Mercedes-Maybach GLS 680 SUV เมื่อความหรูไม่ได้อยู่แค่สิ่งที่มองเห็น แต่อยู่ในทุกการเคลื่อนไหว

85 จำนวนผู้เข้าชม  | 

รถระดับ Mercedes-Maybach ไม่ได้แข่งขันกันด้วยตัวเลขแรงม้าเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังคือความรู้สึกว่าโลกภายนอกถูกทิ้งไว้หลังประตูทันทีที่ก้าวขึ้นรถ The new Mercedes-Maybach GLS จึงไม่ได้เปลี่ยนโฉมแบบพลิกสูตรเดิม แต่เลือกปรับรายละเอียดแทบทุกด้าน ตั้งแต่งานออกแบบ ระบบกรองอากาศ การลดเสียงสะเทือน ช่วงล่างที่อ่านข้อมูลถนนจาก Cloud ไปจนถึงระบบช่วยขับในเมือง จุดน่าสนใจคือ เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาโชว์ความซับซ้อน หากทำหน้าที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อให้รถขนาดใหญ่ น้ำหนักตัว 2,810 กิโลกรัม เคลื่อนที่อย่างนุ่มนวล และเป็นธรรมชาติที่สุด

 งานออกแบบที่ใช้แสงสร้างตัวตน 


ด้านหน้าถูกปรับให้มีบุคลิกชัดขึ้นด้วยกระจังหน้า Maybach specific radiator grille ซึ่งมีเส้นกรอบเรืองแสง พร้อมตัวอักษร MAYBACH ที่ส่องสว่างอยู่ภายในกรอบกระจังหน้าเป็นครั้งแรกในตระกูล GLS ส่วนตราดาวตั้งบนฝากระโปรงสามารถติดตั้งระบบส่องสว่างได้ (ในบางตลาด)

ชุดไฟหน้า DIGITAL LIGHT ใช้รายละเอียดสี Rose Gold บริเวณโมดูลรูปดาว เสริมด้วย Maybach emblem และ Ambient Lighting ที่เชื่อมแนวสายตาจากโคมไฟเข้าสู่กระจังหน้า แผงสีดำตรงกลางช่วยรวมองค์ประกอบทั้งหมดให้ดูเป็นชิ้นเดียว ขณะที่ช่องรับอากาศใช้ลวดลาย Maybach เคลือบ Chrome  พร้อมแผ่นป้องกันใต้กันชนที่หุ้มด้วย Chrome เช่นกัน


ด้านท้ายใช้แผงตกแต่งเชื่อมไฟท้ายเข้าหากัน เพื่อเน้นความกว้าง ภายในโคมไฟมีลายดาวสามมิติกรอบ Chrome ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่ช่วยแยก GLS รุ่นปกติออกจากโลกของ Maybach ได้ทันที สีตัวถังใหม่ประกอบด้วย Dark Petrol non-metallic, MANUFAKTUR Patagonia Red metallic และสีทูโทน Dark Petrol non-metallic/Verde Silver metallic


อีกเทคโนโลยีที่เหมือนสร้างขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่า “รายละเอียดไม่มีคำว่าเล็กเกินไป” คือล้อ Forged ขนาด 23 นิ้ว ตราดาวตรงกลางใช้กลไกลูกปืนและแรงโน้มถ่วงช่วย “รักษาตำแหน่งให้ตั้งตรง” แม้ตัวล้อกำลังหมุน ส่วนล้อขนาด 22 นิ้ว ลาย 20 รู ก็ถูกเพิ่มเป็นทางเลือกใหม่


บันไดข้าง Electric Running Boards กางออกภายในเวลาไม่ถึง 1 วินาที เมื่อเปิดประตู พื้นบันไดผลิตจาก Anodised Aluminium สลับแถบยางกันลื่น พร้อม LED และภาพลาย Mercedes-Maybach ที่ฉายลงบนพื้น และเมื่อปิดประตู บันไดจะพับเก็บเข้าไปในชายตัวถังโดยอัตโนมัติ

สำหรับ Night Series บุคลิกจะเข้มขึ้นด้วยชิ้นส่วน Dark Chrome บันไดข้างสีดำ ล้อ 23 นิ้ว แบบเจ็ดก้านพร้อมลาย Maybach ตลอดจนชุดสีภายนอกและห้องโดยสารที่เน้น Black Pearl Nappa leather หรือ Crystal White ตัดกับสีดำ

 MANUFAKTUR เมื่อหัตถกรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิศวกรรม 


