AR head-up display ทำให้การนำทางไม่ใช่แค่บอกทาง แต่ช่วยให้ผู้ขับ “เห็นภาพ” สิ่งที่รถกำลังรับรู้จริง ๆ



ความเป็น “boardroom on wheels” ชัดเจนขึ้นมากในห้องโดยสารตอนหลัง โดยเฉพาะรุ่นฐานล้อยาวที่ติดตั้ง First-Class rear compartment ผู้โดยสารหลังได้จอ MBUX High-End Rear Seat Entertainment ขนาด 13.1 นิ้ว 2 จอ พร้อมรีโมต MBUX แบบถอดแยกได้ 2 ตัว ใช้ควบคุมแอร์ ระบบไฟ บังแดด เบาะนั่ง และมัลติมีเดียได้อย่างอิสระ


กล้องภายในและกล้อง full HD ในระบบหลังยังรองรับการประชุมผ่าน Microsoft Teams, Zoom และ Webex ระหว่างรถกำลังเคลื่อนที่ตามกฎหมายของแต่ละประเทศ จึงทำให้ S-Class รุ่นนี้ไม่ใช่แค่รถสำหรับนั่งสบาย แต่เป็นพื้นที่ทำงานเคลื่อนที่ที่ออกแบบมาจริงจัง ขณะเดียวกันสายบันเทิงก็ได้ประโยชน์จากการรองรับ Disney+, RIDEVU, YouTube, Audible และ Amazon Music รวมถึงระบบเสียง Burmester® High-End 4D ที่ให้ลำโพงสูงสุด 39 ตำแหน่ง กำลังขับ 1,750 วัตต์ พร้อม Dolby Atmos® และ tactile transducer ที่ถ่ายทอดแรงสั่นเข้าสู่เบาะโดยตรง


ในมิติของความสบาย S-Class ใหม่ยังมีรายละเอียดที่สะท้อนความเป็น Mercedes-Benz ได้ดีมาก เช่น heated seat belt ที่อุ่นได้สูงสุด 44 องศาเซลเซียส ช่วยให้ความรู้สึกสบายในอากาศเย็นและกระตุ้นให้ผู้โดยสารถอดเสื้อหนาก่อนคาดเข็มขัด เพื่อให้ระบบเข็มขัดนิรภัยทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบ Digital Vent Control ก็ยกระดับช่องแอร์จากชิ้นส่วนกลไกธรรมดา ให้กลายเป็นอุปกรณ์ที่ปรับทิศทางลมอัตโนมัติตามสถานการณ์และโปรไฟล์ผู้ใช้

ส่วนคุณภาพอากาศในห้องโดยสารถูกดูแลด้วย electric filter และ ENERGIZING AIR CONTROL ที่กรองอนุภาคละเอียดระดับ PM2.5 ตรวจจับ NOx (ไนโตรเจนออกไซด์) และ CO (คาร์บอนมอนอกไซด์) และรีเฟรชอากาศในห้องโดยสารได้ทุก 90 วินาที

เบาะคู่หน้าปรับด้วยมอเตอร์ได้สูงสุด 19 ตัว และมีโปรแกรมนวด 6 รูปแบบ ขณะที่ตอนหลังมีแพ็กเกจให้เลือกตั้งแต่เบาะปรับไฟฟ้าไปจนถึง rear business centre console แบบเต็มความยาวพร้อมช่องแช่เย็น ที่วางแก้วควบคุมอุณหภูมิ พอร์ต USB-C ชาร์จเร็ว และองค์ประกอบ ambient lighting ที่เชื่อมต่อทั้งคอนโซลอย่างละเอียด
 

ด้านระบบขับเคลื่อนคืออีกพื้นที่ที่ Mercedes-Benz ทำงานเชิงวิศวกรรมค่อนข้างลึก เครื่องยนต์ V8 รหัส “M 177 Evo” ใน S 580 4MATIC long version ให้กำลัง 395 kW (537 hp) แรงบิด 750 Nm โดยได้ทั้งการตอบสนองที่ไวขึ้น และทำงานนิ่ง เรียบ และเนียนยิ่งขึ้น จากการปรับระบบฉีดเชื้อเพลิง พอร์ตไอดี-ไอเสีย แคมชาฟท์ รวมถึง turbocharger


