เมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดงานแสดงรถยนต์ประจำปี “Mercedes-Benz StarFest 2019” ยกทัพคาราวานรถหรูบุกหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ พร้อมเชิญสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะรถยนต์ในเส้นทาง ขอนแก่น - กรุงเทพฯ

โดย อัฐฒา นายเรือ

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด  จัดงาน “Mercedes-Benz StarFest 2019” จัดแสดงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นต่างๆ  จำนวนรวม 12 รุ่น ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ทั้ง Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car, และ SUV  ชูไฮไลท์รถยนต์เอนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่งรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Mercedes-Benz GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic ในฐานะรถยนต์สไตล์ออฟโรดพร้อมลุยในทุกสถานการณ์ พร้อมเชิญสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ภายใต้แบรนด์เทคโนโลยี EQ จำนวน 4 รุ่นได้แก่ C 300 e AMG Dynamic, E 350 e Avantgarde, E 350 e Exclusive และ E 350 e AMG Dynamic ในเส้นทางขอนแก่น - กรุงเทพฯ


มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์หรูในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่น สานต่อเจตนารมณ์ที่จะไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้ และวันข้างหน้า ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ รวมถึงการจัดกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกกลุ่มซึ่งงาน  “Mercedes-Benz StarFest” ถือเป็นงานแสดงรถยนต์ประจำปีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่  ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ที่จะไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอยนตรกรรมที่ดีที่สุด ให้แก่ลูกค้า และยังถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เปิดให้ลูกค้าที่รักและชื่นชอบยนตรกรรมจากค่าย  ดาวสามแฉกได้สัมผัสกับที่สุดแห่งยนตรกรรมระดับพรีเมี่ยมที่เพียบพร้อมไปด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยอย่างใกล้ชิด”


“ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ ได้จัดงานแสดงรถยนต์ “Mercedes-Benz StarFest” ขึ้นอีกครั้ง ภายใต้คอนเซ็ปท์ “The All Star Experiences” ซึ่งถือเป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ที่เราได้ยกขบวน          รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ หลากหลายรุ่นไปจัดแสดงยังที่ต่างๆ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศเพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเรา โดยกิจกรรมนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมประจำปีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ลูกค้าให้ความสนใจและได้รับเสียง ตอบรับที่ดีเยี่ยมมาโดยตลอด”



 
มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับงาน Mercedes-Benz StarFest 2019 ในปีนี้  เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้ยกทัพยนตรกรรมหรูกว่า 12 รุ่น ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ มาให้ลูกค้าดาวสามแฉกทุกท่านได้ชมกันอย่างใกล้ชิด ทั้ง ซึ่งรวมถึงรถยนต์ที่ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่างระบบมัลติมีเดียแบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่สามารถเชื่อมโยงผู้ขับขี่เข้ากับเทคโนโลยีอันชาญฉลาดเสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัว ผ่านระบบการสั่งการด้วยเสียงที่สามารถจดจำข้อมูล และเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานต่างๆ ของผู้ขับขี่ เพื่อแจ้งเตือน หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานให้ง่ายและเหมาะสมที่สุด รวมถึงบริการ ‘Mercedes me connect’ ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส


งานจัดแสดงรถยนต์ Mercedes-Benz StarFest 2019 ได้เริ่มจัดไปแล้ว 7 แห่ง ได้แก่  ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ห้างสรรสินค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี ซึ่งสำหรับจุดหมายต่อไป คือ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 24 กันยายนนี้ ก่อนที่คาราวานยนตรกรรมหรูจะเคลื่อนทัพไปยังห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ในวันที่ 27 กันยายน – 3 ตุลาคม, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซา พิษณุโลก ในวันที่ 1–7 ตุลาคม, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลภูเก็ต ในวันที่ 8–14 ตุลาคม และปิดท้ายการจัดแสดงคาราวานยนตรกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ ในวันที่ 17–23 ตุลาคมนี้


