134 จำนวนผู้เข้าชม |

รถ SUV ขนาดกะทัดรัดมักถูกตั้งโจทย์ให้ทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่คล่องตัวในเมือง ขนสัมภาระสำหรับวันหยุด ไปจนถึงเดินทางไกลโดยไม่สร้างภาระให้ผู้ใช้ แต่สำหรับ The all-new Mercedes-Benz GLA โจทย์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงความอเนกประสงค์ Mercedes-Benz ต้องการทำให้เทคโนโลยีขั้นสูง กลายเป็นสิ่งที่ใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่ระบบขับเคลื่อน การชาร์จ ระบบช่วยขับ ไปจนถึงผู้ช่วยดิจิทัลที่สามารถสนทนาและจดจำบริบทได้
GLA เจเนอเรชันใหม่นี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนรูปลักษณ์ แต่เป็นการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมรถทั้งคัน โดยเปิดตัวพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 3 รุ่น ก่อนเสริมทางเลือกเครื่องยนต์สันดาปแบบ Electrified Combustion ในต้นปี 2027
สัดส่วนใหม่ ช่วยทั้งการทรงตัวและอากาศพลศาสตร์

ตัวรถมีความยาว 4,565 มิลลิเมตร กว้าง 1,873 มิลลิเมตร และสูง 1,604 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน (GLA: H247) ตัวถังเตี้ยลง 20 มิลลิเมตร ขณะที่ฐานล้อยาวขึ้นถึง 61 มิลลิเมตร เป็น 2,790 มิลลิเมตร พร้อมช่วงล้อหลังที่กว้างขึ้น และล้อขนาด 18–20 นิ้ว วางเกือบเสมอแนวตัวถัง
สัดส่วนดังกล่าวทำให้ GLA ดูสปอร์ตขึ้นโดยไม่ลดทอนความเป็น SUV หลังคาที่เตี้ยลง ช่วยลดพื้นที่ปะทะลม ส่วนฐานล้อที่ยาวขึ้นช่วยเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสาร และส่งเสริมเสถียรภาพขณะเดินทางด้วยความเร็วสูง เมื่อรวมกับการเก็บรายละเอียดใต้ท้องรถ และแนวตัวถังที่ลื่นไหล ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศจึงลดลงเหลือ 0.27 ซึ่งมีผลทั้งต่อเสียงลม และระยะทางขับขี่ของรุ่นไฟฟ้า

ด้านหน้าของ Electric GLA ใช้ Iconic Grille พร้อมกรอบโครเมียม แผงลายตาข่ายแบบกระจกรมควัน และดาวสามแฉกตรงกลาง ภายในประกอบด้วยจุดแสงโพลีคาร์บอเนต 608 จุด ทำงานร่วมกับ Micro-LED จำนวน 158 ดวง สามารถสร้างลำดับแสงให้สอดคล้องกับ Aura Sound ได้ ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ Electrified Combustion ใช้ Light-flooded Star Grille ซึ่งประกอบด้วยดาวชุบโครเมียม 150 ดวง
ผู้ใช้สามารถเลือกบุคลิกของรถได้ตั้งแต่ Style Line, PROGRESSIVE Line, AMG Line และ AMG Line Plus ตลอดจน Night Package และ Night Edition ที่เพิ่มชิ้นส่วนสีดำเงา ล้อเฉพาะรุ่น และรายละเอียดภายในที่แตกต่างกัน
ระบบไฟฟ้า 800 โวลต์ แก้โจทย์การเดินทางไกล

