ทดลองขับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ S 560 e AMG Premium

                                                                                                                                               เรื่อง : อัฐฒา นายเรือ

 

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟทริปภายใต้คอนเซ็ปต์ “Life’s a Journey” ชวนสื่อมวลชนออกเดินทางท่องเที่ยวและร่วมทำกิจกรรม โดยทริปนี้เริ่มต้นเดินทางมุ่งหน้าสู่เขาใหญ่พร้อมร่วมทดสอบรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในกลุ่ม EQ Power อย่างเช่น Mercedes-Benz C 300 e, Mercedes-Benz E 300 e, Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic, Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC Coupé และ Mercedes-Benz S 560 e




มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “รถยนต์ในกลุ่ม EQ Power นั้นถือเป็นรถยนต์ Plug-in Hybrid เจเนอเรชันที่ 3 โดยมีการพัฒนาขึ้นในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราเร่ง, ความประหยัด, ระยะทางการใช้งานใน E-MODE รวมไปถึงการดีไซน์ต่างๆ พร้อมด้วยระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” อันเป็นไฮไลท์สำคัญของระบบมัลติมีเดีย MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ในรุ่น Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic และ Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC Coupé นอกจากนี้รถยนต์ในกลุ่ม EQ Power ยังเพียบพร้อมไปด้วยระบบความปลอดภัยล่าสุดและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างครบครัน โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือกลุ่มหนุ่มสาวและครอบครัวยุคใหม่ที่ชื่นชอบความสะดวกสบาย ความสปอร์ต และท้าทายในทุกการขับขี่”



กิจกรรมวันนั้นผมได้ S-Class 560e  AMG Premium เป็นพาหนะให้ลองขับเดินทาง ไป-กลับ เขาใหญ่ โดยจะอยู่กับรถหรูคันนี้ที่มีค่าตัว 7 ล้าน มีเงินทอนมา 1,000 บาท ตลอดทั้งวันเป็นระยะทางร่วม 400 กม.

หลังจากที่มารวมพลกันที่ร้านกาแฟหรูแถววังน้อยเป็นที่เรียบร้อย กลุ่ม EQ ที่มีรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ หลากหลายรุ่นก็เริ่มเดินทางกันแบบฟรีรันโดยมีจุดนัดพบที่สถานีเติมน้ำมันแถวเขาใหญ่ มีระยะทางประมาณ 100 กม.เศษ ในวันนั้นแม้ว่าจะเป็นวันพุธแต่สภาพการจราจรค่อนข้างหนาแน่นทีเดียว รถบรรทุกและรถยนต์ส่วนตัววิ่งกันเยอะเต็มถนนเกือบตลอดเส้นทาง แต่ S560e ที่มีขนาดตัวใหญ่ได้มอบความสะดวกสบายแม้จะเป็นตำแหน่งผู้ขับขี่ราวกับนั่งชิลๆ บนโซฟาที่บ้านโดยมีวิวสวยงามข้างทางที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ คุณภาพของรถในด้านต่างๆ สมราคาค่าตัว แม้ว่ารุ่นนี้จะเป็นรถประกอบที่โรงงานในประเทศไทยแต่คุณภาพงานที่ได้ผมว่าเมืองไทยเราไม่เป็นรองใครในภูมิภาคนี้ รวมไปถึงการใช้วัสดุคุณภาพสูงในทุกจุด ส่วนรายละเอียดต่างๆ หาอ่านได้จากข้อมูลในช่วงถัดไปนะครับ



ที่ประทับใจอีกจุดหนึ่งของ S560e คือพละกำลังมหาศาล แรงในระดับน้องๆ ซูเปอร์คาร์เลยทีเดียว ตามสเปค อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในแค่ 5 วินาทีเท่านั้นเอง ทำให้รถที่มีขนาดใหญ่คันนี้เป็นรถที่ขับสนุก คล่องตัว ขับง่าย ไม่อืดอาดน่าเบื่อตามการคาดคะเนจากรูปลักษณ์ภายนอก ถือเป็นรถที่เร็วมาก ตอบสนองได้อย่างทันใจ การเร่งแซงทำได้โดยไม่ต้องลังเล ความเงียบในห้องโดยสารเก็บเสียงรบกวนจากภายนอกทำได้ดีมาก อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและและอุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆ มีมาให้ครบในรถที่มีระดับราคา 7 ล้านจะพึงมี

