Lamborghini Urus: The world’s first Super Sport Utility Vehicle

 

                 Lambo ได้ฤกษ์เปิดตัว ‘Super SUV’ หลังจากที่เพาะบ่มกันมานาน หลายคนหลงเข้าใจว่า Urus เป็น SUV โมเดลแรกของค่าย ซึ่งไม่ใช่ ราวปี 1986, Lambo ได้ส่งตัวลุยตัวถังยกสูงในชื่อรุ่น LM002 ออกมาทำตลาด เป็นรถ SUV ที่บ้าพลังด้วยเครื่องยนต์ V12 จากซูเปอร์คาร์ Countach ผลิตจำหน่ายให้กับลูกค้าทั่วไป รวมทั้งกองทัพเช่นเดียวกับ Humvee จากอเมริกัน

 


                Urus มาจากชื่อวัวกระทิงยอดนักสู้ ใช้หลักการตั้งชื่อเช่นเดียวกับรถ Lambo ทุกโมเดล เป็นรถ SUV ที่จัดเต็มในทุกองค์ประกอบเท่าที่รถ SUV ที่ดีที่สุดในโลกพึ่งมี ทางลัดในการพัฒนา SUV ของ Lambo อยู่ที่การใช้เพลทฟอร์ม ‘VW MLBevo’ ร่วมกับ SUV กลุ่มบนในเครือ Volkswagen Group ซึ่งนั่นจะหมายถึง Urus ใช้พื้นฐานโครงสร้างเดียวกับ Audi Q7, Porsche Cayenne และ VW Touareg ดังนั้น Urus จึงมีของเล่นไฮเทคอัดแน่นเต็มคัน ไม่แตกต่างจาก Sport SUV จากฝั่งเยอรมัน

 


 

                ดีไซน์ Lamborghini DNA เป็นส่วนที่ Urus แตกต่างจากพี่น้องในเครือ สร้างเสียงวิจารณ์แตกออกไป มีทั้งที่กล่าวว่า ดูแปลก ขัดสายตา และสวยงามอย่างไร้ที่ติ ในสไตล์ Lambo ให้อารมณ์ประมาณจับตัวถังซูเปอร์คาร์ ซึ่งเป็นงานถนัดของทีมดีไซน์เนอร์จากค่ายนี้ มาใส่ระบบขับเคลื่อน AWD พร้อมตัวถังยกสูง ใช้ระยะโอเวอร์แฮงค์หน้าหลังที่สั้นลง เพื่อเพิ่มความสามารถในการปีนป่าย แถมใช้ช่วงล่างถุงลม (Adaptive Air Suspension) ช่วยเพิ่ม-ลดความสูงของตัวถัง Urus จึงเป็นตัวแรงที่ถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ลงตัวทั้งใช้ความเร็วสูงบนไฮเวย์ และทางฝุ่น

 

                หัวใจแห่งความแรงของ Lambo Urus เป็นเครื่องยนต์ V8 bi-turbo ขนาดความจุ 3,996 ซีซี ฝาสูบมาพร้อมระบบวาล์วแปรผัน ที่ติดตั้งระบบตัดการทำงานของลูกสูบ จาก 8 สูบ ลงมาเหลือเพียง 4 สูบ ขณะรถใช้ความเร็วคงที่ เพื่อสร้างความประหยัดและลดมลพิษ โดยระบบจะตัดการทำงานที่สูบ 2, 3, 5 และ 8 เมื่อเครื่องยนต์ต้องการกำลังในการแร่งแซง ECU พร้อมสั่งทำงานครบทั้ง 8 สูบ ในเสี้ยววินาที

 


                เครื่องยนต์ V8 ใช้เทอร์โบแบบ twin-scroll ให้แรงม้าสูงถึง 650 hp ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 850 Nm ที่ 2,250-4,500 รอบ/นาที รอบเครื่องถูกจำกัดที่ 6,800 รอบ/นาที เมื่อทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4WD จะทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 3.6 วินาที และผ่าน 200 กม./ชม. เพียง 12.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 305 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 7.87 กิโลเมตร/ลิตร และตัวเลข CO2 ในระดับ 290 กรัม/กิโลเมตร

                

                ระบบขับเคลื่อน 4WD รองรับการทำงานทุกสภาพพื้นผิว ทุกสภาพอากาศ รวมทั้งสไตล์การขับขี่ที่เน้นสมรรถนะ เป็นผลงานของขบวนเฟือง Torsen เช่นเดียวกับระบบ quattro จาก Audi ในสภาพการขับขี่ทั่วไป ใช้กระจายแรงบิดไปยังล้อหน้าและล้อหลัง ในอัตราส่วน 40:60 ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการเกาะถนน และระบบสามารถกระจายกำลังไปให้ล้อหน้าได้สูงสุด 70% (70:30) และล้อหลังได้สูงสุด 87% (13:87) ตามสภาพการขับขี่ในขณะนั้น นอกจากนี้ชุดเฟืองท้ายของล้อหลังยังติดตั้ง Differential พร้อมระบบ Active Torque Vectoring ที่ช่วยสร้างสมดุลในการส่งแรงบิดลงสู่ผิวถนน ขณะ Urus ทะยานออกจากโค้งด้วย

 

               Lambo Urus มาพร้อมระบบเลี้ยวทั้ง 4 ล้อ ล้อหลังติดตั้ง Rear-wheel Steering เช่นเดียวกับ Aventador S ใช้แขนกลบังคับเลี้ยวในล้อคู่หลัง เพื่อเสริมการเลี้ยวของล้อหน้า ล้อหลังหักเลี้ยวสูงสุดได้เพียง 3 องศา จะหักเลี้ยวสวนทิศทางการเลี้ยวของล้อหน้าในความเร็วต่ำ และหักเลี้ยวทิศทางเดียวกับล้อหน้าในความเร็วสูง

 

            ระบบเบรกจัดเต็มตามมาตรฐาน Lambo ด้วยชุดเบรก ‘CCB’ (Carbon Ceramic Brakes) ด้านหน้าใช้จานเซรามิคขนาด 440 x 40 มิลลิเมตร พร้อมคาลิปเปอร์แบบ 10 pot ขณะที่คู่หลังใช้ขนาด 370 x 30 มิลลิเมตร กับคาลิปเปอร์ 6 pot เบรกเทพชุดนี้ สามารถรับมือกับ 650 แรงม้า ของ Urus ได้แบบสบายๆ จาก 100-0 กม./ชม. ใช้ระยะเพียงแค่ 33.7 เมตร จากคุณสมบัติทั้งหมด Urus เข้าข่ายซูเปอร์คาร์ในทุกองค์ประกอบ เพียงแต่...เป็นซูเปอร์คาร์ที่อเนกประสงค์ที่สุดในโลกเท่านั้นเอง

 

ภาพและภาพยนตร์ : Automobili Lamborghini S.p.A.
เรียบเรียง : Pitak Boon

 

 

Powered by MakeWebEasy.com