มาสด้า 3 ใหม่ สปอร์ทซีดานคุ้มราคา

โดย อัฐฒา นายเรือ

มาสด้า 3 ใหม่ ได้เผยโฉมให้ชาวไทยได้พบเห็นและจับจองกันเป็นที่เรียบร้อย หลังเปิดตัวเพียงไม่กี่วันยอดจองก็ทะลุ 1,000 คันไปแล้ว เวอร์ชันนี้เป็นสายพันธุ์ที่ 4 ของมาสด้า 3 ที่เปลี่ยนแปลงใหม่หมดแทบจะทั้งคัน ตัวถังที่งดงามทั้งแบบ 4 ประตู และ 5 ประตู แฮทช์แบค มาพร้อมแพลทฟอร์ทใหม่ ภายในสวยงาม อุปกรณ์ครบ แต่เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรยังเป็นตัวเดิมที่ใช้ร่วมกันกับ มาด้า ซีเอกซ์ 5 และ ซีเอกซ์ 3 แต่ได้รับการอัพเกรดให้มีแรงบิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 213 นิวตัน-ม. ที่ 4,000 รตน. ส่วนแรงม้า 165 ตัว ที่ 6,000 รตน. ระบบรองรับด้านหลังเปลี่ยนจากแบบมัลทิลิงค์กลับไปเป็น ทอร์ชันบีม ซึ่งมีเสียงวิจารณ์กันค่อนข้างมากในเรื่องนี้จากการที่ ทอร์ชันบีมเป็นระบบรองรับที่ถูกใช้มาก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนมาเป็นมัลทิลิงค์ เราจะมาพิสูจน์กันว่าเมื่อเปลี่ยนย้อนกลับไปหาอดีตแล้วการขับขี่ การควบคุมรถโดยเฉพาะในโค้ง จะเป็นอย่างไร โดยวิ่งกันบนเส้นทางจาก ภูเก็ต – พังงา – ภูเก็ต  กว่า 240 กม. มีทางตรงยาวๆ ให้ลองอัตราเร่ง มีโค้งโหดๆ หลากหลายรูปแบบให้ได้ลองประสิทธิภาพของระบบรองรับกัน

 



หลังจากที่ได้รับฟังคำบรรยายรายละเอียดต่างๆ ของตัวรถเป็นที่เรียบร้อย เราก็เริ่มออกเดินทางด้วยรุ่นซีดาน SP ซึ่งเป็นตัวทอพ  ขับกันไปแบบฟรีรันจาก รร.ที่พักใน จ.ภูเก็ต ข้ามสะพานสารสิน เข้าสู่ จ.พังงา ช่วงแรกวิ่งกันราว 80 กม. สัมผัสแรกที่รู้สึกได้คือ ความเงียบในห้องโดยสาร การป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกโดยเฉพาะเสียงลมที่จะเพิ่มขึ้นมาตามระดับความเร็วมีให้ได้ยินน้อยมากทีเดียว จะมีเสียงรบกวนบ้างที่สะท้อนขึ้นมาจากใต้ท้องรถในบางช่วงโดยเฉพาะในขณะวิ่งบนพื้นผิวถนนที่ไม่ราบเรียบหรือชำรุด อัตราเร่งไม่ถึงกับหวือหวา อยู่ในเกณฑ์ปานกลางค่อนข้างดี แต่ไม่สปอร์ทจัดจ้าน เร้าใจ กำลังมีมาให้เพียงพอกับการใช้งานโดยทั่วๆ การเพิ่มความเร็วเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ถ้าต้องการพละกำลังต้องใช้รอบสูงอยู่พอสมควร ประกอบกับการใช้เกียร์อัตโนมัติที่มีอัตราทดเกียร์มากถึง 6 จังหวะมีผลทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกว่าอัตราเร่งขึ้นแบบเรื่อยๆ ต่อเนื่องกันไป การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ทำได้ดี นุ่มนวลมาก ต้องขอชื่นชมในหัวข้อนี้ แต่ทำให้ผู้ขับขี่เมื่อกดคันเร่งเรียกความเร็วจะไม่รู้สึกว่ามีแรงดึงเมื่อเทียบกับรถที่ใช้อัตราทดเกียร์แบบ 4 หรือ 5 จังหวะ แต่ให้ผลดีอย่างชัดเจนในเรื่องของความต่อเนื่องและนุ่มนวลในการเปลี่ยนจังหวะเกียร์ ช่วยลดรอบเครื่องยนต์โดยเฉพาะในขณะเดินทางไกล เมื่อขับที่ความเร็ว 120 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องต่ำแค่ 1,800 รตน. เท่านั้นเอง ช่วยให้ลดการทำงานและความสึกหรอของเครื่องยนต์ลง ให้ผลโดยตรงกับความประหยัดเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นมาอย่างชัดเจน