ช่วงตัดต่อการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำได้เนียนและต่อเนื่องดีมาก ผสมสนานกับการใช้เกียร์อัตโนมัติถึง 9 จังหวะ ทำให้การขับขี่เต็มไปด้วยความนุ่มนวล ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องเพียงแค่ 1,500 รอบต่อนาที เดินทางไกลได้อย่างสบาย


ระบบรองรับแบบถุงลมให้ความนุ่มนวลดีมากแม้ว่ารถรุ่นนี้จะใช้ล้อขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางซีรีส์ต่ำก็ยังคงนั่งสบาย โดยเฉพาะในช่วง ขึ้น-ลง สะพาน หรือบนพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ

ระบบเตือนเมื่อเราจะเปลี่ยนเลนและมีรถอยู่ข้างๆ ระยะใกล้ในมุมอับสายตาก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ขับได้อย่างสบายใจและปลอดภัย

การขับขี่เป็นไปด้วยความสบายและเพลิดเพลิน เราใช้เวลาไม่นานนักก็ถึงจุดนัดหมายก่อนจะวิ่งเป็นขบวนคาราวานมุ่งไปยังร้านอาหารกัน

ช่วงจากปั๊มน้ำมันไปยังร้านอาหารเป็นระยะทางประมาณ 12 กม. ผมได้มีโอกาสลองนั่งเป็นผู้โดยสารเพื่อทดลองความสะดวกสบายในเบาะด้านหลังโดยมีเจ้าหน้าที่ขับให้ลองนั่ง ความสบายทำให้เราแทบไม่อยากลงจากรถเมื่อถึงจุดหมาย พื้นที่วางขาเหลือเฟือ เบาะนั่งหลังมีลูกเล่นมากพอสมควร ปรับเอนได้ มีระบบนวดถึง 4 รูปแบบ ฯลฯ

หลังจากที่เราได้พักทานอาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อย คณะของเราก็ได้แยกย้ายกันเพื่อทำกิจกรรมถ่ายภาพเพื่อส่งประกวดกัน และก็เดินทางกลับมาคืนรถที่ รร.โหมด สาทร



ช่วงเดินทางกลับทุกคนก็จะอยู่บนรถคันเดิมคันละ 1 ท่าน ผมก็ยังคงอยู่กับ S560e เช่นเดิม ออกจากร้านอาหารมาผมเลือกเส้นทางกุดคล้า เหวปลากั้ง เพื่อวิ่งมายัง ถ.มิตรภาพช่วงก่อนถึงมวกเหล็กเล็กน้อย ถนนเส้นนี้สวยงาม เรียบ มีโค้งค่อนข้างเยอะ เพื่อที่เราจะได้ทดลองการขับเข้าโค้งท่ามกลางบรรยากาศข้างทางที่งดงาม เขียวขจีจากที่เริ่มเข้าหน้าฝน แม้ว่าตัวรถจะมีขนาดใหญ่และยาว แต่การควบคุมรถในขณะเข้าโค้งยังคงเป็นไปด้วยดี ควบคุมง่าย ไม่เครียด ให้ความสะดวกสบายสูงในการขับขี่แฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลนั่งสบาย พอเดินทางมาถึงช่วงแก่งคอยมีฝนตกค่อนข้างหนักตลอดทางอยู่พักใหญ่ แต่ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปด้วยดี เรามาขึ้นทางด่วนที่วงแหวนตะวันตกมุ่งหน้าสู่กทม. การจราจรยังไม่หนาแน่น เราเวลาประมาณ 1 ชม. ก็เข้ามาถึงถนนสาทรมารถมาคืนที่ รร.โหมด ด้วยความเรียบร้อย ทริพนี้หมดน้ำมันไปประมาณครึ่งถัง เรารู้สึกประทับใจในเรื่องความสะดวกสบายที่มีมาให้อย่างสมบูรร์แบบในรถระดับราคา 7 ล้านบาท มีพละกำลังที่แรงทันใจ สั่งได้ การควบคุมบังคับเป็นไปด้วยดีตลอดการเดินทาง

