Koenigsegg Regera 1,500 แรงม้า จากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 3 ตัว


         Koenigsegg เป็นผู้ผลิตรถสมรรถนะสูงสัญชาติสวีเดน ซูเปอร์คาร์จากค่ายนี้ทุกรุ่น มีความเร็วปลายกว่า 400 กม./ชม. การพัฒนา Regera มาจากเหตุผล “ซูเปอร์คาร์เป็นรถกลุ่มที่มีปัญหามากที่สุด กับมาตรฐานควบคุมมลพิษ จากคุณสมบัติเรื่องความบ้าพลังของเครื่องยนต์” (เรื่องการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ใช่ปัญหาสำหรับลูกค้ารถกลุ่มนี้) ทางออกสำหรับผู้ผลิตรถแรงจึงหนีไม่พ้น ‘เทคโนโลยีไฮบริด’ ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยลดการทำงานของเครื่องยนต์ รวมทั้งลดมลพิษจากไอเสีย โดยที่ยังคงความโหด ตามบุคลิกของซูเปอร์คาร์ไว้ไม่เปลี่ยนแปลง



          หลังจาก Koenigsegg จากดินแดนไวกิ้ง ได้เปิดสเปคของ Regera ซูเปอร์คาร์ไฮบริดโมเดลแรกของค่ายอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ซูเปอร์คาร์ไฮบริดทั้งจากเยอรมัน และอิตาลี ต้องกลายเป็นเด็ก ๆ ไปในทันที เพราะ Regera มาพร้อมกำลังรวมจากระบบไฮบริด (เครื่องยนต์+มอเตอร์ไฟฟ้า) ที่มหาศาลถึง 1,500 hp

          Regera เป็นงานผลิตระดับ Craftsmanship จากโรงงานในเมือง Ängelholm ประเทศสวีเดน ต้องใช้ความละเอียดอ่อนในทุกขั้นตอน ยอดการผลิตจึงถูกจำกัดไว้ที่เพียง 80 คัน บอดี้ของ Regera มาในแนว Exotic Car เหมือนซูเปอร์คาร์ทั่วไป ใช้สไตล์การออกแบบที่คง DNA จากค่าย Koenigsegg ตัวถังออกไปในแนว กว้าง, เตี้ย และแบน จัดเต็มเรื่องแอร์โรไดนามิค วิศวกรต้องการ ‘แรงกด’ (Down Force) ขณะรถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ผลที่ได้คือเมื่อ Regera ผ่านความเร็ว 250 กม./ชม. จะมีแรงลมกดลงบนตัวถังสูงสุดถึง 450 กิโลกรัม แปรผันไปตาม ‘องศาการกระดกรับลม’ ของ Active Rear Wing ซึ่งเป็นสปอยเลอย์หลังชิ้นใหญ่ ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิดในส่วนท้ายของรถ ขณะที่ไม่ได้ใช้งาน



          ตัวถังและโครงสร้าง Regera รับเทคโนโลยีตรงมาจากรถแข่ง ผลิตขึ้นจาก ‘คาร์บอนไฟเบอร์’ และ ‘อะลูมีเนียมแบบ Honeycomb’ ด้วยวัตถุประสงค์เรื่องการลดน้ำหนักโดยเฉพาะ เป็นที่มาของน้ำหนักสุทธิของรถทั้งคัน ที่ต่ำเพียง 1,420 กิโลกรัม โครงสร้างชุดนี้สามารถรับแรงบิดได้สูงถึง 65,000 Nm/degree

          สถาปัตยกรรมระบบไฮบริดใน Regera แตกต่างจากรถไฮบริดทั่วไป เพราะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าถึง 3 ตัว เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าที่ผลิตจาก YASA Motors ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญการผลิต E-motors ทั้งของรถไฮบริด และรถไฟฟ้า มอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ช่วยเครื่องยนต์ขับเคลื่อนรถ ประกอบด้วย มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 1 (E-Machine Crank) เชื่อมต่ออยู่กับเพลาข้อเหวี่ยงด้านหน้าเครื่องยนต์ มีกำลัง 160 kW



          สำหรับมอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 2 และ 3 (E-Machine Right & E-Machine Left) จะเชื่อมต่ออยู่บริเวณชุดเฟืองท้าย ก่อนส่งกำลังไปให้เพลาขับล้อหลังทั้ง 2 ฝั่ง คู่นี้มีกำลังตัวละ 180 kW เบ็ดเสร็จรวมกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าได้ในระดับ 520 kW หรือ 700 hp พร้อมแรงบิด 900 Nm ตั้งแต่มอเตอร์เริ่มหมุน

          ในส่วนของเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine) ยังคงเป็นหัวใจของซูเปอร์คาร์ทุกรุ่นจาก Koenigsegg ใช้เครื่องยนต์ ‘V8’ ขนาด 5.0 ลิตร อัพพลังด้วยทวิน-เทอร์โบ (Twin ceramic ball bearing turbo chargers) บูสท์ในระดับ 1.4 บาร์ ผลิตแรงม้าได้สูงถึง 1,100 hp (820 kW) ที่ 7,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด มาในรูปแบบ Flat-torque 1,000 Nm ที่ 2,700-6,170 รอบ/นาที



          กำลังรวมจากระบบไฮบริดของ Regera สูงถึง 1,500 hp พร้อมแรงบิดกว่า 2,000 Nm แรงม้าและแรงบิดส่งกำลังผ่านเกียร์ระบบ KDD (Koenigsegg Direct Drive transmission) ที่พัฒนาขึ้นโดย Christian von Koenigsegg ผู้ก่อตั้งบริษัท ร่วมกับทีมวิศวกรมือฉมังจาก Koenigsegg ระบบเกียร์ส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อคู่หลัง

          ตัวแบตเตอรี่ไฮบริด จัดวางในตำแหน่งซุ้มอุโมงค์เพลากลาง เพื่อการสมดุลน้ำหนัก ขนาด 4.5 kWh, 800 Volt (ข้อมูลล่าสุด อาจไม่ตรงกับตัวเลขในภาพ) มาพร้อมระบบระบายความร้อน และบรรจุอยู่ในเคสอย่างปลอดภัย สมรรถนะเบื้องต้นที่เปิดเผยออกมา เมื่อแบตเต็มมอเตอร์สามารถขับเคลื่อนรถ ให้วิ่งแบบไร้มลพิษได้ไกล 50 กิโลเมตร Regera มีอัตราเร่งที่เร็วสุด ๆ 0-400 กม./ชม. ใช้เวลาไม่เกิน 20 วินาที และที่ความเร็วเดินทางระดับ 150 กม./ชม. สามารถเร่งผ่าน 250 กม./ชม. ด้วยเวลาเพียง 3.2 วินาที เท่านั้น

          หมายเหตุผู้เขียน : กำลังรวมจากระบบไฮบริด ไม่ได้คิดจากการนำแรงม้าของเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า มาบวกกันตรงๆ เพราะการส่ง-ต่อกำลังกัน จะมีการสูญเสียเชิงกลให้กับแรงเสียดทาน ของกลไกต่าง ๆ ด้วย

ภาพและภาพยนตร์ : Koenigsegg Automotive AB
เรียบเรียง : Pitak Boon

 

 


 

 

Powered by MakeWebEasy.com