ข้อมูลผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์เทคโนโลยี EQ

 
Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ

Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ  มอบสมรรถนะจากเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี   ที่ให้ พละกำลังสูงถึง 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และมีแรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบ 1,200–1,400 ต่อนาที ซึ่งเมื่อผสานพลังกับมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง 122 แรงม้า  จะทำให้ ได้ System Output สูงสุดถึง 320 แรงม้าที่ 4,500–5,500 รอบ/นาที และมีแรงบิดถึง 700 นิวตันเมตร นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบผสม ที่ต่ำกว่า 45 กรัม ต่อกิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งรถรุ่นนี้จะมีพละกำลังที่เหนือกว่า C 350 e แต่หลายๆ ท่านอาจสับสนจากตัวเลขชื่อรุ่นที่คิดว่า 350 จะแรงกว่า 300

 

ดีไซน์ภายนอก

โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ดูปราดเปรียว เร้าใจ ผสานด้วยคุณสมบัติอัจฉริยะของอุปกรณ์ต่างๆ  ติดตั้งกระจังหน้าแบบ diamond grille สีเงินพร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว โดยมีกันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้างเป็นดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG Bodystyling รวมถึงการใช้เทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam ซึ่งประกอบด้วยหลอดไฟ LED  ที่ทำงานโดยอิสระจำนวน 84 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม ที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้ง ยังสามารถปรับความเข้มแสง โดยใช้ระบบไฟหน้าให้เข้ากับสภาพการจราจรโดยรอบได้  ซึ่งระบบไฟหน้า MULTIBEAM LED มีคุณสมบัติพิเศษมากมายที่เหนือกว่าระบบไฟหน้า LED มาตรฐาน (ที่มีหลอดไฟ LED 19 หลอดต่อโคมไฟหน้า 1 โคม) เช่น ระบบไฟส่องสว่างขณะขับรถผ่นสี่แยกหรือวงเวียน ระบบไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเมือง และระบบไฟส่องสว่างสำหรับสภาวะอากาศเลวร้าย

 

ทั้งนี้ ระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam จะทำงานอัตโนมัติหากระบบตรวจจับ ได้ว่าไม่มีผู้สัญจรในทางรถสวน ถนนข้างหน้าเป็นทางตรง และผู้ขับขี่กำลังใช้ความเร็วตั้งแต่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam จะช่วยให้ไฟหน้าของรถมีความสว่างในระดับที่สูงขึ้นตามความเร็วของรถโดยสามารถส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร นอกจากนี้ยังมีหลังคาพาโนรามิคซันรูฟที่เลื่อนเปิด-ปิด ได้ด้วยระบบไฟฟ้าอีกด้วย

ดีไซน์ภายใน และห้องโดยสาร ถูกออกแบบให้มีความหรูหราสไตล์สปอร์ต และมีโครงสร้าง ที่ดูต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียว มาพร้อมกับพวงมาลัยที่มีระบบมัลติฟังก์ชัน ตกแต่งแบบสปอร์ตท้ายตัด พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control ใช้เบาะหุ้มหนังแบบสปอร์ต และมาพร้อมกับ Memory Seat Package ระบบกุญแจแบบ KEYLESS-START และมีระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO เสริมเข้ามาด้วย

 

Mercedes-Benz C 300 e ยังมาพร้อมกับหน้าจอมัลติมีเดียบริเวณกลางคอนโซลแบบ MB Audio 20 ขนาด 10.25 นิ้ว เพื่อใช้ในการควบคุมระบบต่างๆ ของรถได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสด้วยระบบ Touch pad ไม่ว่าจะเป็นระบบ Apple CarPlay™ ระบบถอยจอดแบบอัตโนมัติ หรือระบบแผนที่นำทาง 3 มิติรูปแบบใหม่ เป็นต้น อีกทั้งยังได้เพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทางด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สี เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า นอกจากนี้ ยังได้นำเทคโนโลยี และรูปแบบการใช้งานมาจากรถยนต์ The S-Class โดยมีระบบ All-Digital instrument display หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้วที่สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic Sporty และ Progressive


ระบบเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัย ที่มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รุ่นล่าสุด สำหรับตระกูล The C-Class ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับระบบที่ใช้ในรถยนต์ The S-Class อาทิ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ช่วยเสริมเรื่องความปลอดภัย และยกระดับประสบการณ์การขับขี่ ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อาทิ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program - ESP®) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS) ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light) ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist system)ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC) ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST Service interval indicator) ระบบเตือนแรงดันลมยาง (Tyre pressure loss warning system) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) ระบบช่วยการ นำรถเข้าจอดแบบอัตโนมัติ (Active Parking Assist) ระบบ DYNAMIC SELECT คือ แบบ Sport  Sport+ และ Comfort และระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ Bluetooth นอกจากนั้น ยังมีระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Distance Pilot DISTRONIC) กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround view camera) และระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® surround sound system นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับ ระบบแผนที่นำทางที่ติดตั้งอีกด้วย


 
Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่ที่มีขนาดความจุ 13.5 kWh มากกว่าเดิมถึง 111% ผสานกับประสิทธิภาพของเซลล์แบตเตอรี่ชนิดใหม่ซึ่งมีส่วนผสมของลิเธียม-นิกเกิล-แมงกานีส-โคบอลต์ (Li NMC) ส่งผลให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากความจุ 10% จนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ภายในระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที หากชาร์จด้วยเครื่องประจุไฟฟ้าวอลล์บอกซ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุด นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะแบบใหม่ (9G-TRONIC) ที่ช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้มากยิ่งขึ้น ทำให้การขับเคลื่อนมีความนุ่มนวลและลดเสียงรบกวนได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้สามารถลดระดับเกียร์ลงได้หลายระดับในกรณีที่ต้องการเร่งแซงอย่างรวดเร็ว

 
· Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic ราคา 2,990,000 บาท


Mercedes-Benz E 350 e รุ่นประกอบในประเทศ
 
ดีไซน์ภายนอก Mercedes-Benz E 350 e Avantgarde มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED High Performance ในขณะที่ Mercedes-Benz E 350 e Exclusive และ Mercedes-Benz E 350 e AMG Dynamic มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED, ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System), ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System), ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus) โดย Mercedes-Benz E 350 e AMG Dynamic จะเพิ่มเติมความพิเศษด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG  แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว, หลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG, ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน และสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า



ดีไซน์ภายใน เบาะที่นั่งตอนหลังสามารถพับลงแบบ 1/3 และ 2/3 เพื่อความสะดวกในการ บรรจุสัมภาระ ซึ่งรุ่น Mercedes-Benz E 350 e Avantgarde และ Mercedes-Benz E 350 e Exclusive ภายในได้รับการตกแต่งสไตล์หรูหรา มาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง nappa ในขณะที่รุ่น Mercedes-Benz E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง nappa, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตท้ายตัด หุ้มหนัง nappa, นอกจากนี้ สำหรับรุ่น Mercedes-Benz E 350 e Exclusive และ    Mercedes-Benz E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ widescreen cockpit  เพิ่มความพิเศษสำหรับรถยนต์รุ่น Mercedes-Benz E 350 e   AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า  (Head-up Display)

ในส่วนของระบบมัลติมีเดียนั้น Mercedes-Benz E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® นอกจากนี้ ทั้ง 3 รุ่นยังมาพร้อมกับ ระบบ COMAND Online พร้อม Controller, ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad, ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™) และ Android (Android Auto) รวมถึงการติดตั้งระบบแผนที่นำทาง พร้อมเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สีอีกด้วย

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี มาพร้อมกับระบบ “Mercedes-Benz Intelligent Drive” เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) และระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless  charging for mobile phone) โดย Mercedes-Benz E 350 e Avantgarde จะมาพร้อมกับกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ ในขณะที่            Mercedes-Benz E 350 e Exclusive และ Mercedes-Benz E 350 e AMG Dynamic จะมาพร้อมกับกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง รวมถึงระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Distance Pilot DISTRONIC) และระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) ที่ติดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในรถยนต์รุ่นนี้อีกด้วย

 

Mercedes-Benz E 350 e ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 1,200-4,000 ต่อนาที และกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 440 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 6.2 วินาที ความเร็วสูงสุด          250 กม./ชม. ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ประสพการณ์ตรง


·         Mercedes-Benz E 350 e Avantgarde ราคา 3,540,000 บาท

·         Mercedes-Benz E 350 e Exclusive ราคา 3,790,000 บาท

·         Mercedes-Benz E 350 e AMG Dynamic ราคา 4,190,000 บาท

 

ประสบการณ์ตรงกับ อี-คลาสส์  ขอนแก่น – เขาใหญ่ – กทม.

