Mercedes-AMG GT Black Series || แรงขึ้น เบาขึ้น พร้อมสมรรถนะระดับ Top Class

 

Mercedes-AMG GmbH พัฒนาตัวแข่งในคลาส GT3 ตามกติกาของ FIA รองรับความทนทรหดจากการแข่งตลอด 24 ชั่วโมง ในหลายสังเวียนทั่วโลก และเทคโนโลยีจากวงการมอเตอร์สปอร์ตทั้งหมด ได้ถูกถ่ายทอดมายังรถถนนเวอร์ชันพิเศษ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Mercedes-AMG GT Black Series (ขออนุญาตเรียกย่อๆ ว่า Black Series) ทั้งเรื่องการลดน้ำหนัก งานแอร์โร่ไดนามิค การโมเครื่องยนต์ ไล่เรียงไปจนถึงการเซทช่วงล่าง ให้รองรับการใช้งานได้อย่างลงตัว ทั้งบนถนน และในสนามแข่ง!!!


Mercedes-AMG GT เป็นรถสปอร์ตระดับอิมเมจประจำค่าย จากพื้นฐานอันยอดเยี่ยม ทั้งในส่วนของตัวถัง, แชสซี และการกระจายน้ำหนัก ส่งผลให้ขั้นตอนการอัพเกรดมาเป็น Black Series ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก ดีไซน์บนตัวถังสมบูรณ์แบบ และดุดันในสไตล์ตัวแข่ง เพิ่มประสิทธิภาพด้านแอร์โร่ไดนามิคด้วยช่องรับลม และช่องระบายลมขนาดใหญ่ แถมเจาะช่องระบายลมบนฝากระโปรงหน้าเพิ่มเติม เพื่อสมดุลแรงยก และแรงกด จากกระแสลมที่กระทำกับตัวถังในความเร็วสูง จากนั้นซีลปิดใต้ท้องรถอย่างมิดชิด ส่วนท้ายติดตั้งดิฟฟิวเซอร์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายมวลอากาศออกจากใต้ท้องรถ พร้อมทั้งจัดการกับแรงกดท้าย ด้วยปีกหลัง



ส่วนประกอบหลายชิ้นบนตัวถัง ถูกเปลี่ยนมาเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ อาทิ ฝากระโปรงหน้า, ชิ้นแผ่นหลังคา, ปีกหน้า, ชุดครีบรีดอากาศรอบคัน, สเกิร์ตข้าง, ครีบดิฟฟิวเซอร์ รวมทั้งปีกหลังชิ้นใหญ่ระดับน้องๆ ตัวแข่ง GT3 ทั้งหมดช่วยเพิ่ม Downforce ได้กว่า 400 กิโลกรัม เมื่อ Black Series ใช้ความเร็วกว่า 250 กม./ชม. เป็นต้นไป



Black Series ใช้เครื่องยนต์ V8 รหัส 'M178 LS2' ขนาดความจุ 4 ลิตร (3,982 ซีซี) อัพพลังด้วย Bi-turbo ให้การตอบสนองที่ฉับไว กังหันเทอร์ไบน์จะถูกขับให้หมุน ด้วยความเร็วรอบสูงสุดถึง 186,000 รอบ/นาที พร้อมบูสท์กว่า 1.35 บาร์ ขณะที่ใช้แรงดันในการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบแปรผันตามโหลด ผลลัพธ์ คือ แรงม้าระดับ 730 hp (537 kW) ที่ 6,700-6,900 รอบ/นาที แรงบิดพุ่งแตะ 800 Nm ที่ 2,000-6,000 รอบ/นาที ระบบเกียร์ AMG SPEEDSHIFT DCT 7-Speed ใช้คลัตช์จำนวน 2 ชุด เพื่อลดการสูญเสียระหว่างการส่งต่อกำลัง มาพร้อมบุคลิก 2 ประการ ได้แก่ ฉับไว และนุ่มนวล จากการทำงานของคลัตช์คู่



จากวัตถุประสงค์เรื่องการกระจายน้ำหนัก กระปุกเกียร์จึงถูกดีไซน์ แยกออกจากตัวเครื่องยนต์ เอาไปวางไว้ก่อนเพลาหลัง โดยเครื่องยนต์และเกียร์ถูกเชื่อมต่อกันด้วย Torque Tube ซึ่งใน Mercedes-AMG GT จะเป็นโครงอลูมีเนียมกลวง ขณะที่ Black Series อัพเกรดมาใช้โครงคาร์บอนไฟเบอร์ที่เบากว่า (เบาขึ้น 13.9 กิโลกรัม) โดย Torque Tube จะวางกึ่งกลางตามยาวไปกับตัวถัง ภายในเป็นที่อยู่ของเพลากลาง ที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์เช่นกัน ดังนั้นเพลากลางของทั้ง Mercedes-AMG GT และ Black Series จึงหมุนตลอดเวลา นับตั้งแต่เครื่องยนต์ถูกสตาร์ทขึ้น



ห้องโดยสารถูกเปลี่ยนเป็นกึ่งๆ ค็อกพิตสำหรับนักแข่ง วัสดุหลักที่ใช้ตกแต่งคืออาคันทาร่า เบาะนั่ง AMG carbon-fibre Bucket Seats พร้อมเข็มขัดนิรภัย 6 จุด ส่วนหลังเสริมด้วยลูกกรง (Rollover Cage) ที่ผลิตจาก Titanium-tube อุปกรณ์ไฮเทคและความสะดวกสบายใน Mercedes-AMG GT ยังคงครบถ้วน เพิ่มเติมด้วยความดิบของงานคาร์บอนไฟเบอร์ในสไตล์ตัวแข่งแท้ๆ



ระบบกันสะเทือนโครงสร้างอะลูมีเนียม แบบปีกนกคู่ทั้ง 4 ล้อ จาก Mercedes-AMG GT ได้รับการอัพเกรดยกชุด อาทิ สปริง AMG ชุดใหม่, Adaptive Damping หรือโช้คอัพไฟฟ้า, เหล็กกันโคลงคู่หน้า ถูกเรียกว่า Dual Adjustable Torsion Bar ขณะที่ด้านหลังใช้แบบเส้นเดียว ผลิตจากเหล็ก พร้อมปรับความแข็งได้ 3 ระดับ, รวมทั้งปรับแต่งมุมล้อทั้งแคมเบอร์ และโทใหม่ ขณะที่ระบบบังคับเลี้ยวยังคงเป็น rack-and-pinion ที่เซทอัตราทดมาแบบ Direct Ratio เพื่อการตอบสนองที่ฉับไว และแม่นยำของพวงมาลัย




Mercedes-AMG GT Black Series ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 3.2 วินาที ผ่าน 200 กม./ชม. เร็วกว่า 9 วินาที และความเร็วสูงสุด 325 กม./ชม. ปิดท้ายด้วยตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 7.81 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมค่า CO2 จากไอเสียในระดับ 292 กรัม/กิโลเมตร เท่านั้น

Powered by MakeWebEasy.com