      
เราถึงจุดหมายแรกอย่างรวดเร็ว หลังจากพักดื่มชา กาแฟ กันเป็นที่เรียบร้อย เราก็ออกเดินทางต่อในช่วงสอง ซึ่งผมสลับไปนั่งในตำแหน่งผู้โดยสารด้านหน้าเพื่อเดินทางต่อโดยวิ่งอยู่ใน จ.พังงาที่มีทิวทัศน์ระหว่างทางอันสวยงาม มีโค้งแบบต่างๆ ให้ลองรถได้มากยิ่งขึ้น

 



ภายในห้องโดยสารตกแต่งได้เรียบหรู วัสดุที่ใช้มีคุณภาพดี อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยมีมาให้ครบครัน เบาะนั่งผู้ขับขี่ปรับด้วยไฟฟ้าได้ถึง 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกได้ 2 ตำแหน่งการนั่งเช่นเดียวกับรถหรูจากยุโรป  เบาะนั่งในทุกตำแหน่งให้การรองรับสรีระที่ดี แม้จะไม่นุ่มนวลนักแต่สังเกตุได้จากการนั่งเป็นระยะเวลานานๆ เมื่อเราลงจากรถจะรู้สึกว่าไม่ปวดหลัง ลงไปเดินนอกรถได้อย่างสบายๆ โดยไม่เมื่อยล้า เพียงแต่ตำแหน่งช่องแอร์ด้านหน้าอยู่ในระดับกลางๆ ทำให้ความเย็นส่งมาที่ตัวผุ้นั่ง และผู้ขับขี่ไม่ค่อยพอดีนักแม้จะปรับทิศทางแล้ว แต่ในเรื่องของความเย็นแม้รถที่นำมาทดลองขับจะยังไม่ได้ติดฟิล์มกรองแสงแต่ก็ยังให้ความรู้สึกที่เย็นสบาย ไม่ต้องต่อสู้กับอากาศที่ร้อนจากภายนอกมากนัก 

 



ช่วงที่สองนี้โค้งเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ แถมในช่วงกลางทางเราขับหลงเข้าไปในเส้นทาง อ.กะปง ที่เป็น 2 เลนสวน ทิวทัศน์ข้างทางเป็นต้นปลาล์มสลับกับต้นยาง ถนนเรียบ โค้งสวยงาม แต่ทางผู้จัดเห็นว่าถนนช่วงนี้เป็นเลนสวนและค่อนข้างแคบ เลยเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่นแทน แต่การที่เราขับหลงกลับการเป็นข้อดี ถนนโล่งและเรียบมาก มีโค้งให้ลองตลอดเส้นทาง เสียดายถ้าเรามาวิ่งช่วงเช้ามืดที่มีหมอกเยอะๆ น่าจะได้รูปรถสวยๆ เก็บไว้มากมายทีเดียว