MANUFAKTUR programme เปิดโอกาสให้เจ้าของเลือกวัสดุ สี และการตกแต่งได้ละเอียดกว่ารถผลิตทั่วไป หนึ่งในงานที่สะท้อนความประณีตที่สุดคือการหุ้มเพดานด้วยหนังเต็มพื้นที่ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่สุดที่ผลิตใน MANUFAKTUR เมือง Sindelfingen

เพดานแต่ละชุดประกอบขึ้นจากหนังที่ตัดอย่างแม่นยำสูงสุด 20 ชิ้น และเย็บทั้งหมดโดยช่างเพียงคนเดียว แนวคิดนี้ต่างจากการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่พยายามลดความแตกต่างระหว่างชิ้นงาน เพราะ Maybach ต้องการให้ฝีมือของช่างแต่ละคน กลายเป็นลายเซ็นส่วนตัวบนรถแต่ละคัน

ตัวรถประกอบที่โรงงาน Tuscaloosa รัฐ Alabama ก่อนเข้าสู่สถานีเฉพาะซึ่งช่าง Maybach สองคนรับผิดชอบงานตกแต่งภายในของรถแต่ละคันจนเสร็จ กระบวนการนี้แยกออกจากสายการผลิต SUV ปกติ เพื่อควบคุมการติดตั้ง Nappa leather และชิ้นไม้ให้ได้มาตรฐานเดียวกันตลอดทั้งคัน

 ห้องโดยสารที่ดูแลผู้โดยสารมากกว่าความบันเทิง 

ศูนย์กลางของห้องโดยสารคือ MBUX Superscreen ซึ่งรวมจอขนาด 12.3 นิ้ว จำนวนสามจอไว้ใต้ผิวกระจกต่อเนื่อง แสดงผลด้วยกราฟิก Maybach specific ทั้งมาตรวัดสี Rose Gold ตราสัญลักษณ์สีทอง และพื้นหลังที่ใช้โทน Gold, Rose Gold และ Black

ช่องแอร์แบบเรืองแสงถูกฝังเข้าไปในผิวกระจกด้านข้างจอ แทนครีบปรับทิศทางแบบเดิมด้วยชิ้นส่วนลักษณะคล้าย Gondola ซึ่งหมุนเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ทำให้ช่องแอร์เป็นทั้งอุปกรณ์ควบคุมลมและส่วนหนึ่งของงานประติมากรรมบนแผงหน้าปัด


เบาะหน้า Multi-contour Seats เพิ่มระบบ Vibration Massage บริเวณเบาะรองนั่ง ส่วน Executive Seats ด้านหลัง เพิ่มการนวดบริเวณน่องเป็นครั้งแรกใน GLS ช่วยลดความล้าของผู้โดยสารที่ต้องนั่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน


วัสดุใหม่ประกอบด้วย Maybach Exclusive Nappa leather สี Beech Brown/Macchiato Beige รวมถึงไม้ Brown Open-pore V-groove Walnut และวัสดุผสมลาย Diamond สี Silver/Black แบบ High-gloss บริเวณคอนโซลระหว่างเบาะหลังยังซ่อนตู้เย็นกระจกใส ซึ่งรองรับขวดแชมเปญขนาด 0.75 ลิตร ได้สองขวด


ระบบเสียง Burmester 3D Surround Sound System with Dolby Atmos เพิ่มลำโพง Surround ด้านหลังอีกสองตัว รวมเป็น 15 ตัว พร้อม Amplifier กำลัง 710 วัตต์ สิ่งที่ได้จึงไม่ใช่แค่เสียงดังขึ้น แต่เป็นเวทีเสียงที่โอบล้อมผู้โดยสารได้ทั่วถึงกว่าเดิม

 อากาศสะอาดและความเงียบ ที่สร้างขึ้นด้วยวิศวกรรม 


ระบบกรองอากาศแบบหลายขั้นตอนสามารถหมุนเวียนอากาศภายในห้องโดยสารได้ประมาณทุก 90 วินาที โดย Electric Cabin Air Filter จะสร้างประจุไฟฟ้าให้ฝุ่นละเอียด เพื่อให้ตัวกรองดักจับได้ง่ายขึ้น ขณะที่ Pre-filter จัดการอนุภาคขนาดใหญ่ก่อนเข้าสู่ห้องโดยสาร ระบบยังทำงานต่อเนื่องเมื่อเปิดโหมดหมุนเวียนอากาศภายใน

