รพ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ เพิ่มศักยภาพบริการใกล้บ้าน ขยาย Home Wardบริการเฉพาะทาง เชื่อมดูแลผู้ใช้สารเสพติดถึงชุมชน

43 จำนวนผู้เข้าชม  | 

โรงพยาบาลศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ ใช้งบกองทุนบัตรทองพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาลชุมชน เพิ่มบริการเฉพาะทาง Home Ward ผ่าตัดวันเดียวกลับ และการแพทย์ทางไกล ช่วยประชาชนเข้าถึงบริการที่จำเป็นใกล้บ้าน พร้อมพัฒนา “คลินิกมินิธัญรักษ์” ดูแลผู้ใช้สารเสพติดอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโรงพยาบาล ครอบครัว และชุมชน สนับสนุนการฟื้นฟูและกลับคืนสู่สังคม



นางสาวดวงนภา พิเชษฐ์กุล รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วย นางมลุลี แสนใจ ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 10 อุบลราชธานี และคณะ ลงพื้นที่โรงพยาบาลศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ เพื่อแลกเปลี่ยนผลการบริหารจัดการและการเบิกจ่ายงบประมาณ “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” (บัตรทอง 30 บาท) พร้อมรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอจากโรงพยาบาล เพื่อนำไปพัฒนาการบริหารกองทุนและระบบบริการให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่จำเป็น มีคุณภาพ และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ โดยมี นพ.ธนกร ชมาฤกษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีรัตนะ พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรให้การต้อนรับ นำเสนอผลการดำเนินงาน และนำเยี่ยมชมบริการต่างๆ


นพ.ธนกร กล่าวว่า โรงพยาบาลศรีรัตนะเป็นโรงพยาบาลชุมชนระดับ F1 ที่พัฒนาศักยภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันได้รับอนุญาตให้เปิดบริการ 120 เตียง และให้บริการจริง 180 เตียง รับผิดชอบประชาชนในพื้นที่ 7 ตำบล 90 หมู่บ้าน จำนวน 52,625 คน โดยมีเครือข่ายบริการปฐมภูมิ 8 แห่ง และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 882 คน ร่วมเชื่อมการดูแลจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน

ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลได้เพิ่มขีดความสามารถด้านการตรวจวินิจฉัยและการรักษา เพื่อให้บริการที่เคยต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่สามารถเกิดขึ้นในพื้นที่มากขึ้น อาทิ การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ การเจาะชิ้นเนื้อด้วยเข็ม และการตรวจหาเชื้อเอชพีวี พร้อมจัดแพทย์เฉพาะทางหมุนเวียนมาให้บริการ


ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลได้ขยายรูปแบบบริการออกไปนอกอาคาร ผ่านระบบ Home Ward ที่ช่วยให้ผู้ป่วยซึ่งมีอาการเหมาะสมได้รับการดูแลที่บ้านภายใต้มาตรฐานเดียวกับการรักษาในโรงพยาบาล รวมถึงพัฒนาบริการผ่าตัดวันเดียวกลับ การผ่าตัดผ่านกล้อง คลินิกพิเศษนอกเวลา ตลอดจนบริการการแพทย์ทางไกลควบคู่กับการจัดส่งยา ช่วยลดภาระการเดินทาง ลดระยะเวลารอคอย และลดความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่



ทั้งนี้ จำนวนผู้รับบริการของโรงพยาบาลศรีรัตนะเพิ่มจาก 114,162 ครั้งในปี 2567 เป็น 125,090 ครั้งในปี 2568 ส่วนปี 2569 มีผู้รับบริการแล้ว 103,549 ครั้ง โดยผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นผู้รับบริการกลุ่มหลัก สะท้อนความสำคัญของการเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลชุมชน เพื่อรองรับประชาชนให้เข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นได้ใกล้บ้านอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

“การพัฒนาโรงพยาบาลไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มจำนวนเตียง แต่ต้องเพิ่มศักยภาพของระบบบริการตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ บริการปฐมภูมิ การดูแลโรคเรื้อรัง การรักษาพยาบาล และการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน เป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพใกล้บ้านมากที่สุด” นพ.ธนกร กล่าว



นพ.ธนกร กล่าวต่อว่า ภายในปี 2570 โรงพยาบาลมีแผนขยาย Home Ward สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง เพิ่มบริการผ่าตัดต้อกระจกและผ่าตัดทั่วไป รวมถึงพัฒนาระบบเบิกจ่าย iClaim บริการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) การตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) และการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่อง GeneXpert เพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

นางสาวดวงนภา กล่าวว่า การดำเนินงานของโรงพยาบาลศรีรัตนะสะท้อนบทบาทสำคัญของโรงพยาบาลชุมชนในการทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นใกล้บ้าน โดยนำงบกองทุนบัตรทองมาสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการให้เหมาะกับปัญหาและความต้องการของพื้นที่ ตั้งแต่บริการปฐมภูมิ การรักษาเฉพาะทาง การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับครอบครัวและชุมชน

“เป้าหมายของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ใช่เพียงทำให้ประชาชนมีสิทธิรักษาพยาบาล แต่ต้องทำให้เมื่อใช้สิทธิแล้วได้รับบริการที่มีคุณภาพ สะดวก และเหมาะสม การพัฒนา Home Ward บริการเฉพาะทาง ระบบดิจิทัล และบริการดูแลผู้ใช้สารเสพติดของโรงพยาบาลศรีรัตนะ เป็นตัวอย่างของการนำงบประมาณไปพัฒนาบริการที่ประชาชนเข้าถึงและสัมผัสได้จริง” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว



จากนั้นคณะได้เยี่ยมชม “คลินิกมินิธัญรักษ์ โรงพยาบาลศรีรัตนะ” ซึ่งจัดบริการบำบัดและฟื้นฟูผู้ใช้สารเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมการทำงานระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ ครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม พร้อมเตรียมความพร้อมก่อนกลับไปดำเนินชีวิตกับครอบครัวและชุมชน


ผู้รับการบำบัดคลินิกมินิธัญรักษ์ฯ รายหนึ่ง อายุ 33 ปี กล่าวว่า หลังเข้าร่วมกระบวนการบำบัดและกิจกรรมกลุ่ม อาการทางร่างกายและจิตใจดีขึ้น ไม่มีอาการหูแว่ว และอารมณ์หงุดหงิดลดลง เมื่อครบกระบวนการบำบัดในสถานพยาบาลแล้ว ยังต้องรับประทานยาและพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งใจจะกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่และหางานทำใกล้บ้าน พร้อมฝากถึงผู้ที่ใช้สารเสพติดให้เปิดใจเข้ารับการบำบัด เพื่อฟื้นฟูตนเองและกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวอีกครั้ง



Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้