170 จำนวนผู้เข้าชม |

ตรีเพชร อีซูซุ เซลส์ ประเทศไทย (จำกัด) ได้ทำการเพิ่มไลน์อัพของรถอีซูซุ เพื่อเป็นเติมเต็มช่องว่างของรถกระบะเชิงพาณิชย์ D-Max V-Cross 4 ประตู และ Mu-X ด้วยเครื่องยนต์ 2.2 Ddi Max Force มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4WD โดยในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทางอีซูซุ เพิ่งประกาศราคา และอัพเกรดระบบกันสะเทือนในส่วนของช็อคอัพใหม่แบบ STIFF FLEX ในรุ่นเครื่องยนต์ 3.0 และอัพเกรดระบบ ADAS ในรุ่น2.2
การขยับไลน์อัพตั้งแต่ต้นปีของ อีซูซุ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในตัว D-Max V-Cross 4 ประตู ที่เพิ่มรุ่น Grade Z พร้อมชุดแต่ง Wild รอบคัน ทั้งหมด 9 ชิ้นด้วยกัน ฟรี!! ถ้าออกรถในช่วงเดือนมีนาคมจนถีงวันที่ 30 เมษายน 2569 แต่หลังจากนั่นถ้าลูกค้าอยากได้ชุดแต่ง Wild ต้องเพิ่มเงินอีก 32,500 บาท


D-Max V-Cross 4 ประตู Grade Z เวอร์ชั่นปี 2026 นี้ นอกจากเครื่องยนต์ 2.2 Ddi Max Force เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของอีซูซุ ที่รีดแรงมาออกมาได้ถึง 160 ตัว ผสานแรงบิด 400 นิวตัน-ม. พร้อมระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Rev Tronic กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่มาพร้อมกับโหมด Rough Terrain Mode และ Electronic Rear Diff-Lock ช่วยให้การขับขี่ลุยผ่านเส้นทางต่างๆ เป็นเรื่องที่ง่ายดายมากๆ


ภายนอกมากับชุดไฟหน้าดีไซน์ใหม่ Bi-Beam LED Projector สอดรับกับชุดกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมเลือกใช้สีไทเทเนียมตัดกับสีเทาเข้ม ไฟท้ายใหม่แบบ LED ล้อแม็กขอบ 18 นิ้วสีเงิน ภายในห้องโดยสารติดตั้งมาตรวัดแบบ Integrated พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว(MID) หน้าจอกลางแบบ Touch Screen ขนาด 8 นิ้ว พร้อมกล้องมองถอยหลัง แบบมีเส้นกะระยะ Dynamic Guideline เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ หุ้มหนังสังเคราะห์ Coolmax สีดำ ปรับด้วยมือ 6 ทิศทางฝั่งคนขับ และ 4 ทิศทางฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า

ทางด้าน Mu-X ตัวเครื่องยนต์ 2.2 Ddi Max Force ที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ นั่น จะมีทั้งในรุ่น Ultimate และ RS สีสันตัวรถยังคงมีมาไห้เลือก 3 เฉดีสีหลักๆ ยกเว้นรุ่น RS เท่านั่นที่เป็น สีขาว-หลังคาดำ Dolomite White Pearl with Black roof

ไฟหน้าแบบ Bi-Beam LED Projector ดีไซน์ Dynamic Blade กระจังหน้ารุ่น Ultimate เป็นแบบ Black Dynamic Grille วัสดุสีดำ ตัดด้วยเส้นสี Titanium Carbide กันชนหน้าสีเดียวกับตัวรถ ส่วนตัว RS กระจังหน้าแบบ Black Diamond Grille วัสดุสี Gloss Black (วิธีปั๊มให้เงาสะท้อนแสง Hot Stamp) และสัญลักษณ์ RS กันชนหน้าสีเดียวกับตัวรถ Light Magnetite met และ Gloss Black

ระบบกันสะเทือนยังคงมาพร้อมกับชุดช็อคอัพแก๊ส STIFF FLEX ที่ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ทางทางเรียบ และทางขุรขระ ช่วยให้การควบคุมรถง่ายยิ่งขึ้น ระบบบังคับเลี้ยวเป็นแร็คแอนด์พิเนี่ยนแบบไฟฟ้า EPS ล้อแม็กในรุ่น Ultimate ขอบ 20 นิ้ว สีทูโทน ส่วนรุ่น RS ล้อแม็กขอบ 20 นิ้วเช่นกัน แต่จะเป็นสี Gloss Black

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมกับหน้าจอ แบบ Integrated พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว (MID) พวงมาลัยติดตั้งแป้นควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shift มาให้ทั้ง 2 รุ่น จอกลางแบบ Touch Screen ขนาด 9 นิ้ว พร้อมกล้องรอบคัน 360 องศา พร้อมมุมมองแบบ 3 มิติทั้ง 2 รุ่น เบาะหนังสังเคราะห์สี Truffle Brown เดินด้ายสีน้ำตาลอ่อนจะมาในรุ่น Ultimate ส่วนรุ่น RS เบาะหนังสังเคราะห์สีดำ เดินด้ายสี Lime Green และสัญลักษณ์ RS ระบบความปลอดภัยเต็มพิกัดกับ ADAS 17 ระบบทั้ง 2 รุ่น
2 รุ่น 2 รูปแบบการทดสอบ