 
ขอขอบคุณ : บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับการจัดทริพที่ให้ประสบการณ์ดีๆ และดูแลเราตลอดเส้นทางเป็นอย่างดีนะครับ              

 

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

 

ข้อมูลรายละเอียดของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ S560e จากทางผู้ผลิต

 
สำหรับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ S 560 e AMG Premium เป็นรถยนต์แบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด (Plug-in Hybrid) เจเนอเรชันที่ 3 ภายใต้แบรนด์ EQ บนตัวถังแบบซาลูนระดับหรูหราที่สุด ทั้งยังเป็นรุ่นประกอบในประเทศ ที่ทำให้ราคาน่าสนใจมากขึ้น รวมทั้งสามารถขับเคลื่อนด้วยการใช้พลังงานจากไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ได้ระยะทางไกลกว่ารุ่นที่แล้วถึง 60%

 


 

รูปโฉมที่สง่างาม แฝงไว้ด้วยความทรงพลัง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ S 560 e AMG Premium ให้ความหรูหราและทันสมัย ด้วยกระจังหน้าแบบ 3 ก้าน กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง AMG ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ต AMG แบบ Multi-Spoke ขนาด 20 นิ้ว สีไทเทเนียมเกรย์ ประกบด้วยไฟหน้าสุดล้ำแบบ Multibeam LED จำนวน 84 หลอด พร้อมฟังก์ชัน Ultra Range Highbeam ที่เสริมทัศนวิสัยการขับขี่ในยามค่ำคืน สามารถปรับความสว่างและความยาวของลำแสงไฟหน้าให้ส่องได้ไกลกว่า 650 เมตร โดยอัตโนมัติ หากไม่มีรถวิ่งสวนมา ทั้งยังปรับโคมไฟหน้าตามการเลี้ยวของพวงมาลัยได้อีกด้วย ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติก



ห้องโดยสารที่สุดแห่งความสะดวกสบายและหรูหรา

ห้องโดยสารของรถตระกูล S-Class ให้ความสะดวกสบายแบบเหนือระดับ ด้วย Energizing Comfort Control เทคโนโลยีที่ช่วยผ่อนคลายทั้งร่างกายและอารมณ์ในระหว่างการเดินทาง เพียงกดปุ่มควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ที่รวมเอาระบบปรับอากาศ ระบบฉีดน้ำหอม ระบบฟอกอากาศ ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร (Premium Ambient Light) เสียงดนตรี ฟังก์ชันระบายอากาศและอุ่นที่นั่ง เข้าไว้ด้วยกัน



ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีระบบนวดสำหรับเบาะคู่หลัง โดยสามารถเลือกโปรแกรมผ่อนคลายได้ 4 แบบ คือ Refresh, Vitality, Warmth และ Joy ซึ่งติดตั้งมาในเบาะนั่งคู่หน้าและหลัง โดยเป็นเบาะนั่งหุ้มหนัง Exclusive Nappa ที่ปรับให้เบาะนั่งตอนหลังฝั่งซ้ายให้เอนนอนได้ถึง 43.5 องศา พร้อมที่รองขาแบบปรับระดับได้ เสริมด้วยระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-Up Display) ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto




ขุมพลังที่สุดแห่งสมรรถนะ แรงเร้าใจและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สมรรถนะสุดเร้าใจ ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V6 รหัส M276 ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่และอินเตอร์คูลเลอร์ ให้พละกำลังสูงสุด 367 แรงม้า ที่ 5,500-6,000 รอบต่อนาที และให้แรงบิดระดับ 500 นิวตันเมตร ที่ 1,800-4,500 รอบต่อนาที เสริมแรงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ EQ Power อีก 122 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร รวมพลังม้ามากถึง 476 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 5 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. แต่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่า 50 กรัมต่อกิโลเมตร เท่านั้น