ขณะเดียวกันตระกูลเครื่องยนต์ 6 สูบ แถวเรียง รหัส “M 256 Evo” ใน S 450 4MATIC long version และ S 500 4MATIC long version ให้กำลัง 280 kW (381 hp) และ 330 kW (449 hp) ตามลำดับ โดยรุ่น S 500 มีแรงบิด 600 Nm และระบบ overtorque สูงสุด 640 Nm ในบางจังหวะใช้งาน


ส่วนขุมพลังดีเซล รหัส “OM 656 Evo” ใน S 350 d 4MATIC long version และ S 450 d 4MATIC long version ให้กำลัง 230 kW (313 hp) กับ 270 kW (367 hp) แรงบิด 650 และ 750 Nm ตามลำดับ พร้อมจุดเด่นสำคัญคือ electrically heated catalytic converter สำหรับเร่งประสิทธิภาพการบำบัดไอเสียตั้งแต่ช่วงอุณหภูมิต่ำ


โดยกลุ่มเครื่องยนต์สันดาปภายในทั้งหมด ทำงานร่วมกับระบบ ISG (Integrated Starter-Generator) หรือระบบที่รวมหน้าที่ของ มอเตอร์สตาร์ต และ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไว้ด้วยกันในชุดเดียว ใน Mercedes-Benz S-Class ระบบดังกล่าวทำงานร่วมกับระบบไฟ 48 V และให้กำลังสูงสุด 17 kW โดย Mercedes-Benz ใช้ ISG เป็นส่วนหนึ่งของระบบ mild hybrid เพื่อช่วยให้เครื่องยนต์สันดาปทำงานได้นุ่มนวล ประหยัดขึ้น และตอบสนองดีขึ้นในช่วงรอบต่ำ

ถ้าต้องการสมรรถนะ พร้อมการขับแบบใช้ไฟฟ้าได้จริง รุ่น plug-in hybrid ก็ชัดเจนมากขึ้น S 450 e long version ให้กำลังรวม 320 kW (435 hp) แรงบิด 680 Nm ส่วน S 580 e 4MATIC long version ขยับไปที่ 430 kW (585 hp) และ 750 Nm ทั้งสองรุ่นใช้แบตเตอรี่ HV ขนาด 21.96 kWh

โดยระยะทางการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน ๆ อยู่ที่ 95–117 กิโลเมตร (WLTP) สำหรับ S 450 e long version และ 92–103 กิโลเมตร (WLTP) สำหรับ S 580 e 4MATIC long version ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ S-Class ไม่ได้มองไฟฟ้าเป็นเพียงส่วนเสริมของความประหยัด แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของความเงียบ ความนุ่ม และการตอบสนองที่สมศักดิ์ศรีรถเรือธง

ใต้ความนุ่มนวลนั้นยังมีระบบช่วงล่างที่ฉลาดขึ้น AIRMATIC และ E-ACTIVE BODY CONTROL ถูกเชื่อมเข้ากับ intelligent damping ที่ใช้ข้อมูล Car-to-X (การสื่อสาร ระหว่างรถกับรถคันอื่น และ ระหว่างรถกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการจราจร) ผ่าน cloud เพื่อเตรียมปรับแต่งระกับการหน่วง ก่อนเจอลูกระนาด ทำให้รถซับแรงได้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ระบบ rear-axle steering หรือล้อหลังช่วยเลี้ยว หักเลี้ยวได้ 4.5 องศา เป็นมาตรฐาน และมีอ็อพชันหักเลี้ยวได้สูงสุดถึง 10 องศา มาให้เลือกจ่ายเพิ่ม ช่วยลดวงเลี้ยวลงเกือบ 2 เมตร ในรุ่นฐานล้อยาว แต่เมื่อใช้ความเร็วสูง ล้อหลังจะหักเลี้ยวในทิศทางเดียวกับล้อหน้า ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการยึดเกาะของหน้ายาง ขณะใช้ความเร็ว