GLA รุ่นไฟฟ้าใช้สถาปัตยกรรม 800-volt technology รองรับกำลังชาร์จ DC สูงสุด 320 กิโลวัตต์ ในรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่ NMC สามารถเพิ่มระยะทางได้สูงสุดประมาณ 270 กิโลเมตร ภายใน 10 นาที ส่วนการชาร์จ AC รองรับ 11 กิโลวัตต์เป็นมาตรฐาน และเพิ่มเป็น 22 กิโลวัตต์ได้ นอกจากนี้ยังมี DC Converter เป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับใช้งานกับสถานีชาร์จ 400 โวลต์
รุ่นเริ่มต้น GLA 200 electric ใช้มอเตอร์กำลัง 165 กิโลวัตต์ แรงบิด 335 นิวตันเมตร จับคู่แบตเตอรี่ LFP ความจุใช้งาน 58 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ระยะทาง 394–447 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP และรองรับ DC Charging สูงสุด 200 กิโลวัตต์
GLA 250+ electric เพิ่มกำลังเป็น 200 กิโลวัตต์ ใช้แบตเตอรี่ NMC ความจุใช้งาน 85 กิโลวัตต์-ชั่วโมง เดินทางได้ 577–657 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ขณะที่ GLA 350 4MATIC electric ใช้มอเตอร์สองตัว กำลังรวม 260 กิโลวัตต์ แรงบิด 515 นิวตันเมตร เร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 5.4 วินาที และเดินทางได้ 555–643 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุดของทั้งสามรุ่นจำกัดไว้ที่ 210 กม./ชม.
มอเตอร์ PSM และเกียร์สองจังหวะ
มอเตอร์หลักบนเพลาหลัง เป็นแบบ Permanently Excited Synchronous Motor หรือ PSM ซึ่ง Mercedes-Benz พัฒนาขึ้นเอง แม่เหล็กภายในโรเตอร์จัดวางแบบ Double-V ขณะที่สเตเตอร์ใช้ Hairpin Windings ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของขดลวด ลดการสูญเสีย และทำงานได้เงียบขึ้น
ระบบ Power Electronics ใช้ SiC Inverter ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าวัสดุซิลิคอนทั่วไป โดย Mercedes-Benz ระบุประสิทธิภาพจากแบตเตอรี่ถึงล้อขณะเดินทางไกลไว้ที่ 93%
จุดเด่นอีกส่วนคือ Two-speed Transmission เกียร์แรกมีอัตราทด 11:1 เหมาะกับการออกตัว การลากจูง และการขับในเมือง ส่วนเกียร์สองใช้อัตราทด 5:1 ลดรอบมอเตอร์ขณะเดินทางด้วยความเร็วสูง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดเสียงรบกวน จุดเปลี่ยนเกียร์ไม่ได้กำหนดตายตัว แต่ปรับตามระดับแบตเตอรี่ ความต้องการกำลัง และ DYNAMIC SELECT ที่ผู้ขับเลือก
ในรุ่น GLA 350 4MATIC electric มอเตอร์หน้าจะทำหน้าที่เสริมกำลังและเพิ่มแรงยึดเกาะ เมื่อไม่จำเป็นต้องใช้งาน Disconnect Unit จะตัดการเชื่อมต่อมอเตอร์หน้าอย่างรวดเร็ว ลดการสูญเสียบริเวณเพลาหน้าได้สูงสุด 90 เปอร์เซ็นต์ แนวคิดนี้ทำให้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไม่ได้ทำงานตลอดเวลาโดยไม่จำเป็น
One-Box Braking เก็บพลังงานโดยไม่ทำลายความรู้สึกของแป้นเบรก
One-Box Braking System รวมการควบคุม Regenerative Braking และ Friction Brake ไว้ในระบบเดียว จุดสำคัญไม่ใช่แค่การนำพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ แต่ต้องรักษาน้ำหนักและระยะยุบของแป้นเบรกให้ต่อเนื่อง ไม่ว่ารถจะชะลอด้วยมอเตอร์หรือผ้าเบรก
กำลังจาก Regeneration สูงสุดอยู่ที่ 200 กิโลวัตต์ รถสามารถชะลอด้วยไฟฟ้าจนหยุดนิ่ง และยังเก็บพลังงานได้ในบางสถานการณ์ที่ ABS ทำงานหรือพื้นถนนลื่น ผู้ขับเลือกได้ 4 ระดับ ได้แก่ D Auto, D+, D และ D- โดยระดับ D- ให้ความหน่วงสูงสุด 3 เมตร/วินาที2 ส่วน D Auto ทำงานร่วมกับ ECO Assistant ใช้ข้อมูลจากกล้อง เซนเซอร์ และแผนที่นำทางเพื่อคาดการณ์ทางโค้ง ทางแยก หรือสภาพจราจรล่วงหน้า
ขุมพลัง Electrified Combustion ขับด้วยไฟฟ้าได้จริงในเมือง