ส่งพละกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-Tronic) แบบใหม่ ที่ประหยัดเชื้อเพลิงลงกว่าเดิม 6.5% ให้การส่งกำลังที่นุ่มนวล ต่อเนื่อง ลดเสียงรบกวน และช่วยให้สามารถลดระดับเกียร์ลงได้หลายระดับ หากต้องการเร่งแซงแบบคิกดาวน์ พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Steering-Wheel Gearshift Paddles) เสริมด้วยความนุ่มสบาย และให้ความสมดุลด้วยระบบช่วงล่างที่สามารถปรับระดับช่วงล่างแบบถุงลม (Airmatic) พร้อมระบบควบคุมระดับอัตโนมัติ ซึ่งสามารถยกความสูงของตัวรถเพิ่มได้อีก 30 มิลลิเมตร เพื่อให้ตัวรถสูงพ้นจากพื้นถนนมากพอ และเมื่อต้องการใช้ความเร็วสูง ระบบจะปรับลดความสูงลง 20 มิลลิเมตร โดยอัตโนมัติ เพื่อทำให้รถลู่ลม ลดแรงต้านอากาศลง เป็นการเสริมประสิทธิภาพในการขับให้สนุกมากขึ้น พูดง่ายๆ ว่า ไม่ว่าจะปรับโหมดแบบ Comfort หรือ Sport ระบบกันสะเทือนจะปรับใช้งานให้สอดคล้องในแต่ละโหมดนั่นเอง

 

 

แบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน หัวใจหลักที่พาให้ไปได้ไกลกว่าเดิม

หัวใจของรถแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด นอกจากเครื่องยนต์แล้ว ยังมีแบตเตอรี่ที่เป็นส่วนสำคัญในการทำให้รถนั้นขับเคลื่อนได้ระยะทางที่มากขึ้น ซึ่งใน เมอร์เซเดส-เบนซ์ S 560 e AMG Premium เลือกใช้แบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน ชนิดใหม่ ที่สามารถอัดประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ระยะทางสูงสุดที่ขับได้ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เพิ่มขึ้นจากรุ่นที่แล้วถึง 60%

สำหรับเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน รุ่นใหม่นี้ มีส่วนผสมของลิเทียม-นิกเกิล-แมงกานีส-โคบอลต์ (Li NMC) ที่ผลิตโดย ดอยช์ แอกคิวโมทีฟ (Deutsche Accumotive) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกลุ่มเดมเลอร์ทั้งหมด พัฒนาให้แบตเตอรี่มีขนาดที่เล็กลงกว่าเดิม และให้ประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิมร้อยละ 50 ซึ่งหากใช้เครื่องชาร์จไฟฟ้าแบบวอลล์บ๊อกซ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และอัดประจุไฟฟ้าด้วยกำลังไฟสูงสุด จะอัดประจุไฟฟ้าจากร้อยละ 10 ให้เต็ม 100% ในเวลาประมาณ 90 นาที และประมาณ 5 ชั่วโมง หากอัดประจุไฟฟ้าด้วยกำลังไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าพื้นฐานทั่วไป

 




ปลอดภัยสูงสุดด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ระดับสูง Driving Assistance Package

เมอร์เซเดส-เบนซ์ S 560 e AMG Premium จัดหนักทั้งความหรูหรา สะดวกสบาย สมรรถนะที่ล้ำเลิศ เท่านั้นยังไม่พอ ยังเสริมด้วยระบบเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัยแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น ระบบ 

Active Distance Assist DISTRONIC เป็นระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกระจังหน้า และกล้อง STEREO CAMERA ที่ติดตั้งอยู่บนกระจกบังลมหน้า ในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น โดยการเพิ่มและลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ

ระบบ Active Blind Spot Assist เทคโนโลยีที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือจักรยานยนต์ที่อยู่ในจุดอับสายตา ในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร

 



