LAMBORGHINI Aventador S อัพพลังไปที่ 740 hp อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้ 2.9 วิ

 


          วิถีแห่งซูเปอร์คาร์ คือ ความเร้าใจในทุกสัมผัส แต่ใช่ว่าการพัฒนารถสมรรถนะสูง ตามแนวคิดของ LAMBO จะทำให้ผู้ขับต้องฝืนทรมานร่างกาย เหมือนการควบซูเปอร์คาร์ในอดีต ทีมออกแบบซูเปอร์คาร์ยุคใหม่ เอามนุษย์เป็นตัวตั้ง จากนั้นใช้สารพัดเทคโนโลยีที่มีล้อมกรอบเข้าหามนุษย์ ‘Aventador LP700-4’ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยมสำหรับ LAMBO จากนั้นจึงมีการคลอดเวอร์ชั่นใหม่ ๆ ออกมาเป็นระยะ ๆ กระทั่งปัจจุบันถึงเวลาของ ‘Aventador S’ ผลงานระดับนวัตกรรมจากค่ายกระทิงดุอย่างแท้จริง นับตั้งแต่งานออกแบบ โครงสร้างน้ำหนักเบา ระบบกันสะเทือนที่ถอดแบบมาจากตัวแข่ง และเครื่องยนต์หายใจเอง (Naturally Aspirated) ที่วิศวกร LAMBO ยึดมั่นมาตลอดว่า ระดับเทพของวงการเครื่องยนต์ ต้องใช้เครื่องยนต์รูปแบบนี้เท่านั้น

          ตัวถังของ ‘Aventador S’ ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านแอร์โรไดนามิค แรงกดที่ตัวถังด้านหน้า จะมากขึ้นถึง 130% ภาพรวมของรถทั้งคันสามารถสร้างแรงกดได้เพิ่มขึ้น 50% ขณะที่ตัวถังถูกขัดเกลาให้ลู่ลมขึ้นอีก 400% เมื่อเทียบกับ ‘Aventador’ บอดี้มาตรฐาน แม้จะไม่มีการแจ้งตัวเลขสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่จากรูปทรงของ ‘Aventador’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากเครื่องบินขับไล่ ก็พอจะสื่อสารถึงประสิทธิภาพด้านนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ ‘ช่องรับลม’ ตามส่วนต่าง ๆ บนตัวถัง สะดุดตาที่สุดจะอยู่หลังแนวประตูซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ



          ขณะ ‘Aventador S’ เคลื่อนที่ ความต้องการ Downforce หรือแรงกดบนตัวถังจะมากขึ้น แปรผันไปตามความเร็ว จุดนี้จะเป็นหน้าที่ของ Adaptive Spoiler ชิ้นใหญ่ที่ส่วนปลายของตัวถัง กระดกได้ 3 ระดับ ช่องรับลมส่วนกลางตัวถัง ผันกระแสลมเข้าไปยังห้องเครื่อง แล้วไประบายออกที่ส่วนท้ายรถทั้ง 2 ฝั่ง ช่วยเพิ่ม Downforce เพื่อกดหน้ายาง PIRELLI P Zero ขนาด 355/25 ZR21 ให้แนบสนิทอยู่กับพื้นถนนได้อีกเช่นกัน (คู่หน้าใช้ยางขนาด 255/30 ZR20)

          โครงสร้าง เป็นส่วนที่ทำให้ ‘Aventador S’ ยังคงทันสมัยอยู่ตลอดเวลา โครงสร้างหลักหรือโครงสร้างส่วนห้องโดยสารเป็นแบบ ‘โมโนค็อก’ ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP; Carbon Fiber Reinforcement Plastic) เป็นโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ที่มาพร้อมโครงหลังคา ผลลัพธ์คือ ‘Full Monocoque’ ที่มีน้ำหนักเพียง 147.5 กิโลกรัม เมื่อเชื่อมต่อกับโครงสร้างอะลูมิเนียมทั้งท่อนหน้าและท่อนหลัง โครงสร้างทั้งหมดของ ‘Aventador S’ จะมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 229.5 กิโลกรัม



          เครื่องยนต์ V12 กระบอกสูบทั้ง 2 ฝั่ง วางทำมุม 60 องศา มีความสูงเพียง 665 มิลลิเมตร มีความกว้างรวมท่อร่วมไอเสียทั้ง 2 ฝั่งอยู่ที่ 848 มิลลิเมตร และยาว 784 มิลลิเมตร ฝาสูบผลิตจากโลหะผสมอะลูมีเนียม-ซิลิคอน ฝาสูบแต่ละแบงค์จึงมีน้ำหนักเพียง 21 กิโลกรัม แบริ่งและเพลาข้อเหวี่ยงผลิตจากกรรมวิธี forced แข็งแกร่งรองรับการจุดระเบิดของทั้ง 12 สูบ แต่เบาเพียง 24.6 กิโลกรัม เครื่องยนต์บล็อกนี้มีน้ำหนักรวม 235 กิโลกรัม