ตรีเพชรอีซูซุ จัดงานแนะนำรถ D-Max V-Cross 4 ประตู 4x4 Grade Z และ Mu-X รุ่น Ultimate กับ RS 4x4 ณ สนามทดสอบ ISUZI 4x4 Experience ปทุมธานี พร้อมกับจัดให้มีการทดสอบสมรรถนะเจ้า V-Cross 4 ประตู 4x4 Grade Z กับ Mu-X RS 4 WD ให้สื่อมวลชนได้สัมผัสถึง สมรรถนะของเครื่องยนต์ 2.2 Ddi Max Force ในรูปแบบของสนามออฟโร๊ด และรูปแบบของ Free Run แบบ ไฮสปีดนิดๆ

โดยในช่วงแรกทางทีมงานได้ลองขับเจ้า V-Cross 4x4 Gradw Z ในรูปแบบของ ออฟโร๊ด กันก่อน โดยรูปแบบของสนามนั่น ถูกออกแบบมาให้ใช้สมรรถนะของเครื่องยนต์ได้เรื่องของแรงบิด และการเคลื่อนตัวแบบ Walking Speed เป็นหลัก ทางอินสตั๊กเตอร์ที่นั่งประกบกับตัวผม และทีมงาน เพื่อให้คำแนะนำในการใช้ตำแหน่งเกียร์ และโหมดการขับขี่ต่างๆ นั่น โดยในสเตชั่นนิ้ ทางอินสตั๊กเตอร์แนะนำให้ใช้ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ 4 Low พร้อมกับกดสวิทช์เปิดโหมด Rough Terrain Mode เพื่อช่วยในเรื่องของการกระจายแรงบิดไปยังล้อทั้ง 4 ให้เหมาะสม ในกรณีที่ตัวรถมีการบิดตัว และล้อข้างใดข้างนึงลอยขึ้นจากพื้นถนน
โดยในสถานีที่ 1-2 ซึ่งออกแบบให้เห็นในเรื่องของการบิดตัวทั้งตัวรถ และช่วงล่าง ตรงนี้เองที่ผู้ขับขี่เพียงแตะคันเร่งเบาๆ รอบเครื่องยนต์บนเรือนไมล์ไม่เกิน 1,200 รอบต่อนาที ตัวรถสามารถตะกุยผ่านเส้นทางต่างๆ ไปได้แบบสบายๆ ช่วงที่ล้อลอย ระบบ Traction Control เข้ามาทำงานร่วมกับระบบ Rough Terrain Mode ได้รวดเร็วมากๆ

สถานที่ 5-6 เป็นบ่อน้ำลึกประมาณ 50 ซม. ซึ่งพื้นด้านล่างเป็นหินก้อนค่อนข้างใหญ่ เราบ่อยให้ตัวรถเคลื่อนตัวในรูปแบบ Walking Speed เพื่อความปลอดภัย เพราะถ้าเติมคันเร่งแรงเกิดไป ใต้ท้องรถอาจกระแทกกันก้อนหินด้านล่างได้ ผ่านบ่อน้ำมาจะเป็นเนินหินที่ค่อนข้างลื่น ผู้ขับขี่เพียงแคแตะคันเร่งให้เพื่อให้รอบเครื่องยนต์ไต่ไปที่ไม่เกิน 1,500 รอบ ซึ่งเป็นช่วงที่มีแรงบิดสูงที่สุด ตัวรถสามารถไต่ขึ้นไปได้แบบสบายๆ โดยที่ไม่มีล้อใดหมุนฟรี ทั้งที่ตัวรถใช้ยางแบบ H/T ก็ตาม


จังหวะลงทางลาดชัน ตัวรถมีระบบ HDC หรือ Hill Desent Control ซึ่งทำงานได้สมูทมาก แม้ช่วงแรกจะดูเหมือนตัวรถไหลงจากเนินมาเร็วนิดนึง แต่ระบบก็จัดการเบรค และชะลอความเร็วของตัวรถให้ไหลลงเนินด้วยความปลอดภัย แถมไม่มีเสียงของระบบ HDC ทำงานให้ได้ยินแต่อย่างใด และช่วงเนินเอียงเพื่อโชว์ให้เห็นถึงสมดุลของตัวรถนั่นมุมองศาประมาณ 30 องศา ตัวรถสามารถไต่เนินเอียงผ่านพ้นไปได้แบบสบายๆ ทั้งเนินเอียงซ้าย และเนินเอียงขวา

