ทดสอบทุกขีดความสามารถของ “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” บนเส้นทางที่ท้าทายเพื่อการขับขี่ทุกรูปแบบ บนเส้นทางชายฝั่งทะเลอันดามัน

ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฟอร์ด ประเทศไทย จัดทริปสุดพิเศษ เชิญคณะสื่อมวลชนร่วมทดสอบ “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” บนเส้นทางชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งทางทีมงาน Lifestyle224.com และรายการ SAFE SAVE DRIVE ถูกเชิญไปร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ ได้เห็นเส้นทางธรรมชาติใหม่ๆ โดยทริปการขับขี่คราวนี้เป็นทริป 3 วัน 2 คืน ที่ขับขี่ภูเก็ต-พังงา-สุราษธานี

วันแรก - ทันทีที่คณะสื่อมวลชนเดินทางมาถึงภูเก็ต ทีมงาน ฟอร์ด ประเทศไทยให้การต้อนรับและพาไปรับรถ “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” พาหนะที่จะอยู่กับเราตลอด 3 วันนี้ เพื่อมุ่งหน้าไปยังเขาหน้ายักษ์ อุทยานแห่งชาติหาดท้ายเหมือง-เขาลำปี อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เป็นจุดหมายแรกซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงามเงียบสงบ มีหาดทรายขาวละเอียด ยาวกว่า 13 กิโลเมตร เพื่อทดสอบระบบ Terrain Management System (TMS)  เส้นทางที่เข้าไปจะเป็นทรายละเอียดทั้งหมดผมจึงได้เปลี่ยนเป็นโหมด “Mud/Sand” สามารถเปลี่ยนโหมดได้ที่พวงมาลัยทางฝั่งซ้าย จากนั้นก็บิดโหมดตรงแผงคอนโซลเกียร์เป็นระบบขับเคลื่อน 4H หรือ 4L ตามความถนัด

ผมก็ได้ใช้ทั้งสองโหมดในการขับขี่สรุปง่ายๆ คือ 4H จะใช้รอบสูงกว่า ส่วน 4L จะใช้รอบต่ำกว่า นั้นเอง โดยโหมดนี้จะสั่งให้แทคชั่นคอนโทนทำงานน้อยลงเพื่อต้องการที่จะให้ล้อปั่นไปตลอดเวลา ส่วนเกียร์จะไม่ค่อยเปลี่ยนจะแช่อยู่ที่เกียร์เดิมตลอดเพราะต้องการให้รอบคงที่และมีทอร์คให้ใช้งานตลอดเวลานั้นเอง ตัวของพวงมาลัยไฟฟ้าควบคุมง่ายสบายมือทำให้เราขับผ่านทรายละเอียด ตลอดระยะทาง 13 กิโลที่ต้องคอยหักหลบอุปสรรคต่างๆ ทั้งต้นไม้ กิ่งไม้ ที่ขวางอยู่ได้อย่างสบาย เราขับไปจนถึง โขดหินขนาดใหญ่ที่ถูกทับถมสะสมมาเป็นเวลานับล้านปี ปรากฏร่องรอยลวดลายสวยงามแปลกตา ด้วยรูปร่างของภูเขามีหน้าผาคล้ายใบหน้ายักษ์ แวะถ่ายรูปชมความสวยงามของธรรมชาติอีกครั้ง

หลังจากดื่มดับบรรยากาศกันพักนึง ทีมงานพาคณะขับรถออกมาเพื่อไปที่เกาะคอเขา อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่เราจะไปทำการทดสอบสมรรถนะของเจ้า “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” กัน โดยเส้นทางที่วิ่งเป็นถนนหลวงก่อนที่ทีมงานจะพาตัดเข้าสู่ทางทรายละเอียดอีกครั้ง เราก็จะเปลี่ยนไปสู่ในโหมด “Mud/Sand” อีกครั้งเช่นกัน การขับขี่ก็จะคล้ายๆ กับช่วงเช้า แต่จะมีพิเศษคือเราได้วิ่งเรียบชายหาดที่เป็นทรายหยาบและค่อนข้างแน่นทำให้รู้ถึงพละกำลังของเจ้า “แร็พเตอร์” จะได้อารมณ์การขับขี่แบบแรลลี่คลอสเลย พอถึงที่หมายถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดินอย่างส่วนงาม ก่อนจะเข้าที่พักเก็บแรงเพื่อเตรียมทดสอบสมรรถนะในวันที่ 2 ต่อไป

วันที่สอง - ช่วงเช้า ทีมงาน ฟอร์ด ประเทศไทย ได้อธิบายผลิตภัณฑ์ “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” ให้เราได้รู้ถึงผลิตภัณฑ์อีกครั้ง ก่อนจะอธิบายเส้นทางในการทดสอบคราวนี้และวัตถุประสงค์ในการทดสอบคราวนี้ เพื่อทดสอบระบบ Terrain Management System (TMS) ในโหมดการขับขี่ออฟโรด บนเส้นทางที่เป็นกรวด หญ้า ทรายและเป็นหลุมเป็นบ่อ คราวนี้ผมเลือกใช้โหมด “Snow/Mud/Grass” เพราะทางที่เราจะใช้ทดสอบคราวนี้เป็นสนามบินเก่าซึ่งเป็นลานดินกว้างที่ถูกปกคลุมไปด้วยหญ้าและช่วงสายๆ แบบนี้น้ำค้างจากเมื่อคืนยังอยู่เยอะทำให้สภาพสนามที่เราใช้การทดสอบคราวนี้ลื่นและมีทุกสภาพพื้นผิวเลย และอีกโหมดที่ใช้คือ โหมดบาฮา (BAJA) การขับขี่ออฟโรดความเร็วสูง ทั้งสองโหมดนี้สามารถปรับเปลี่ยนที่แผงพวงมาลัยฝั่งซ้ายมือเช่นกัน โดยลานทดสอบคราวนี้จะวิ่งในสไตล์ครอสคันทรีเลย มีทางโค้งซิกแซก ที่ใช้ทั้งความเร็วต่ำและความเร็วสูง มีการขับขี่แบบสไลด์ๆ นิดๆ ก่อนที่จะจบด้วยการกระโดดเนินดินซึ่งเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของ “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์”  ที่โช้คอัพคู่ด้านหน้าและหลังของ FOX Shock เพื่อซับแรงกระแทกเมื่อขับขี่ได้อย่างดี