          บล็อก V12 มีปริมาตรกระบอกสูบ 6,498 ซีซี ใช้อัตราส่วนกำลังอัด 11.8:1 (±0.2) ในวงเล็บหมายถึง สามารถปรับเปลี่ยนอัตราส่วนกำลังอัดได้เล็กน้อย ตามโหลดที่เครื่องยนต์ได้รับ จากการทำงานของระบบ VVT (Variable Valve Timing) หรือระบบวาล์วแปรผันทั้งฝั่งไอดีและฝั่งไอเสีย ระบบ VVT ตอบสนองได้อย่างฉับไว เพราะควบคุมการทำงานด้วยไฟฟ้า

          การลดน้ำหนักจากการเลือกใช้วัสดุเกรดเดียวกับรถแข่ง รวมถึงการลดแรงเสียดทานของชิ้นส่วนเคลื่อนที่ภายในเครื่องยนต์ ส่งผลให้รอบเครื่องจัดจ้านไปถึง 8,350-8,500 รอบ/นาที ระบบหล่อลื่นใช้แบบ Dry Sump แยกถังเก็บน้ำมันเครื่องออกมาไว้ด้านนอก เครื่องยนต์จึงปราศจากอ่างน้ำมันเครื่อง ช่วยลดความสูงของเครื่องยนต์ลงได้อีก 60 มิลลิเมตร จากนั้นใช้ปั้มน้ำมันแรงดันสูงอัดน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นตามส่วนต่าง ๆ โดยประสิทธิภาพในการหล่อลื่นจะไม่ถูกลดทอนไปตามแรงหนีศูนย์ที่เกิดขึ้น



          กำลังสูงสุดจากเครื่องยนต์ V12 ของ ‘Aventador S’ อยู่ที่ 740 hp ที่ 8,400 รอบ/นาที (เพิ่มขึ้น 40 hp) แรงบิดระดับ 690 Nm ที่ 5,500 รอบ/นาที น้ำหนักรถทั้งคันเพียง 1,575 กิโลกรัม ม้าแต่ละตัวที่เครื่องยนต์ผลิตได้ จะแบกรับน้ำหนักระดับเดียวกับบิ๊กไบค์ตัวท็อป อยู่ที่ราว 2.13 kg/hp เท่านั้น

          ‘Aventador S’ ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ AWD ในการผ่องถ่ายม้ากว่า 700 ตัวลงสู่พื้นถนน โดยชุด Center Differential ที่รับหน้าที่ในการจัดสรรแรงบิด ระหว่างล้อหน้า และล้อหลัง มีมือหนึ่งของวงการระบบส่งกำลังอย่าง Haldex เป็นผู้พัฒนาให้ ใช้ชุดคลัตช์แบบหลายแผ่นซ้อน ควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการกระจายกำลัง แรงม้าและแรงบิดจากเครื่องยนต์ จะถูกส่งไปยังล้อคู่หน้าได้ 0-50% สภาพการขับขี่ปกติ จะเน้นไปที่ล้อหลังมากกว่าล้อหน้า หรือล้อหลังจะรับกำลังในระดับ 50-100% นั่นเอง

          ของเล่นใหม่สำหรับ ‘Aventador S’ คือระบบ LRS (Lamborghini Rear-wheel Steering) เป็นระบบช่วยเลี้ยวของล้อคู่หลัง หักเลี้ยวได้สูงสุดเพียง 5 องศา จะหักเลี้ยวสวนทางกับการเลี้ยวของล้อหน้า ขณะใช้ความเร็วต่ำเพื่อลดรัศมีของวงเลี้ยว ให้ความสะดวกขณะถอยจอด และเพิ่มความคล่องตัวขณะใช้งานในเมือง จะหักเลี้ยวทิศทางเดียวกับการเลี้ยวของล้อหน้า ขณะใช้ความเร็วในโค้ง วิศวกร LAMBO ระบุว่า การเลี้ยวรูปแบบนี้ จะช่วยเพิ่มหน้าสัมผัสของยางกับผิวถนน ให้ประสิทธิภาพในการจิกเข้าโค้งของรถดียิ่งขึ้น



          ปิดท้ายด้วยเรื่องสมรรถนะ ‘Aventador S’ เคลมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 2.9 วินาที จาก 0-200 กม./ชม. ใช้เวลา 8.8 วินาที และ 0-300 กม./ชม. เร็วในระดับ 24.2 วินาที ท็อปสปีด 350 กม./ชม. เร็วระดับนี้เกินพอ..สำหรับคำว่าซูเปอร์คาร์


ภาพและภาพยนตร์ : Automobili Lamborghini S.p.A.
เรียบเรียง : Pitak Boon

 

 

Powered by MakeWebEasy.com