จบในสถานีการทดสอบแรก เราไปต่อกับที่สถานที่ 2 Free Run โดยมีตัวรถให้ทดลองขับ 2 รุ่นด้วยกันคือ V-Cross 4 ประตู 4x4 Grade Z และ Mu-X RS 4x4 โดยสภาพเส้นทางเป็นดินลูกรัง สลับสลาลอม ซ้าย-ขวา 3 ชุด ก่อนวกกลับมายังจุดสตาร์ทอีกครั้ง ความเร็วเฉลี่ยที่ใช้คือไม่เกิน 60 กม./ชม. โดยคันแรกที่ได้ลองขับก็คือ Mu-X อัตราเร่งช่วงแรกถือว่าทำได้ดี อาการรอรอบในช่วงต้นแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ ช่วงสลาลอมเราใช้ความเร็วประมาณ 50 กม./ชม. ช่วง ไพล่อน 2 ชุดแรกอาการของรถถือว่าควบคุมได้ อัตราทดพวงมาลัย และน้ำหนักของพวงมาลัยถือว่าดี ขับง่าย คล่องตัว แต่พอเข้าไพล่อนชุดที่ 3 ตัวรถมี อาการหน้าดื้อนิดๆ และท้ายออกหน่อยๆ แต่ก็ยังสามารถควบคุมตัวรถสบายๆ ช่วงทางตรงลงบ่อโคลน อาการของตัวรถไม่มีการปัดเป๋ และช่วงล่างที่เซ็ทมาถือว่าให้ความนุ่มนวลบนทางลูกรังที่ใช้ความเร็วในระดับนี้ได้น่าพอใจทีเดียว

คันต่อมา V-Cross 4 ประตู 4x4 Grade Z น้ำหนักของพวงมาลัยต่างกับตัว Mu-X เพราะใช้แร็คแอนด์พิเนี่ยนแบบไฮดรอลิค แต่อัตราทดพวงมาลัยถือว่าฉับไวพอตัว อาการของช่วงล่างในทางตรงมีอาการกระด้างกว่าตัว Mu-X แบบเห็นๆ แต่ถ้าเทียบกับกระบะ 4 ประตู ด้วยกัน ถือว่าอาการดีดเด้งมีไม่เยอะ ผู้โดยสารยังนั่งได้โดยมาบ่น เพราะอย่าลืมว่าตัวรถต้องเซ็ทอัพมาเพื่อรับน้ำหนักบรรทุกด้วย พอเข้าสลาลอมในช่วงไพล่อนชุดแรก อาการของรถยังคงปกติ พอเขาไพล่อนชุดที่ 2 ตัวรถเริ่มมีอาการหน้าดื้อให้เห็นนิดๆ และอาการท้ายออกตามสไตล์รถกระบะมีให้เห็นแต่ยังควบคุมได้ พอเข้าไพล่อนชุดที่ 3-4 อาการก็เหมือนเดิมแค่แรงเพิ่มขึ้น แต่ผู้ขับขี่ก็ยังสามารถควบคุมตัวรถได้สบายๆ โดยที่ระบบ Traction Control ยังไม่ได้ออกมาช่วยแต่อย่างใด

ภาพรวมหลังจากได้มีการทดสอบสมรรถนะแบบเล็กๆ พอหอมปากหอมคอ ต้องบอกเลยว่าการที่ อีซูซุ จับรถระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ มาติดตั้งให้กับเครื่องยนต์ 2.2 Dd- Max Force ในบอดี้ของกระบะ D-Max และรถครอบครัว Mu-X ถือว่าเป็นการปิดช่องว่าง ช่องโหว่ ของตัวเองที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จนเสียยอดขายให้กับคู่แข่งไปไม่น้อย เพราะลูกค้าบางท่านอยากลองเครื่อง 2.2 แต่อยากได้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แต่ช่วงแรก อีซูซุ ไม่ยอมให้มา
ตอนนี้ไลน์อัพมีมาครบถ้วนแล้ว อีซูซุ หวังยึดครองพื้นที่เจ้าตลาดทั้งรถกระบะ และรถอเนกประสงค์ในปี 2026 อย่างแน่นอน และยิ่งเจ้า D-Max V-Cross 4 ประตู 4x4 Grade Z ช่วงนี้จนถึงปลายเดือยเมษายน อีซูซุ ก็ใจดีแถมจุดแต่ง Wild สไตล์สปอรต์ 9 ชิ้น ให้ฟรีๆ ถือว่าคุ้มค่าไม่น้อยเลยทีเดียว ในราครา 1.066 ล้านบาท Mu-X ตัว Ultimate 4 WD ราคา 1.654 ล้านบาท และตัว RS ราคา 1.759 ล้านบาท ราคาถือว่ากำลังได้ลุ้น

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ บริษัท ตรีเพชร อีซูซุ เซลส์ ประเทศไทย (จำกัด) ที่เชิญทีมงานเข้าร่วมงานเปิดตัว และทดสอบรถ 3 รุ่นใหม่ในครั้งนี้ และท่านใดสนใจอยากชมตัวรถ หรือทดสอบสมรรถนะสามารถไปชม และทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูม อีซูซุ ทั่วประเทศ