ลองขับ "เบนซ์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด" บนเส้นทาง พังงา-กทม. กว่า 700 กม.


           บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้พาคณะผู้สื่อข่าวมาทดลองขับรถภายใต้แบรนด์เทคโนโลยีใหม่ “EQ-Electric Intelligence by Mercedes-Benz” โดยนำรถแบบ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รวม 12 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น ซี-คลาส, เอส-คลาส, จีแอลซี, จีแอลอี ฯ รวมไปถึง อี-คลาส ตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งจะเปิดตัวไปสด ๆ ร้อน ๆ ครบทุกเวอร์ชัน มาให้ทดลองขับกันบนระยะทางกว่า 700 กม. โดยผู้สื่อข่าวกลุ่มแรกจะขับรถจาก กทม. มาที่พังงา ส่วนผมเป็นกลุ่มที่ 2 จะขับตามเส้นทาง พังงา-กทม.

          นักข่าวทั้งสองกลุ่มจะทำกิจกรรมร่วมกันที่ รร.เยาววิทย์ อ.กะปง จ.พังงา ซึ่งทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ให้การช่วยเหลือมาเป็นเวลากว่า 11 ปี ตั้งแต่หลังเกิดเหตุสึนามิ และในครั้งนี้ก็ได้บริจาคเงิน รวมไปถึงอุปกรณ์การศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้อนาคตที่ดีกับเด็กนักเรียนในภูมิภาคนี้

 


          หลังจากที่เราเสร็จภารกิจจากโรงเรียน กลุ่มของเราก็ขับรถโดยมีจุดหมายในวันนี้ที่ จ.กระบี่ ระยะทางวันแรกเบา ๆ อุ่นเครื่องกันแค่ราว ๆ 100 กม. เราจับสลากได้ขับรถเบนซ์ 350 GLC e ปลัก-อิน ไฮบริด เอสยูวีขนาดกลางที่ทรวดทรงสวยงามมาก ผมเป็นไม้แรกในการขับ รถรุ่นนี้เราเคยขับช่วงยาว ๆ ในทริปการเดินทางมาพังงาครั้งที่แล้ว แต่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล มาครั้งนี้เราได้สัมผัสกับเทคโนโลยี ปลัก-อิน ไฮบริด ที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มระบบในอนาคต การขับขี่เอสยูวี พลังไฮบริด รุ่นนี้ยังคงให้ความสะดวกสบายทั้งการขับขี่และนั่งโดยสารเช่นเคย เรามาถึงกระบี่ในช่วงบ่าย ๆ พอมีเวลาให้ชมทิวทัศน์ริมทะเลกัน ก่อนจะรับประทานอาคารค่ำและพักผ่อนเพื่อเตรียมเรี่ยวแรงไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ที่ต้องเดินทางกันกว่า 600 กม. จากกระบี่ สู่ อ.หัวหิน

 


          ในช่วงเช้าวันที่ 2 หลังจากที่เราได้ฟังบรรยายเรื่องผลิตภัณฑ์ในรุ่นต่าง ๆ ช่วงเช้าเราจับสลากได้ C 350 e เป็นยานพาหนะ ซึ่งจะมีช่วง 100 กม. ที่ต้องแข่งขันกันในแต่ละรุ่นรถว่าคันใดจะสามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ต่ำสุด ผมขับคู่กับคุณรวิพล สุวรรณผ่อง ผู้สื่อข่าวสายรถยนต์รุ่นพี่

 


          C 350 e ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 211 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 35.6 กก.-ม. ที่ 1,200-4,000 รตน. โดยทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 82 แรงม้า แรงบิด 34.64 กก.-ม. แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน ใช้เวลาชาร์จเต็มประมาณ 3 ชม. เกียร์อัตโนมัติ 7G-Tronic Plus อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 5.9 วินาที

          C 350 e ซีดาน ตั้งราคาเริ่มต้นไว้ที่ 2,570,000 บาท ไปจนถึง 3,290,000 บาทในรุ่น AMG Dynamic  

 


          ช่วงวิ่งฟรีรันก่อนถึงจุดเริ่มแข่งขันผมเป็นผู้ขับก่อนส่งไม้ต่อให้นักข่าวรุ่นพี่มารับช่วงต่อในช่วงทำตัวเลข ก่อนถึงจุดเริ่มสตาร์ท เราวิ่งมาโดยใช้โหมดชาร์จ ให้เครื่องยนต์ทำงานเพื่อชาร์จไฟให้เต็มแบตเตอรี่เพื่อนำไฟฟ้าไปใช้ให้มากที่สุดในช่วงแข่งขัน มีระยะทางประมาณ 100 กม. บนเส้นทาง เซาท์เทิร์น-ซีบอร์ด ที่รถค่อนข้างโล่ง ไม่มีสัญญาณไฟและอุปสรรคให้ต้องจอด เราใช้ความเร็วกันอยู่ที่ 100-120 กม./ชม. โดยพยายามให้รถใช้พลังงานจากไฟฟ้าในแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนให้มากที่สุด ใช้เครื่องยนต์ปกติให้น้อยที่สุด เมื่อถึงจุดหมาย เราทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองได้ 5.1 ลิตร/100 กม. หรือ 19.6 กม./ลิตร ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีทีเดียว และได้รับชัยชนะในรุ่น ซี-คลาส รวมไปถึงตัวเลขที่ดีที่สุดในทุกรุ่นที่ทำได้ในวันนี้ ก่อนจะมาเปลี่ยนรถเป็น E 350 e รถปลั๊ก-อิน ไฮบริด ตัวใหม่ล่าสุดจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยวิ่งจากชุมพรไปถึงหัวหินซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางในวันนี้ มีระยะทางเกือบ 400 กม. เราเดินทางกันท่ามกลางสายฝนกระหน่ำตลอดเส้นทางจนบางช่วงแทบมองไม่เห็นทัศนวิสัยด้านหน้า