เราได้มีโอกาสได้ทดลองประสิทธิภาพของระบบรองรับด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท ส่วนด้านหลังที่เปลี่ยนเป็นแบบอิสระ  ทอร์ชันบีม ที่ได้รับการปรับเซทโช๊คอัพและสปริงมาในแนวค่อนข้างสปอร์ท การเข้าโค้งทำได้ดีมากๆ ผมว่าเราไม่ต้องไปสนใจเลยดีกว่าว่ารถรุ่นนี้ใช้ระบบรองรับแบบไหน เก่าหรือใหม่ แต่ถ้ามีการควบคุมบังคับได้ดีและมั่นคง ปลอดภัยมากขึ้นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดี  ถือได้ว่าค่ายมาสด้ามีการปรับเซทระบบรองรับให้ขับได้ดีในระดับแนวหน้าของรถในเซคเมนต์นี้กันเลยทีเดียว

 



มาสด้า 3 ใหม่ บังคับง่าย ผนวกกับพวงมาลัยผ่อนแรงด้วยไฟฟ้าที่ให้ความแม่นยำและมีน้ำหนักในการหมุนกำลังดี ไม่เบาหวิวในขณะขับที่ความเร็วสูง เมื่อหลายๆ  อย่างมารวมๆ กันทำให้มาสด้า 3 เป็นรถที่ขับสนุก ตอบสนองได้ดั่งใจผู้ขับ เพียงแต่เรารู้สึกว่าระบบรองรับที่เซทมาค่อนข้างสปอร์ท ผนวกกับการใช้ยางซีรีส์ต่ำขนาด 215/45-18 ซึ่งในรุ่นกลางและทอพจะให้ล้อและยางขนาดนี้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน (ส่วนตัวต่ำสุดจะมีขนาด 205/60-16) จะให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างแข็ง ไม่ค่อยออกในแนวนุ่มนวลนักเพื่อแลกกับการควบคุมแบบคมๆ แม่นยำ ถ้าผู้ขับขี่รับได้กับช่วงล่างที่ออกแนวนี้ มาสด้า 3 ก็จะเป็นรถของคุณเลย สามารถนำลงไปวิ่งตามงานแทรคเดย์ในสนามแข่งได้เลยโดยที่ไม่ต้องไปปรับเซทอะไรเพิ่มเติม เพียงแต่ถ้าคิดว่าเครื่องยนต์แรงน้อยไปหน่อยอาจจะนำไปปรับจูนกล่องก็จะได้ม้าในคอกมาเพิ่มพละกำลังมาอีกสักหน่อยซึ่งปัจจุบันเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากเพียงไม่กี่ชม.ก็เสร็จเรียบร้อยแต่ควรให้หมดการรับประกันคุณภาพรถก่อนค่อยทำสเตพนี้ก็จะดีนะครับไม่งั้นวารันตีเรื่องเครื่องยนต์ รวมไปถึงระบบต่างๆ อาจหมดลงไปทันที

 


ระบบเบรกแบบจานทั้งสี่ล้อไว้ใจได้เลย หลายๆ ช่วงเราใช้ความเร็วกันค่อนข้างสูงเพื่อดูอาการต่างๆ ของรถ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินกดเบรกลงไป รถหยุดได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย นอกจากนี้เรื่องเบรคยังมีตัวช่วยอีกหลายอย่าง เช่น ระบบเบรกป้องกันล้อลอค เอบีเอส, ระบบช่วยเพิ่มและกระจายแรงเบรคโดยอัตโนมัติ, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน, ระบบควบคุมสมมรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus ที่ทางมาสด้าให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างสูง รวมไปถึงระบบความปลอดภัยทั้งในเชิงป้องกันและแก้ไขอีกมากมายติดตั้งมาให้เพียบโดยเฉพาะในตัวทอพที่เรานำมาขับกัน จนคิดไม่ออกว่าควรจะติดตั้งระบบอะไรเพิ่มเติมกว่านี้ 