ทางเลือกเครื่องยนต์สันดาป ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร รหัส “M 252” ทำงานร่วมกับระบบ 48 โวลต์ แบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุสูงสุด 1.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง และมอเตอร์ไฟฟ้า 22 กิโลวัตต์ ซึ่งติดตั้งอยู่ภายในเกียร์ 8F-eDCT แบบ Dual-clutch

ระบบสามารถขับด้วยไฟฟ้าล้วนในเมือง เมื่อใช้กำลังไม่เกิน 22 กิโลวัตต์ และสามารถ Electric Coasting โดยตัดเครื่องยนต์ออกจากระบบขับเคลื่อน ที่ความเร็วมากกว่า 100 กม./ชม. หากรถไม่ต้องการกำลังเกินเกณฑ์ดังกล่าว มอเตอร์ยัง Boost และ Recuperate ได้ครบทั้ง 8 เกียร์ โดยเก็บพลังงานกลับได้สูงสุด 25 กิโลวัตต์
เครื่องยนต์ใช้หลักการ Miller-cycle ซึ่งปิดวาล์วไอดีเร็วขึ้น ลดการสูญเสียจากการควบคุมอากาศ และรองรับอัตราส่วนกำลังอัด 12:1 เหมาะกับการขับแบบ Partial Load ที่พบเป็นส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังมี NANOSLIDE® ลดแรงเสียดทานภายในกระบอกสูบ และ Electric Refrigerant Compressor แบบ 48 โวลต์ ทำให้ระบบปรับอากาศยังทำงานได้ขณะเครื่องยนต์ดับ หรือรถกำลังขับด้วยไฟฟ้า
เทคโนโลยีช่วยขับอัจฉริยะ
GLA ติดตั้งกล้อง 8 ตัว เรดาร์ 5 ตัว และ Ultrasonic Sensor 12 ตัว เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งประมวลผลได้สูงสุด 254 TOPS รองรับ Over-the-air Update สำหรับเพิ่มหรือปรับปรุงฟังก์ชันในอนาคต
MB.DRIVE ASSIST ทำงานร่วมกับ DISTRONIC ช่วยควบคุมระยะห่าง พวงมาลัย และตำแหน่งในช่องทางตามมาตรฐาน SAE Level 2 ส่วน Lane Change Assist ช่วยเปลี่ยนช่องทางเมื่อผู้ขับแตะก้านไฟเลี้ยวภายใต้เงื่อนไขที่ระบบรองรับ
MB.DRIVE PARKING ASSIST สามารถตรวจหาช่องจอดที่ไม่มีเส้นตีกรอบ และช่วยนำรถออกจากช่องจอดได้ แม้ผู้ขับจะเป็นผู้จอดรถเอง, ขณะที่ MB.DRIVE PARKING ASSIST 360 แสดงโมเดลรถแบบ 3 มิติ รวมถึงทิศทางล้อ ประตู กระจกมองข้าง และไฟสัญญาณแบบ Real-time ฟังก์ชัน Rim Protection Warning ช่วยเตือนระยะห่างจากขอบทาง, ส่วน Reverse Manoeuvring Function สามารถช่วยถอยรถย้อนตามเส้นทางที่เพิ่งขับผ่านมา เหมาะกับซอยแคบหรือทางที่ไม่สามารถกลับรถได้