ระบบ Active Lane Keeping Assist ระบบที่ช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ที่มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนช่องจราจรโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งระบบนี้จะทำงานโดยการใช้สัญญาณเรดาร์ในการตรวจจับช่องจราจรและรถยนต์ที่อยู่ในช่องจราจรอื่น หากระบบตรวจพบความเสี่ยงที่จะชนกับรถยนต์คันอื่น ระบบจะช่วยดึงรถกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติ ด้วยการเบรกล้อฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้

ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUS ระบบนี้ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ตรวจจับรถที่วิ่งอยู่ด้านหลัง หากเรดาร์ตรวจพบรถยนต์จากด้านหลังที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็ว ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ไฟกะพริบฉุกเฉินจะกะพริบด้วยความถี่ที่มากกว่าปกติ เพื่อเตือนผู้ขับขี่รถคันหลัง หลังจากนั้นระบบจะรัดเข็มขัดให้กระชับขึ้น ระบบเบรกจะล็อกล้อทั้งสี่ไว้ให้อยู่กับที่ พร้อมปรับพนักพิงศีรษะให้ชิดกับศีรษะ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บบริเวณต้นคอ หากมีการชนท้ายเกิดขึ้น

 

ระบบ Active Braking Assist และฟังก์ชัน Cross-Traffic เทคโนโลยีที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก โดยสัญญาณเรดาร์ที่ติดอยู่บริเวณกันชนด้านหน้า และกล้อง MPC จะตรวจจับเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชน และจะส่งเสียงเตือนคุณให้เบรก หากคุณตอบสนอง ระบบจะช่วยเพิ่มกำลังเบรกไปจนเต็มประสิทธิภาพ แต่หากไม่มีการตอบสนอง ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ ในกรณีที่ระบบไม่สามารถหลบหลีกวัตถุด้านหน้าได้ทัน ระบบจะช่วยลดความเร็วลง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

ระบบ Evasive Steering Assist ระบบช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้า โดยสัญญาณเรดาร์และกล้อง STEREO CAMERA ของรถยนต์ จะช่วยตรวจจับคนและสิ่งของที่จะก่อให้เกิดอันตราย โดยระบบจะเตือนให้คุณตอบสนองและหักหลบสิ่งกีดขวางด้วยตนเองเท่านั้น พร้อมช่วยส่งแรงบิดที่เหมาะสมในการหักหลบสิ่งกีดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบ Active Emergency Stop Assist ในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่มีการตอบสนองต่อการขับขี่เป็นเวลานาน เช่น คนขับหลับในหรือหมดสติ และระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของพวงมาลัยเลย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่กลับมาประคองพวงมาลัยรถ แต่ถ้ายังไม่มีการตอบสนองจากผู้ขับขี่ ระบบจะค่อยๆ หยุดรถอัตโนมัติในช่องจราจรนั้น พร้อมกับเปิดระบบไฟกระพริบฉุกเฉิน



ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง โดยกล้องแสดงภาพรอบทิศทางแบบ 360 องศา จะแสดงภาพบริเวณรอบคันรถในจอแสดงผล รวมถึงภาพจากมุมสูง จึงช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางรอบคันรถ ทั้งนี้ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนทั้งภาพและเสียง ในขณะที่กำลังจอดรถด้วยความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม. โดยเป็นการประสานการทำงานของระบบ Active Steering ระบบ Speed Control และระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ แม้ในที่จำกัดหรือในกรณีที่ต้องขยับรถหลายครั้ง พร้อมเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยระบบ Drive Away Assist ที่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจจับความเสี่ยงต่อการชนในขณะที่เหยียบคันเร่งหรือเบรกสลับกัน หรือเมื่อผู้ขับขี่เข้าเกียร์ไม่ถูกต้อง


สำหรับราคาค่าตัวของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ S 560 e AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ อยู่ที่ 6,999,000 บาท เป็นยนตรกรรมระดับหรูที่สะดวกสบายที่สุด ใช้พลังงานไฟฟ้าที่น่าทึ่ง สนุกไปกับการพุ่งทะยานแบบแทบจะไร้เสียง รวบรวมความทันสมัยและเทคโนโลยีสุดล้ำที่คุ้มค่า 

 

Powered by MakeWebEasy.com