ความเงียบไม่ได้อาศัยกระจกหนาเพียงอย่างเดียว อุโมงค์เกียร์และผนังกั้นห้องเครื่องถูกบุด้วยวัสดุ Non-woven ส่วนฝาครอบเครื่องยนต์ติดตั้งแผ่นซับเสียงที่มีมวลสูง เพื่อลดเสียงการเผาไหม้ย่านความถี่สูง ภายในโพรงโครงสร้างตัวถังบางตำแหน่ง ยังเสริม Acoustic Foam เพื่อลดเสียงเครื่องยนต์ ยาง และกระแสลมไปพร้อมกัน

 V8 Mild Hybrid แรงขึ้นโดยไม่ทำลายความสงบ 

หัวใจของ GLS 680 คือเครื่องยนต์ V8 Biturbo รหัส “M177 EVO” ความจุ 3,982 ซีซี ให้กำลัง 450 กิโลวัตต์ หรือ 612 แรงม้า (hp) ที่ 5,500–6,100 รอบ/นาที แรงบิด 850 นิวตันเมตร ที่ 2,500–4,500 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับ ISG 2.0 ซึ่งเสริมกำลังช่วงสั้นอีก 17 กิโลวัตต์ หรือ 23 แรงม้า

ISG 2.0 เป็น Integrated Starter Generator เจเนอเรชันที่สองบนระบบไฟฟ้า 48 โวลต์ ทำหน้าที่เติมแรงบิดในช่วงที่เครื่องยนต์ยังตอบสนองไม่เต็มที่ รองรับการปล่อยรถไหล การนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ และการดับ–ติดเครื่องยนต์ ที่แทบไม่สร้างแรงสะเทือน

เครื่องยนต์ยังเพิ่ม Lanchester Balance Shafts สองเพลาเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนจากการทำงานของ V8 เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้รถรู้สึกดุดันขึ้น แต่ทำให้กำลังระดับใกล้เคียงเครื่องยนต์ 12 สูบ ถูกส่งออกมาอย่างต่อเนื่องและสงบ DYNAMIC SELECT ยังมี MAYBACH driving programme ซึ่งปรับการตอบสนองให้เน้นความสบายโดยเฉพาะ


แม้ตัวรถมีความยาว 5,219 มิลลิเมตร, กว้าง 2,030 มิลลิเมตร และฐานล้อ 3,135 มิลลิเมตร แต่ยังเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ได้ใน 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน WLTP อยู่ที่ 13.7–13.3 ลิตร/100 กิโลเมตร

 ช่วงล่างที่รู้สภาพถนนล่วงหน้า 

AIRMATIC รุ่นใหม่ ไม่ได้รอให้ล้อกระแทกหลุมแล้วจึงปรับโช้คอัพ แต่รับข้อมูล “Car-to-X” แบบ Real-time จากรถ Mercedes-Benz คันอื่น ๆ ผ่าน Mercedes-Benz Intelligent Cloud ระบบจึงสามารถคาดการณ์สภาพผิวถนนล่วงหน้า และเตรียมค่าความหน่วงให้เหมาะสมก่อนถึงตำแหน่งนั้น โดยให้ความสำคัญกับความสบายของผู้โดยสารตอนหลัง

E-ACTIVE BODY CONTROL ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริม ยกระดับการควบคุมตัวถังขึ้นอีกขั้นด้วย Multi-core Processor จำนวนห้าชุดและ Sensor มากกว่า 20 ตัว ระบบวิเคราะห์สถานการณ์ 1,000 ครั้งต่อวินาที แล้วควบคุมแรงสปริงและแรงหน่วงของแต่ละล้อแยกจากกัน ช่วยลดอาการโคลงตัว หน้าทิ่มขณะเบรก และการเงยหน้าขณะเร่ง

ใน CURVE mode ตัวรถจะเอียงเข้าหาโค้งได้สูงสุด 3 องศา เพื่อลดแรงเหวี่ยงที่ผู้โดยสารรับรู้ ส่วน Offroad programme มี Rocking Mode ซึ่งยกและลดตัวรถเป็นจังหวะ ช่วยให้รถหลุดจากทรายหรือโคลน ระบบใช้ Motor-pump แรงดัน 48 โวลต์ ประจำแต่ละล้อ และสามารถนำพลังงานไฟฟ้าบางส่วนกลับมาใช้ใหม่ได้

พวงมาลัย Electro-mechanical ถูกปรับอัตราทดให้ตรงขึ้น ช่วยให้รถตอบสนองไวและแม่นยำกว่าเดิม การเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญกับ SUV ขนาดใหญ่ เพราะลดความรู้สึกว่าต้องหมุนพวงมาลัยมากเกินไปโดยไม่ทำลายความนิ่งในความเร็วสูง