 
ผมได้มีโอกาสทดลองขับ อี-คลาสส์ 350 e ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบ ปลัก-อิน ไฮบริด ในวันแรกเราได้ขับรุ่น AMG Dynamic ที่มีการตกแต่งสวยงามสไตล์สปอร์ท รวมไปถึงอุปกรณ์พิเศษที่ติดตั้งเพิ่มขึ้นมามากมาย

 

เราขับออกจากตัวเมืองขอนแก่นในช่วงบ่าย 3 โมง วิ่งเข้าสู่เขาใหญ่ซึ่งเป็นจุดพักค้างคืนของพวกเราในวันนี้เป็นระยะทางราว 200 กม. โดยสลับกันขับกับเพื่อนผู้สื่อข่าว บอกได้เลยว่า อี-คลาสส์ เป็นรถที่เหมาะมากๆ กับการเดินทางไกลๆ ให้ทั้งความสบายและคล่องตัว สำหรับ ซี-คลาสส์ จะเล็กไปหน่อยในการเดินทางแบบนี้ แต่ข้อดีคือคล่องตัว เหมาะมากกับการใช้งานในเมืองหรือเดินทางในระยะไม่ไกลมาก ส่วน เอส-คลาสส์ จะให้ความสะดวกสบายสูงสุด แต่ความคล่องตัวจะลดน้อยลงไปจากตัวรถที่มีขนาดใหญ่ สรุปในความเห็นของผม การเดินทางไกลยาว ๆ อี-คลาสส์ จะเหมาะสมที่สุด ให้ทั้งความสบายและคล่องตัว ขับสนุก พละกำลังพอเพียงต่อการเร่งแซง ทำความเร็วได้ในช่วงที่เราต้องทำเวลา การขับเป็นระยะทางไกลๆ ไม่เหนื่อยล้าเลย ความรู้สึกเหมือนกับเรานั่งอยู่บนโซฟาที่บ้านแล้วมีทิวทัศน์รอบตัวเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ภายในรถให้ความสะดวกสบายสูงทั้งกับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร  ระบบเสียงรอบทิศทางจาก Burmester มอบความบันเทิงได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ความรู้สึกจากการขับในรุ่น AMG ระบบรองรับและยางแก้มเตี้ย จะมีความสะเทือนค่อนข้างมากเพื่อแลกกับอารมณ์การขับแบบสปอร์ท ความแม่นยำในการควบคุมบังคับและความสวยงามของรูปลักษณ์ภายนอกรถ แต่ต้องคอยระมัดระวังกับสภาพพื้นผิวถนนที่มีราบเรียบ มีหลุมบ่อ อาจทำความเสียหายกับล้อแม็คและยางซีรีส์ต่ำได้ง่าย 

 

ในระหว่างขับเราลองปรับโหมดการใช้พลังงานที่มีให้เลือกทั้งแบบ ไฮบริดที่ผสมผสานการทำงานระหว่าง เครื่องยนต์เบนซินกับมอเตอร์ไฟฟ้า / โหมดการขับด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนๆ / โหมดการขับด้วยไฟฟ้าแบบประหยัด และโหมดการขับที่จะทำการชาร์จไฟฟ้าเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรีเพื่อนำมาเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนในช่วงต่อไป ซึ่งในโหมดนี้ในระหว่างการเดินทางเราได้ลองใช้ในหลายๆ ช่วงเพื่อเก็บไฟฟ้าให้มากที่สุดและนำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนในโหมดที่ใช้พลังงานไฟฟ้าล้วนๆ โดยไม่มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเลย ช่วยให้ประหยัดไปได้มากทีเดียว ซึ่งหลายๆ ท่านมีความเข้าใจแค่ว่า รถแบบ ปลัก-อิน ไฮบริด จะมีประโยขน์แค่การใช้งานในเมืองจากการชาร์จไฟที่บ้านหรือที่ทำงานแล้ววิ่งด้วยไฟฟ้าไปได้ในระยะทางราว 30 กม. แต่จริงๆ รถประเภทนี้ทำได้มากกว่านั้น ระหว่างการขับขี่ก็สามารถชาร์จแล้วเก็บไฟ เมื่อมีไฟมากพอเราก็จะวิ่งด้วยไฟฟ้าแทนน้ำมันเชื้อเพลิงสลับกันไปได้เลย ช่วยให้เราประหยัดการใช้น้ำมันไปได้พอสมควรทีเดียว