ระบบ intelligent cloud-based damper regulation คือหนึ่งในรายละเอียดเชิงวิศวกรรมที่สะท้อนแนวคิดของ S-Class ได้ชัดเจนมาก เพราะ Mercedes-Benz ไม่ได้มองช่วงล่างเป็นเพียงชุดกลไกที่ตอบสนอง “หลัง” รถเจอพื้นถนนเท่านั้น แต่พยายามทำให้ระบบกันสะเทือนรับรู้สภาพถนนล่วงหน้าและเตรียมตัวก่อนถึงสิ่งกีดขวางจริง แนวคิดนี้ถูกพัฒนาให้ทำงานร่วมกับระบบช่วงล่าง AIRMATIC และ E-ACTIVE BODY CONTROL เพื่อยกระดับความนุ่มนวล โดยเฉพาะเวลารถวิ่งผ่านลูกระนาดยาวหรือพื้นผิวที่ทำให้ตัวถังเกิดการเคลื่อนขึ้นลงอย่างชัดเจน



หลักการทำงานของระบบนี้อยู่ที่การควบคุมแรงหน่วงของโช้กอัพหรือ damping แบบเชิงรุก ก่อนที่รถจะขึ้นผ่านสิ่งกีดขวางบางประเภท ระบบจะสั่งปรับค่าการหน่วงด้วยไฟฟ้าล่วงหน้า เพื่อให้ตัวรถรับแรงกระแทกได้เหมาะสมกว่าเดิม Mercedes-Benz อธิบายว่า ระบบสามารถแยกความแตกต่างระหว่างพื้นผิวขรุขระแบบสั้นและคม เช่น หลุมบ่อ กับลูกระนาดยาวที่ทำให้ตัวรถเกิดการโยนขึ้นลง หากเป็นหลุมบ่อ ระบบจะเน้นการตรวจจับและแจ้งเตือน แต่ถ้าเป็นลูกระนาดยาว ระบบจะเตรียมช่วงล่างล่วงหน้า เพื่อช่วยลดอาการสะเทือน และเพิ่มความสบายในการโดยสารอย่างมีนัยสำคัญ



ความน่าสนใจจริง ๆ อยู่ตรงคำว่า cloud-based เพราะ S-Class รุ่นใหม่นำข้อมูลจากระบบ Car-to-X มาใช้ร่วมกับ Mercedes-Benz Intelligent Cloud กล่าวคือ รถที่วิ่งผ่านเส้นทางเดียวกันก่อนหน้า สามารถส่งข้อมูลเกี่ยวกับสภาพพื้นถนนไปยังระบบกลางได้ จากนั้นข้อมูลดังกล่าวจะถูกเก็บไว้ใน cloud นานสูงสุด 14 วัน เพื่อให้รถคันอื่นที่มีระบบช่วงล่างรูปแบบเดียวกันนี้ สามารถใช้ข้อมูลนั้นเตรียมการทำงานของช่วงล่างล่วงหน้าได้ เมื่อรถกำลังเข้าใกล้ตำแหน่งเดิม ช่วงล่างจึงไม่ต้องรอให้ล้อสัมผัสสิ่งกีดขวางก่อนแล้วค่อยตอบสนอง แต่สามารถ “ตั้งท่ารับ” ได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำกว่าเดิม

ในเชิงประสบการณ์ใช้งาน ระบบนี้มีผลอย่างมากต่อบุคลิกของรถ เพราะช่วยให้การเคลื่อนตัวของตัวถังนุ่มนวลและนิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้โดยสารตอนหลังจะรับรู้ถึงความแตกต่างได้ชัดเจน Mercedes-Benz ระบุว่า การปรับ damper ล่วงหน้าแบบนี้ ช่วยเพิ่มความสบายเมื่อผ่านลูกระนาดยาว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รถหรูขนาดใหญ่ต้องจัดการให้ดีมากเป็นพิเศษ เนื่องจากการเคลื่อนตัวในแนวดิ่งของตัวถังมีผลต่อความรู้สึกนั่งโดยสารโดยตรง นี่จึงไม่ใช่เรื่องของ “ความนุ่ม” แบบกว้าง ๆ แต่เป็นการควบคุมพลวัตการเคลื่อนตัวของตัวรถอย่างละเอียด เพื่อให้ความสบายเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ


อีกจุดที่ทำให้เทคโนโลยีนี้น่าสนใจคือมันไม่ได้ทำงานโดดเดี่ยว หากรถติดตั้ง E-ACTIVE BODY CONTROL ระบบก็จะยิ่งมีศักยภาพสูงขึ้น เพราะช่วงล่างแบบแอคทีฟ สามารถควบคุมแรงสปริงและแรงหน่วงแยกอิสระในแต่ละล้อได้ ส่งผลให้รถลดอาการโคลง (roll) อาการยุบเงย (pitch) และการยกตัว (lift) ได้ละเอียดกว่าเดิม จึงเป็นการเชื่อมโลกของข้อมูลดิจิทัลกับระบบกลไกช่วงล่างเข้าหากันอย่างเป็นรูปธรรม Mercedes-Benz ยังระบุด้วยว่าฟังก์ชันนี้เป็นเทคโนโลยีที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง และได้ยื่นจดสิทธิบัตรไว้แล้ว สะท้อนว่า ระบบดังกล่าวไม่ใช่เพียงการปรับจูนโช้คอัพทั่วไป แต่เป็นการใช้ข้อมูลเครือข่ายมาช่วยยกระดับคุณภาพการโดยสารของรถเรือธงโดยตรง

สรุป intelligent cloud-based damper regulation คือระบบช่วงล่างที่ใช้ข้อมูลจากรถคันอื่นและจาก cloud มาช่วยให้ S-Class รู้ล่วงหน้าว่าถนนข้างหน้ามีลักษณะอย่างไร แล้วปรับการทำงานของโช้คอัพให้เหมาะสม ก่อนรถจะผ่านจุดนั้นจริง ผลลัพธ์คือความนิ่ง ความนุ่ม และความสงบในห้องโดยสารที่ไม่ได้เกิดจากการใช้ชิ้นส่วนกลไกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำให้ช่วงล่าง “มองถนนล่วงหน้า” ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งนี่เอง คือวิธีคิดแบบ S-Class ในยุคซอฟต์แวร์นำวิศวกรรม


แม้ในปลายสุดของสายพันธุ์ S-Class ยังมีการผลักขีดจำกัดทางเทคโนโลยีต่อไปในรุ่น S 680 GUARD 4MATIC เป็นรถกันกระสุนที่ได้มาตรฐานป้องกัน VR10 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดสำหรับรถพลเรือน ตัวรถใช้โครงสร้างป้องกันแบบ Integrated Protection System (iSS) เป็นการออกแบบ “ชิ้นเกราะ” ให้เป็นส่วนเดียวกับโครงสร้างหลักของรถ ตืดตั้งเครื่องยนต์ V12 biturbo ขนาด 6.0 ลิตร ให้กำลัง 450 kW และแรงบิด 830 Nm แสดงให้เห็นว่า Mercedes-Benz ยังมอง S-Class เป็นแพลตฟอร์มที่ขยายไปได้ตั้งแต่ความหรูหราแบบไร้ข้อจำกัด ไปจนถึงความปลอดภัยระดับผู้นำประเทศ


ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด The new Mercedes-Benz S-Class ไม่ได้พยายามชนะคู่แข่งด้วยจุดขายเพียงจุดเดียว แต่เลือกทำให้ทุกจุดของรถ “ประณีตขึ้น” พร้อมกัน ตั้งแต่ระบบส่องสว่าง ซอฟต์แวร์ ระบบช่วยขับ พื้นที่ทำงานตอนหลัง คุณภาพอากาศในห้องโดยสาร ไปจนถึงระบบขับเคลื่อนและความปลอดภัย ผลลัพธ์คือรถเรือธงที่ยังรักษาแก่นของ S-Class เอาไว้ครบถ้วน แต่เปลี่ยนรูปแบบความหรูจากการนั่งสบายเฉย ๆ ไปสู่ความหรูที่รับรู้ได้ผ่านข้อมูล ปฏิสัมพันธ์ และความฉลาดของระบบทั้งคัน นี่จึงไม่ใช่แค่ S-Class ที่ดีขึ้น แต่เป็น S-Class ที่เข้าใจโลกยุคใหม่มากขึ้น อย่างแท้จริง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้