 MB.OS เปลี่ยนรถให้พัฒนาต่อได้ หลังส่งมอบ 
Mercedes-Benz Operating System หรือ MB.OS เชื่อมรถเข้ากับ Mercedes-Benz Intelligent Cloud อย่างถาวร รองรับ Over-the-air Updates เพื่อเพิ่มฟังก์ชันและปรับประสบการณ์ใช้งานภายหลังการซื้อ

MBUX Zero Layer นำข้อมูลและคำแนะนำที่เกี่ยวข้องขึ้นมาแสดงโดยไม่ต้องค้นหาผ่านหลายเมนู ผู้ใช้สามารถจัดกลุ่ม ตั้งชื่อโฟลเดอร์ และติดตั้ง Application ได้มากกว่า 40 รายการ

MBUX Virtual Assistant ใช้เทคโนโลยีจาก Microsoft และ Google รวมถึง ChatGPT, Microsoft Bing Search และ Google Gemini เพื่อสนทนาแบบต่อเนื่อง เข้าใจบริบท และจดจำการสนทนาก่อนหน้า ตัว Assistant แสดงผลเป็นตราดาว Mercedes-Benz สี Rose Gold บนหน้าจอ

ผู้โดยสารด้านหลังมีจอ Full-HD ขนาด 11.6 นิ้ว สองจอ พร้อม Remote Control แยกสำหรับควบคุมระบบปรับอากาศ ม่านบังแดด และความบันเทิง กล้องที่ติดตั้งในห้องโดยสารยังรองรับ Video Call ระหว่างเดินทางได้ด้วย

 ระบบช่วยขับที่มองเห็นรอบรถ ด้วยพลังประมวลผลระดับ 254 TOPS 

GLS 680 ติดตั้งกล้องภายนอก 10 ตัว Radar Sensor 5 ตัว และ Ultrasonic Sensor 12 ตัว ข้อมูลทั้งหมดถูกประมวลผลโดย Supercomputer พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งมีกำลังสูงสุด 254 ล้านล้านคำสั่งต่อวินาที หรือ 254 TOPS

MB.DRIVE ASSIST PRO รวมระบบนำทางเข้ากับระบบช่วยขับแบบ SAE Level 2 สามารถช่วยควบคุมรถจากลานจอดไปยังจุดหมายผ่านสภาพการจราจรในเมือง ผู้ขับเพียงแตะมือไว้บนพวงมาลัยเพื่อพร้อมเข้าควบคุม ระบบ Cooperative Steering ยังทำงานต่อได้แม้ผู้ขับจะปรับทิศทางด้วยตนเองเล็กน้อย แต่ความรับผิดชอบยังคงอยู่กับผู้ขับตลอดเวลา

MB.DRIVE PARKING ASSIST ตรวจจับช่องจอดทั้งสองข้างได้เร็วขึ้น รองรับช่องจอดเฉียงและช่องที่ไม่มีเส้นสีขาว สามารถช่วยนำรถออกจากช่องได้แม้ผู้ขับจะเป็นผู้จอดเอง การควบคุมทำงานที่ความเร็วสูงสุด 5 กม./ชม. พร้อมระบบเตือนความเสี่ยงที่ล้อจะสัมผัสขอบทาง

หากขับเข้าไปในทางแคบจนไม่สามารถกลับรถได้ Reverse Manoeuvring Assist จะควบคุมรถถอยกลับตามเส้นทางเดิมได้ไกลถึง 150 เมตร พร้อมแสดงภาพจากกล้องและแนวเส้นทางบนหน้าจอกลาง

Mercedes-Maybach GLS 680 SUV ไม่ได้โดดเด่นเพราะมีระบบใดระบบหนึ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่เกิดจากการนำเครื่องยนต์ Mild Hybrid ช่วงล่าง Active ระบบ Cloud ซอฟต์แวร์ AI งานควบคุมเสียง และสุดยอดงานฝีมือ มาทำงานในทิศทางเดียวกัน


เทคโนโลยีทั้งหมดพยายามลดสิ่งที่ผู้โดยสารไม่อยากรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นแรงกระแทก เสียงเครื่องยนต์ ฝุ่นละเอียด ความยุ่งยากของเมนู หรือความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง นี่คือความหรูในแบบ Maybach ไม่ใช่การใส่อุปกรณ์ให้มากที่สุด แต่คือการทำให้ผู้โดยสารแทบไม่ต้องรับรู้เลยว่า เบื้องหลังความสงบนั้น มีระบบจำนวนมากกำลังทำงานอยู่ตลอดเวลา

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้