322 จำนวนผู้เข้าชม |

เรเว่ ออโตโมทีพ และ บีวายดี ไทยแลนด์ ในช่วงงาน มอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา จัดหนัก ด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่มากถึง 4 รุ่น เป็น รถพลังงานไฟฟ้า BEV 3 รุ่น และรถปลั๊กอินไฮบริด PHEV อีก 1 รุ่น เพื่อหวังครองส่วนแบ่งทางการตลาดในรถทั้ง 2 กลุ่ม และ 1 ในรถกลุ่ม BEV ที่น่าสนใจ ซึ่งเคยมีภาพหลุดตัวรถเข้ามาวิ่งทดสอบในเมืองไทย แม้จะมีการยืนยันในเวลานั่นว่าไม่เอาเข้ามาจำหน่ายแน่นอน เพราะด้วยราคาอาจไปทับไลน์กับรถที่จำหน่ายก่อนหน้านี้อยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องเอาเข้ามาจำน่าย และมีการเปลี่ยนชื่อรุ่นจาก Seagull “นกนางนวล” มาเป็นชื่อรุ่น ATTO1 และทางเราก็ถือโอกาสไปแอบลองขับน้องเล็กจิ๋วคันนี้ในงาน มอเตอร์โชว์ที่ผ่านมาในรูปแบบของ First Impression

ATTO1 ถูกวางตัวเป็นรถเล็กเหมาะกับการใช้งานในเมืองไทย ดีไซน์ของตัวรถมาในลักษณ์แฮทช์แบค 5 ประตู มิติของตัวรถ ยาว 3,925 มม., กว้าง 1,720 มม., สูง 1,590 มม., ความยาวฐานล้อ 2,500 มม. และมีระยะต่ำสุดใต้ท้องรถถึงพื้น 155 มม. หากมองจากมิติตัวรถคู่แข่งของ ATTO1 ในตลาดเมืองไทยได้แก่ Wuling Binguo, GEELY EX2 และพี่น้องร่วมสายเลือก BYD Dolphin นั่นเอง

ดีไซน์ภายนอกแรกเห็นครั้งแรก เหมือนเป็นการดึงเอาดีไซน์จาก ซูเปอร์คาร์แนว เอชยูวี Lamborghini Urus โดยเฉพาะการดีไซน์ของชุดไฟหน้า และกันชนหน้า ไฟหน้าเลือกใช้แบบ LED ให้ความสว่าง และคมชัดในยามคำคืน แถมยังเปิด-ปิด แบบอัตโนมัติทั้ง 2 รุ่น กันชนหน้าออกแบบให้มีช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ พร้อมเส้นคิ้วออกแบบให้สอดรับกับดีไซน์ของชุดไฟหน้า ดีไซน์ด้านข้างทรงกล่อง แต่มีการเล่นเส้นสายตั้งแต่กรอบกระจกประตู เรื่อยลงมายันประตูทั้ง 4 บาน พร้อมกับคิ้วซุ้มล้อทั้ง 4 ทำให้ตัวรถดูบึกบึนขึ้น

ด้านท้ายออกแบบให้มีฝาท้ายบานใหญ่ เปิด-ปิด แบบอัตโนมือ แต่เบาแรงด้วยช็อคอัพฝาท้ายแบบคู่ บนสุดของฝาท้ายออกแบบให้มีสปอยเลอร์ทรงสปอร์ตพร้อมไฟเบรคดวงที่ 3 แบบ LED ชุดไฟท้ายดีไซน์สปอร์ตพาดยาวไปทั้ง 2 ฝั่งของท้ายรถ ชุดไฟท้ายเป็นแบบ LED อีกเช่นกัน ตัวรถมีสีสันให้เลือกถึง 4 สีด้วยกัน ขาว Shell White, ดำ Quantum Black, เขียว Pop Green และฟ้า Velocity Blue โดยสีเขียว และสีฟ้าจะมีเฉพาะรุ่น Premium เท่านั่น
เห็นตัวรถเล็กจิ๋วแบบนี้ แต่โครงสร้างของตัวรถมีความแข็งแรงสูง High-Strength Body Structure โดยมีส่วนผสมของเหล็กกล้ามากถึง 61% จับคู่กับการเลือกใช้แพลทฟอร์ม e-platform 3.0 จุดเด่นอยู่ในเรื่องของความปลอดภัย และเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารให้กว้างขวางนั่งสบาย และเหนือสิ่งอื่นใด BYD ATTO1 ผ่านมาตรฐานทดสอบการชนจากสถาบันยานยนต์ ANCAP ระดับ 5 ดาว จึงมั่นในใจได้เรื่องความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
การเปิด-ปิดเข้ารถนอกจากระบบ Keyless Entry แล้วยังมีระบบกุญแจแบบบัตรอิเล็คทรอนิคส์ NFC Card และ BYD Digital Key เปิดประตูเข้ามานั่งภายในห้องโดยสารกันบ้าง สิ่งแรกที่รู้สึกประทับใจคือ การจัดสรรพื้นที่ภายในห้องโดยสารให้นั่งสบาย ไม่อึดอัด แม้มิติของตัวรถไม่ได้ใหญ่โตมากนัก คอนโซลหน้าดีไซน์ Wave Shape เน้นความเรียบง่าย มีจอเรือนไมล์ ขนาด 7 นิ้ว และจอกลางมัลติมีเดียขนาด 10.1 นิ้ว แบบทัชสกรีน พร้อมระบบความบันเทิง เชื่อมต่อ Apple Car Play กับ Androld Auto ได้ และยังมีระบบสั่งงานด้วยเสียง ภาษาไทย-ภาษาอังกฤษ ตัวจอมัลติมีเดียรองรับการอัพเดทซอฟท์แวร์ผ่านสัญญาณอินเตอร์เน็ต OTA