 

เราผลัดกันขับคนละประมาณ 100 กม.ซึ่งค่อนข้างเสียเวลากับบรรดารถช้าแต่วิ่งอยู่เลนขวาแทบตลอดทาง ทำให้เราต้องใช้พละกำลังจากเครื่องยนต์ผสมผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าในการเร่งแซงทางด้านซ้ายบ่อยครั้งมากๆ และที่แย่ไปกว่านั้นคือ บรรดารถช้าวิ่งซ้ายเวลามีรถพยาบาลเปิดไซเรนฉุกเฉินเขาก็ยังวิ่งแช่ขวาไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมืองไทยคงต้องใช้เวลาอีกนานในการแก้ไขปัญหานี้ แต่พอมีด่านตำรวจอยู่ข้างหน้า รถกลุ่มนี้จะรีบกลับมาวิ่งเข้าแถวกันในเลนซ้ายได้อย่างเรียบร้อย...เหนื่อยใจครับ

ระยะทางแค่ 200 กม. แต่เราใช้เวลากันกว่า 3 ชม. จากสภาพการจราจรที่สับสนวุ่นวายในบางช่วงกว่าจะมาถึงจุดหมายในวันนี้ที่เขาใหญ่ในช่วง 1 ทุ่ม ก่อนจะแวะเติมน้ำมัน รับประทานอาหารเย็น และเข้าพักผ่อนที่ รร.บนถนนธนะรัชต์ กัน



เช้าวันรุ่งขึ้นเรามีภารกิจกันอีกเกือบ 200 กม. ในการขับรถจากเขาใหญ่เข้าสู่ กทม. หลังจากที่เราได้พักผ่อนกันเต็มที่ก็เริ่มออกเดินทางกันในช่วง 10 โมงเช้า โดยมี E 350e Avantgarde เป็นพาหนะ

ในวันนี้เราขับกันแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบเพราะมีเวลาค่อนข้างเยอะ ออกจาก รร.ที่พัก เราวิ่งเส้นเหวปลากั้งลัดไปออก ถ.มิตรภาพ ในช่วงก่อนถึง อ.มวกเหล็ก สภาพเส้นทางเป็นเลนสวน ถนนเรียบ มีโค้งสวยๆ แทบจะตลอดเส้นทางให้ลองระบบรองรับของ อี-คลาสส์ ตัวนี้กัน ความนุ่มนวลต่างจากรุ่น AMG ที่เราได้ขับเมื่อวานนี้ ให้ความสบายในการนั่งเพิ่มขึ้น แต่สมรรถนะยังเหมือนเดิม เราใช้เวลาไม่นานก็มาถึง ถ.มิตรภาพ ที่สามารถใช้ความเร็วเพิ่มขึ้น วิ่งยาวๆ เข้า กทม.กัน เราแวะพักและเปลี่ยนผู้ขับกันแถวปั๊มน้ำมันบนเส้นบายพาสสระบุรี อี-คลาสส์ อวานการ์ด ให้ความสะดวกสบายสูงทั้งกับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ความเงียบในห้องโดยสารทำได้ดีมาก ภายในรถตกแต่งได้อย่างสวยหรู สมราคา มีการผสมผสานความคลาสิคกับความทันสมัยได้เป็นอย่างลงตัว เรามาถึงจุดหมายใน กทม. ได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยล้าจากความสะดวกสบายของตัวรถและสภาพการจราจรที่ไม่วุ่นวายจนทำให้เรารู้สึกเหนื่อยและเครียด  

 

ขอขอบคุณ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่พาเที่ยวชมงาน “Mercedes-Benz StarFest 2019” ที่ จ. ขอนแก่น และมอบประสพการณ์ดีๆ ให้เราได้ลองสัมผัสและใช้งานจริงกับรถยนต์ อี-คลาสส์ แบบ ปลัก-อิน ไฮบริด บนระยะทางกว่า 400 กม.                  

Powered by MakeWebEasy.com