          E 350 e ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 211 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 35.6 กก.-ม. ที่ช่วง 1,200-4,000 รอบต่อนาที มอเตอร์ไฟฟ้า 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 44.8 กก.-ม. กำลังรวมทั้งระบบ 286 แรงม้า แรงบิด 56 กก.-ม. เกียร์แบบอัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC PLUS เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โหมดไฟฟ้าล้วนวิ่งทำระยะทางได้ประมาณ 30 กม.

          E 350 e แบ่งเป็น 3 รุ่นย่อย ราคาเริ่มต้น 3,490,000 บาท ไปจนถึงรุ่นท็อปคือ E 350 e AMG Dynamic 4,090,000 บาท

          อี-คลาส เป็นรถที่สบายทั้งขับขี่และเป็นผู้โดยสาร ตัวรถมีขนาดกว้างขวางแต่ในขณะขับยังให้ความคล่องตัวสูง อัตราเร่งแซงทำได้ดี ระบบรองรับแบบถุงลม หรือ Air Suspension ให้ความนุ่มนวลสูง นั่งสบายแม้ในการเดินทางระยะทางไกล ๆ แบบนี้ อุปกรณ์ทันสมัยมีมาให้ครบจนไม่ต้องหาอะไรมาติดตั้งเพิ่มเติม เราถึงหัวหินกันในช่วง 6 โมงเย็นด้วยความปลอดภัยทุกคันหลังจากที่ต้องเผชิญสายฝนและสภาพถนนที่มีการซ่อมทางกันมาตลอดครึ่งวันเต็ม ๆ ให้ความปลอดภัยสูงในการขับขี่ มีระบบช่วยรักษาเสถียรภาพในการขับขี่ ป้องกันอาการล้อหมุนฟรีที่จะทำให้รถเสียหลัก ซึ่งช่วยเราได้มากขณะขับบนถนนที่เปียกลื่นและต้องวิ่งด้วยความเร็วค่อนข้างสูงเช่นในวันนี้   

 


          วันสุดท้ายของทริป เราขับกันแค่ 200 กม. ชิล ๆ จากหัวหินเข้า กทม. เรายังคงอยู่กับ E 350 e การจราจรบนถนนสายเพชรเกษมยังคงไหลลื่น เราใช้เวลาแค่ 2 ชม. เศษ ก็เข้ามาถึงกทม. การนั่งใน E 350 e ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือเมื่อยล้าในการเดินทางไกล อัตราความสิ้นเปลืองในโหมดไฮบริดทำได้อย่างน่าพอใจกับรถที่มีขนาดตัวใหญ่ทีเดียว

-----------------------

          ระบบปลักอิน ไฮบริด สามารถเลือกโหมดการทำงานของระบบได้ 4 แบบ ประกอบด้วย

  • HYBRID : ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยจะเน้นการขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก ปรับเปลี่ยนการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพการขับและปริมาณไฟฟ้าในแบตเตอรี่ ถ้าเกียร์อยู่ในโหมดสปอร์ต มอเตอร์ไฟฟ้าจะหยุดทำงาน
  • E-SAVE : ระบบจะบันทึกปริมาณของกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ของระบบไฮบริด และจะใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าให้น้อยที่สุดเพื่อเก็บไฟฟ้าไว้ใช้
  • E-MODE : ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วน ๆ ถ้าแบตเตอรี่เต็มจะขับได้ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร และทำความเร็วได้ถึง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผู้ขับสามารถกดคันเร่งได้ตามปกติ เพราะในโหมดนี้คันเร่งจะอยู่ในโหมด Haptic Accelerator Pedal มีแรงต้านป้องกันการกดคันเร่งลึกเกินไป
  • CHARGE : ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ล้วน ๆ แบตเตอรี่ของระบบไฮบริดจะได้รับการชาร์จทั้งจากเครื่องยนต์ และการชะลอความเร็วหรือเบรก เมื่อชาร์จเต็มจะปรับไปที่โหมด E-SAVE โดยอัตโนมัติ

-----------------------


          ขอขอบคุณ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับประสบการณ์ใหม่ ๆ และการดูแลพวกเราเป็นอย่างดีตลอดการเดินทางอันยาวนานในครั้งนี้

 

เรื่องโดย...อัฐฒา นายเรือ

Powered by MakeWebEasy.com