พวงมาลัยรูปทรงคุ้นตาแบบ 3 ก้าน หุ้มหนังจับถนัดมือ ที่พร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชั่น ตัวพวงมาลัยสามารถปรับสูง-ต่ำ ได้ 4 ทิศทาง(รุ่น Premium) ส่วนรุ่น Dynamic ปรับได้ 2 ทิศทาง ใต้จอมัลติมีเดียเป็นชุดสวิทช์ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์เพียงปลายนิ้ว(แบบเดียวกับ Dolphin) โดยมีชุดสวิทช์ปรับโหมดการขับขี่ ฯลฯ ด้านล่างมีช่องแอร์ตรงกลาง 2 ช่อง และถัดลงไปมีช่องเสียบ USB Type A กับ Type C มาให้ครบถ้วน เท้าแขนกลางออกแบบให้มีช่องวางแก้ว และที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย(รุ่น Premium)


เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบสไตล์สปอร์ต ตัวเบาะกว้างนั่งสบายแม้ส่วนรองนั่งจะสั้นไปนิด พื้นที่เหนือศรีษะคนสูงระดับ 175 ซม. นั่งได้ไม่ติดหลังคา แต่เสียตรงส่วนรองศีรษะดุนศีรษะมากเกินไป ทำให้เวลาปรับท่านั่งให้พอดีต้องเอนพนักพิงไปด้านหลังเล็กน้อย เบาะคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง(รุ่น Premium) รุ่นส่วน Dynamic เป็นแบบปรับมือ 4 ทิศทาง ส่วนเบาะผู้โดยสารตอนหน้าปรับมือ 4 ทิศทาง


เบาะผู้โดยสารด้านหลังออกแบบมาให้คนตัวสูงไม่เกิน 160 ซม. จะนั่งสบายที่สุด ส่วนรองนั่งสั้นไปนิด เดินทางไกลๆ อาจเมื่อยต้นขากันบ้าง พนักพิงพับแบบ 100% พื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถความจุ 230 ลิตร แต่ถ้ามีการพับเบาะพนักพิงเบาะหลังลง พื้นที่เก็บสัมภาระจะเพิ่มขึ้นเป็น 930 ลิตร เลยทีเดียว
มาต่อกันในเรื่องของการขับเคลื่อน BYD ATTO1 มาพร้อมกับมอเตอร์เดี่ยววางด้านหน้า ขับเคลื่อนล้อหน้า ตัวมอเตอร์แบบ ซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร PMS ให้แรงม้า 55 กิโลวัตต์ แรงบิด 135 นิวตัน-ม. อัตราเร่ง 0-50 กม./ชม. ใช้เวลา 4.9 วินาที โหมดการขับขี่มีให้เลือก 3 โหมด Eco, Normal และ Sport

แหล่งพลังงานจ่ายไฟมาจาก แบตเตอรี่แบบ Blade Battery เทคโนโลยีของ BYD โดยในรุ่น Dynamic จะมีความจุ 30.08 กิโลวัตต์/ชั่วโมง และรุ่น Premium ความจุ 38.88 กิโลวัตต์/ชั่วโมง ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง รุ่น Dynamic วิ่งได้ 300 กม. ส่วนรุ่น Premium วิ่งได้ 380 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ตัวรถรับไฟชาร์จกระแสตรง DC แบบ CCS2 ได้สูงถึง 30 กิโลวัตต์(รุ่น Dynamic) และ 40 กิโลวัตต์(รุ่น Premium) รับไฟชาร์จกระแสสลับ AC แบบ Type 2 ที่ 6.6 กิโลวัตต์