 
ระบบเครื่องเสียงในรถรุ่นทอพที่ใช้ลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง ให้คุณภาพเสียงที่ดีเยี่ยม เป็นอีกหนึ่งจุดขายที่ทางมาสด้าเน้นให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ในวันเปิดตัวกับสื่อมวลชนก็ได้เปิดโชว์พลังเสียงกันบนเวทีให้ผู้มาร่วมงานได้รับฟังกัน ผมว่า BOSE น่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยให้ผู้ซื้อเลือกในรุ่นทอพ

 

ในช่วงสุดท้าย เราขับจากพังงา แวะไปชมวิวธรรมชาติมุมสูงที่ เสม็ดนางชี ก่อนจะตีรวดเดียวเข้าไปยังที่พักริมทะเลบนเกาะภูเก็ตก่อนจะมืดค่ำ เสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้ขับรุ่น 5 ประตู ซึ่งมีรูปทรงตัวถังและน้ำหนักตัวมากกว่ารุ่นซีดานอยู่ราว 10 กก.เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างในการขับขี่ แต่ได้ถามเพื่อนๆ ที่ได้มีโอกาสได้ลองขับทั้งสองรุ่นก็ได้รับคำตอบจากหลายๆ คนว่าความรู้สึกในการขับใกล้เคียงกันมากจนไม่รู้สึกถึงความแตกต่างกันเพียงแต่รุ่นซีดานมีทัศนะวิสัยที่เสาซีด้านหลังดีกว่า  

 



การวิ่งยาวๆ โดยใช้ความเร็วที่ค่อนข้างสูงกันเกือบตลอดเส้นทางอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันตามที่แสดงอยู่ที่หน้าปัดราวๆ 12-13 กม./ลิตร ผมถือว่าค่อนข้างดีสำหรับรถที่มีขนาดเครื่องยนต์ถึง 2.0 ลิตร และที่ผมชอบอีกจุดหนึ่งคือ ติดตั้งหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ไว้บนกระจกหน้าทำให้ผู้ขับขี่รับทราบโดยไม่ต้องละสายตาจากถนนมามองข้อมูลต่างๆ ในหน้าปัด รวมไปถึงระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชัน Auto Hold ที่ช่วยให้รถไม่ไหลไปข้างหน้าในการจอดระยะสั้นๆ โดยที่เราไม่ต้องเหยียบเบรกไว้หรือต้องเลื่อนเปลี่ยนมาเป็นเกียร์ว่าง เมื่อจะเดินทางต่อเราก็กดคันเร่งไปได้เลย ให้ความสะดวกในการขับรถดีมาก

 


มาสด้า 3 เป็นสปอร์ทซีดานที่มีให้เลือกทั้งแบบเรียบหรูในรุ่นซีดาน และสปอร์ทแฮทช์แบคในรูปแบบ 5 ประตู คุณภาพรถและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จัดเต็มมาให้ตั้งแต่ในรุ่นเริ่มต้นจนถึงตัวทอพถือว่าเป็นรถที่คุ้มราคา การควบคุมบังคับแม่นยำถือได้ว่าอยู่ในระดับแนวหน้าในกลุ่ม ซี-เซคเมนต์เลยทีเดียว ถ้าสนใจรถรุ่นนี้ลองไปทดลองขับและเปรียบเทียบอุปกรณ์กับราคาที่มีมาให้เลือกถึง 3 รุ่นแล้วแต่ว่าคุณพอใจในระดับไหน    

มาสด้า 3 ตั้งราคาเริ่มต้นไว้ที่ 969,000 บาท ในรุ่น 2.0 C ส่วนรุ่นกลาง 2.0 S ตั้งไว้ 1,069,000 บาท และตัวทอพ 2.0 SP 1,198,000 บาท  มีให้เลือกกันถึง 7 สี โดยมีสีใหม่ Poly Metal Gray เป็นสีพิเศษที่มีอยู่เฉพาะในรุ่น 5 ประตูและจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น


ขอขอบคุณ : บริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จำกัด ที่อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง              

Powered by MakeWebEasy.com