รอบแรกผมใช้การขับขี่ 4H และวิ่งในโหมด “Snow/Mud/Grass” ซึ่งโหมดนี้แทบจะไม่ปิดแทคชั่นคอนโทนเลย เพราะต้องการที่จะใช้ทอร์คน้อย และล้อต้องไม่ปั่นฟรีทิ้งเยอะ ถ้าล้อปั่นฟรีทิ้งเยอะตัวรถจะไม่เคลื่อนไปข้างหน้านั้นเอง ตัวพวงมาลัยจะเบาและคอนโทรลได้ง่าย ทำให้คนขับไม่ต้องเครียดขณะขับขี่ ว่าจะหักพร้อมไหม จะเลี้ยวได้หรือเปล่า พอในรอบที่สองผมเปลี่ยนมาใช้โหมด “Baja”  ซึ่งเป็นโหมดออฟโรดความเร็วสูง ในโหมดนี้แทคชั่นคอนโทน จะถูกปิดลงเกือบหมด เพื่อให้ได้อารมณ์ในการขับขี่มากขึ้น อาการของรถจะมีอาการสไลด์ตามโค้ง ถ้าใครควบคุมรถอยู่ คอนโทรลรถได้ก็จะสนุกกับการขับขี่ในโหมดนี้ ส่วนตัวพวงมาลัยจะมีน้ำหนักมากขึ้นเพื่อให้รถไม่วอกแวกนั้นเอง

ต่อมาเรามาลองวิ่งกันในทางที่เป็นร่องน้ำต้องใช้ระบบขับเคลื่อน 4L ในการขับเคลื่อนพร้อมทั้งเปิดระบบ Diff Lock ให้ทำงานเพราะจะได้ให้ล้อหมุนพร้อมกันจะได้สามารถผ่านอุปสรรคที่เป็นร่องน้ำเป็นร่องลึกและเป็นดินแข็งๆ ไปได้ด้วยดี นั้นเอง ซึ่งการขับขี่ในโหมดนี้ ก็จะใช้คันเร่งน้อยลงเครื่องยนต์จะมีทอร์คมาขึ้น ทำให้ผ่านอุปสรรคที่มีอยู่ไปอย่างง่ายดายและไม่เหนื่อย

วันที่สาม - ออกเดินทางข้ามเกาะคอเขาด้วยเรือเฟอรารี่เพื่อไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปเยี่ยมชม กะปง แกรนด์ แคนยอน ประติมากรรมธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงต่ำไม่เท่ากัน ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการทำเหมืองแร่ในสมัยก่อนที่มีการขุดหาแร่ดีบุก ด้วยระบบเหมืองฉีด จึงทำให้มีกองทรายอยู่จำนวนมหาศาล ต่อมาถูกน้ำกัดเซาะจนพังทลายเป็นพื้นที่รูปร่างแปลกตากว่า 50 ไร่ ใช้ระบบ Terrain Management System (TMS) โหมดการขับขี่โคลน/ทราย อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทางคราวนี้เป็นธารน้ำแห้ง ลักษณะของทางจะเป็นหินกรวดสลับกับภูเขาหินปูนที่สลับซับซ้อนอันสวยงามและท้าทาย เพื่อทดสอบสมรรถนะของเจ้า “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์”  ก่อนออกเดินทางสู่ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี เพื่อกลับกรุงเทพฯ พิสูจน์การผสานการทำงานของขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 2.0 ลิตร แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด เทคโนโลยีล่าสุด มอบพละกำลัง 213 แรงม้าและแรงบิด 500 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งที่ดีขึ้น และการเปลี่ยนเกียร์ที่ฉับไวกว่าที่เคย พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Terrain Management System (TMS) ลุยทุกเส้นทางหฤโหด รวมถึงระบบกันสะเทือนที่มาพร้อมโช๊ค FOX Shock ที่ช่วยซับแรงกระแทกในการขับขี่ทางวิบาก

ขอขอบคุณทีมงาน ฟอร์ด ประเทศไทย ที่หาเส้นทางการขับขี่ที่สามารถใช้ระบบ Terrain Management System (TMS) ของเจ้า “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” ผ่านทุกอุปสรรค ผ่านทุกสภาพทางได้เป็นอย่างดี

* * * Disclaimer: ฟอร์ดได้รับอนุญาตจากเอกชนผู้ถือกรรมสิทธิ์พื้นที่หาดแห่งนี้ในการจัดกิจกรรม พื้นที่ดังกล่าวจะกลับสู่สภาพเดิมในไม่ช้า โดยเราได้เตรียมความพร้อมและระมัดระวังในทุกขั้นตอนเพื่อให้แน่ใจว่าการจัดกิจกรรมนี้ไม่เป็นการรบกวนสิ่งมีชีวิตใดๆ ระหว่างการขับขี่

Powered by MakeWebEasy.com