สมรรถนะเท่าที่ได้รองสัมผัสเรื่องอัตราเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง เราลองในโหมดการขับขี่ Normal กดคันเร่งช่วงแรกตัวออกตัวแบบเนิบๆ แต่พอรถขยับตัวแล้ว อัตราเร่งถือว่าขับสนุก เพียงพอต่อการใช้งานในเมืองจริงๆ หรือถ้าวิ่งแทบๆ ปริมณฑลระยะทางไป-กลับ ไม่เกิน 300 กม. คนขับก็ไม่เหนื่อยมากในช่วงอัตราเร่งแซง เพราะแรงบิดระดับ 135 นิวตัน-ม. น้องๆ เครื่องยนต์สันดาปความจุ 1.5 ลิตร เข้าไปแล้ว

ระบบบังคับเลี้ยวเป็นแร็คแอนด์พิเนี่ยนไฟฟ้า EPS ระบบกันสะเทือนของ ATTO1 ด้านหน้าแบบ อิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบ ทอร์ชั่นบีม ระบบเบรคเป็น ดิสค์เบรกทั้ง 4 ล้อ มันเฉียบตรงนี้แหละ ล้อแม็กเลือกใช้ขอบ 16 นิ้ว รัดด้วยยางไซส์ 185/55 R16

ช่วงลองแฮนด์ลิ่งในการเข้าสลาลอมความเร็ว 40 กม./ชม. นั่น อัตราทดพวงมาลัยจัดอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ฉับไวเหมือน Dolphin ดังนั่นจังหวะโยกเข้าสลาลอมตัวที่ 2 ขึ้นไป ผู้ขับต้องเหมือนโยกพวงมาลัยเพิ่มเพื่อให้รถเลี้ยวไปตามโค้ง อาการหน้าดื้อโค้งมีน้อย แต่สิ่งที่เด่นชัดคือ อาการท้ายดีด Oversteer ถ้ามาด้วยความเร็วที่สูงกว่านี้ คนขับจะรู้ได้ชัดเจนเลยว่าท้ายเตรียมจะขึ้น(ส่วนนึงมาจากรถท้ายสั้น แรงเหวี่ยงหนีศูนย์เลยมีมาพอควร) แต่โชคดีว่าพวกระบบช่วงการทรงตัวเข้ามาตัดการทำงาน ช่วยแก้อาการรถให้กลับมาเป็นกลาง ทำให้คนขับสามารถควบคุมรถผ่านเส้นทางต่างๆ ไปได้สบายๆ

ระบบเบรคทำงานได้กระฉับกระเฉงดี น้ำหนักของแป้นรวมไปถึงระยะการทำงานของแป้นเบรคตามสไตล์รถไฟฟ้าที่ต้องสร้างความคุ้มเคยกันเล็กน้อย แต่พอคุ้นแล้วก็สามารถกะระยะน้ำหนักในการกดแป้นเบรคได้สบายๆ ความเร็ว 80 กม./ชม. เบรคจนรถหยุดนิ่ง อาการของตัวรถไม่ปัดเป๋ ระยะเบรคไม่ไกลมาก ระบบ ABS ทำงานฉับไวดีทีเดียว
ระบบความปลอดภัยนอกจากเรื่องของโครงสร้างที่ผ่านมาตรฐานการชน ANCAP แล้ว ทาง BYD ก็จัดเต็มเรื่องระบบความปลอดภัย ADAS ให้แถบจะเหมือนพี่ใหญ่ของค่ายเลยก็ว่าได้ มีแค่ในรุ่น Dynamic จะได้ถุงลมนิรภัยคู่หน้า กับตัวระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC ระบบช่วยเบรคฉุกเฉิน และระบบแจ้งเตือนรถออกนอกเลน และระบบควบคุมรถไม่ให้ออกนอกช่องทางเดินรถ



สำหรับราคาค่าตัวของ BYD ATTO1 รุ่น Dynamic เปิดไว้ที่ 429,900 บาท รุ่น Premium เปิดราคาไว้ที่ 459,900 บาท ถ้าเทียบกับคู่แข่งแล้วอาจจะดูสูสี หรือแพงกว่าเล็กน้อย แต่ถ้าเทียบกับรุ่นพี่ร่วมค่าย Dolphin แล้ว กระเถิบไปอีกนิดได้รถที่ใหญ่ขึ้น นั่งสบายขึ้น แต่ถ้ามองว่าเป็นรถคันที่ 2 เน้นใช้ขับทำงานในเมืองเป็นหลัก นานๆ ออกต่างจังหวัดใกล้ๆ ทีนึง ก็ถือว่าคุ้มค่าพอตัวสำหรับ BYD ATTO1 คันนี้ สนใจชมรถตัวจริง หรือทดลองขับได้แล้วที่โชว์รูม BYD ทั่วประเทศ