สำหรับเส้นทางนอกเมือง รุ่น 4MATIC มี TERRAIN mode ซึ่งปรับการทำงานของระบบขับเคลื่อน พวงมาลัย และเบรกให้เหมาะกับกรวด ทราย หรือพื้นทางหลวม พร้อม “Transparent Bonnet” ที่สร้างภาพเสมือนใต้ตัวรถ ช่วยให้ผู้ขับมองเห็นแนวล้อและสิ่งกีดขวางที่ถูกฝากระโปรงบัง
MBUX ที่ไม่ได้รอเพียงคำสั่ง

MBUX Superscreen (Mercedes-Benz User Experience) วางจอขนาด 10.25 นิ้วสำหรับผู้ขับ จอกลาง 14 นิ้ว และจอผู้โดยสารหน้า 14 นิ้ว ไว้ใต้แผงกระจกต่อเนื่องกัน
MBUX Superscreen ใช้ชิปประมวลผลสมรรถนะสูงร่วมกับ Unity Game Engine เพื่อสร้างภาพกราฟิกและภาพเคลื่อนไหวแบบ Real-time ทำให้ข้อมูลรถ ระบบนำทาง และระบบช่วยขับแสดงผลได้ลื่นไหลและเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์จริง ขณะที่ MBUX Zero Layer จะนำข้อมูลสำคัญ แอปที่เพิ่งใช้งาน และคำแนะนำตามบริบทมาแสดงบนหน้าหลักโดยตรง ช่วยลดการค้นหาฟังก์ชันผ่านเมนูย่อยหลายชั้น คล้ายการใช้งานสมาร์ตโฟน แต่จัดลำดับข้อมูลให้เหมาะกับการขับรถมากกว่า

MBUX Virtual Assistant ใช้แนวทาง Multi-agent Approach โดยรวมความสามารถจาก ChatGPT, Microsoft Bing และ Google Gemini ระบบสามารถสนทนาหลายประเด็นต่อเนื่อง มีความจำระยะสั้น และเลือกแหล่งข้อมูลให้เหมาะกับคำถามแต่ละประเภท
ระบบนำทางพัฒนาบนพื้นฐานของ Google Maps และเชื่อมต่อกับ Automotive AI Agent ผู้ใช้จึงสามารถถามหาจุดชาร์จ ที่จอดรถ หรือข้อมูลสถานที่ระหว่างบทสนทนาได้ ส่วน Mercedes-Benz Navigation with Electric Intelligence จะคำนวณเส้นทางและจุดชาร์จตามสภาพจราจร รูปแบบการขับ และการใช้พลังงาน
MBUX Surround Navigation นำข้อมูลจากกล้องและเซนเซอร์มาสร้างภาพสภาพแวดล้อมแบบ 3 มิติบนจอผู้ขับ พร้อมแสดงรถจักรยานยนต์ จักรยาน คนเดินถนน และแนวเส้นทาง ทำให้ผู้ขับเห็นทั้งสิ่งที่รถตรวจพบและสิ่งที่ระบบช่วยขับกำลังดำเนินการ
ห้องโดยสารเน้นพื้นที่ และใช้แสงเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี

ฐานล้อที่ยาวขึ้น ทำให้พื้นที่วางขาแถวหน้าเพิ่ม 7 มิลลิเมตร และแถวหลังเพิ่ม 38 มิลลิเมตร ส่วน Headroom เพิ่ม 23 มิลลิเมตรด้านหน้าและ 24 มิลลิเมตรด้านหลัง

พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถเพิ่มเป็น 410 ลิตร และขยายได้ถึง 1,400 ลิตร เมื่อพับเบาะหลังแบบ 40/20/40 รุ่นไฟฟ้ายังมี Frunk ขนาด 107 ลิตร ขณะที่ GLA 350 4MATIC electric รองรับการลากจูงสูงสุดถึง 2,000 กิโลกรัม
Panoramic Roof เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ใช้กระจกนิรภัยเคลือบสารสะท้อนรังสีอินฟราเรดและ Low-E Coating ช่วยลดความร้อนเข้าสู่ห้องโดยสารในฤดูร้อน และสะท้อนความร้อนกลับเข้าด้านในในฤดูหนาว ส่วน SKY CONTROL panoramic roof แบ่งกระจกเป็น 7 ส่วน ปรับจากโปร่งใสเป็นทึบได้ภายใน 10–20 มิลลิวินาที พร้อมจุดแสงรูปดาว 172 ดวง ที่เปลี่ยนสีตาม Ambient Lighting
ระบบไฟภายในปรับได้ 64 สี, มี 10 รูปแบบ, 20 ระดับความสว่าง และแบ่งการควบคุมเป็น 3 โซน ส่วน Burmester® 3D Surround Sound System ใช้ลำโพง 16 ตัว กำลังขยาย 850 วัตต์ รองรับ Dolby Atmos พร้อม Sound Zone สำหรับเลือกส่งเสียงไปยังแถวหน้า แถวหลัง หรือเฉพาะตำแหน่งผู้ขับ โดย Auto Selection จะตรวจจำนวนผู้โดยสารจากตัวล็อกเข็มขัดนิรภัยแล้วปรับ Sound Focus ให้อัตโนมัติ

ความเงียบของรุ่นไฟฟ้าเกิดจากโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรง วัสดุซับเสียงตลอดแนวรถ Elastomer Mount ที่แยกแรงสั่นสะเทือนระหว่างแชสซีกับตัวถัง การแยกมอเตอร์ไฟฟ้าออกจากตัวถังสองชั้น และฝาครอบชุดขับเคลื่อนไฟฟ้า
เทคโนโลยีไม่ได้จบลง เมื่อรถออกจากโรงงาน
ตลอดห่วงโซ่คุณค่า Electric GLA มี Carbon Footprint ต่ำกว่า GLA เครื่องยนต์สันดาปรุ่นปัจจุบัน (GLA: H247) ประมาณ 40% แบตเตอรี่เจเนอเรชันใหม่ลดการปล่อยคาร์บอนต่อเซลล์ประมาณ 30% ขณะที่อะลูมิเนียมราว 40% ผลิตด้วยพลังงานหมุนเวียน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ประมาณ 400 กิโลกรัมต่อรถหนึ่งคัน
ปริมาณวัสดุรีไซเคิลเพิ่มขึ้นมากกว่าสี่เท่า พรมผลิตจากเส้นใย Econyl รีไซเคิลได้ 100% ถังน้ำฉีดกระจกใช้พลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด และโครงสร้างกันชนหลังมีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลสูงสุด 55%
โรงงาน Rastatt ใช้ Digital Twin จำลองการปรับสายการผลิตก่อนติดตั้งจริง รวมถึง AI-driven Process Control ในห้องพ่นสี ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานประมาณ 20% โรงงานยังมีระบบ Solar Photovoltaic กำลังติดตั้งมากกว่า 8 MWp และ Combined Heat and Power ที่มีประสิทธิภาพรวมประมาณ 86%
ความโดดเด่นของ The all-new Mercedes-Benz GLA ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่เกิดจากการทำให้หลายระบบทำงานต่อเนื่องกัน เกียร์สองจังหวะช่วยให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งเมืองและทางไกล Disconnect Unit ลดการสูญเสียของระบบ 4MATIC ขณะที่ One-Box Braking ทำให้การเก็บพลังงานไม่รบกวนความรู้สึกของผู้ขับ
ในอีกด้านหนึ่ง MBUX Virtual Assistant, Google Maps, MB.DRIVE และ MBUX Surround Navigation กำลังเปลี่ยนรถจากเครื่องจักรที่รอรับคำสั่ง ให้กลายเป็นระบบที่เข้าใจบริบท และช่วยลดภาระระหว่างการเดินทาง

GLA รุ่นใหม่ จึงสะท้อนทิศทางของ Mercedes-Benz ได้ชัดเจนว่า รถระดับ Premium ในอนาคตอาจไม่ได้วัดกันเพียงพละกำลัง สมรรถนะ ระยะทาง หรือจำนวนหน้าจอ แต่ต้องวัดจากความสามารถในการทำให้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน “แทบไม่รู้สึกว่า...ซับซ้อน” ขณะใช้งานจริง



