Mitsubishi NEW Outlander PHEV รถพลังงานทางเลือกใหม่ ใช้ง่ายไม่ยุ่งยาก

By PUNTHAVICH

ปัจจุบันค่ายรถยนต์หลายๆ ค่าย ได้ออกรถพลังงานทางเลือกมากมายหลายรุ่น เพื่อเป็นทางเลือกให้สำหรับผู้บริโภค อย่างค่าย Mitsubishi ได้เปิดตัวรถ Mitsubishi NEW Outlander PHEV รถพลังงานไฟฟ้า และได้เชิญนักข่าวไปร่วมทำการทดสอบรถรุ่นนี้กันแบบวันเดย์ทริป ระยะทางรวมกว่า 220 กิโลเมตร รอบกรุงเทพ ทางเว็ปไซค์ Lifestyle224.com ได้มีโอกาสเข้าร่วมทำการทดสอบ ในครั้งนี้ด้วย วันนี้ทีมงานจะมาเล่าเรื่องราวของเจ้า Mitsubishi NEW Outlander PHEV ให้คุณได้รู้กัน




สำหรับรถรุ่นนี้ ทางค่ายมิตซูบิชิ บอกไว้ว่า “เป็นรถพลังงานไฟฟ้า” ที่ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก ใครๆ ก็ใช้ได้ เหมาะสำหรับสายแคมป์ปิ้ง โดยรถ Mitsubishi NEW Outlander PHEV เป็นการผสมผสานพันธุ์กรรมกันระหว่าง Mitsubishi Pajero ที่ลงแข่งขันในการแข่งขันแรลลี่ระดับโลก ที่ให้ความแข็งแกร่งทรงพลัง เข้ากับ Mitsubishi Lancer Evolution ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขับ 4 ที่ทรงพลัง ได้รวมกับเทคโนโลยีไฟฟ้าที่ผลิตและจำหน่ายจริงเป็นคันแรกของโลกอย่าง Mitsubishi i-MiEV และได้พัฒนาต่อยอดจนกลายมาเป็น Mitsubishi MiEV Evolution III รถทั้ง 3 รุ่นนี้เป็นบทพิสูจน์ ถึงความเป็นที่สุด และทำให้เกิด Mitsubishi NEW Outlander PHEV ยนตกรรมที่รวบรวมทุกความสมบูรณ์แบบ จาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่จะพาคุณก้าวข้ามทุกข้อจำกัด

 

โดย Mitsubishi NEW Outlander PHEV ที่จำหน่ายในประเทศไทยเป็น Gen 3 แล้ว ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.4L DOHC MIVEC ผสานการทำงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ (Twin Motors) ให้กำลังแรงม้ารวมสูงสุดถึง 305 แรงม้า ชุดมอเตอร์จะแยกการขับเคลื่อนกันชัดเจน โดยมอเตอร์ตัวแรกจะขับเคลื่อนชุดล้อหน้า ส่วนมอเตอร์ตัวที่สอง จะขับเคลื่อนชุดล้อหลัง ทำให้รถคันนี้เป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) นอกจากนี้ทางค่าย มิตซู ยังได้ติดตั้งเครื่อง Generator เพิ่มเข้าไปที่เครื่องยนต์เพื่อจะเอาไว้ปั่นกระแสไฟไปเก็บเอาไว้ที่แบตเตอรี่ ที่ติดตั้งเอาไว้ใต้ท้องรถ โดยหุ้มพลาสติกอย่างดี หนาแน่น และปลอดภัย

 

 

 

 

สำหรับการชาร์จแบตโดยใช้ Regular Charging เป็นการชาร์จแบบปกติ ให้กำลังไฟ 100% ใช้เวลาชาร์จประมาณ 4 ชั่วโมง แต่ถ้าเราจะชาร์จแบบ Quick Charging จะได้กำลังไฟ 80% ในเวลาประมาณ 25 นาที ซึ่งทางมิตซูจะให้ชุด AC Normal Charging Cable ขนาด 16 แอมป์ โดยการชาร์จ ไฟเต็ม 1 ครั้ง (ไฟบ้านจะต้องเป็น 30/100) จะสามารถจ่ายกระแสไฟไปขับเคลื่อนรถได้ระยะทางประมาณ 55 Km. (ขึ้นอยู่กับการขับขี่และการชาร์จไฟ) ด้วยความที่เป็นสายแคมปิ้ง รถคันนี้ยังสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีขนาดรวมไม่เกิน 1,500 วัตต์ ได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมง ในวันที่เราทดสอบ ก่อนที่เราจะไปทดลองขับขี่ เราได้ทำอาหารเช้าทานเพิ่มพลังกันก่อน ซึ่งใช้กระแสไฟของรถคันนี้มาทำอาหาร โดยใช้กระทะไฟฟ้า เราทำอาหารอยู่ประมาณ 30 นาที ก่อนที่จะออกเดินทาง

 

หลังจากที่เราทานอาหารเสร็จแล้ว เราเริ่มทำการทดลองขับเจ้า Mitsubishi NEW Outlander PHEV กัน โดยเส้นทางในวันนี้ เริ่มสตาร์ทจากเมืองทอง วิ่งไปทานกาแฟตอนสายๆ กันที่ถนนอักษะ ก่อนจะขับเข้าเส้นพระราม 2 ขึ้นทางด่วนเพื่อไปทานข้าวที่ถนนพระราม 3 หลังจากทางข้าวเสร็จแล้วขึ้นทางด่วนไปทานของเล่นตอนบ่ายที่ รังสิต-นครนายก คลอง 3 ก่อนจะขับรถกลับมาที่เมืองทอง ระยะทางรวมประมาณ 220 Km.



จุดหมายแรกใช้ระยะทางประมาณ 55 กิโลเมตร รถคันนี้ชาร์จไฟเต็มแล้วจะวิ่งได้ประมาณ 55 กิโลเมตรแต่เราได้ทำอาหารไปประมาณ 30 นาที ทำให้กระแสไฟเหลืออยู่เป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร สตาร์ทรถเหมือนรถปกติทั่วไป แล้วเลื่อนจอยสติ๊กมาที่ตำแหน่ง D ปล่อยเบรค เหยียบคันเร่ง ขับขี่ตามปกติเลย ซึ่งรถคันนี้มีโหมดการขับขี่อยู่ 3 โหมดด้วยกัน คือ EV Drive Mode, Series Hybrid Mode และ Parallel Hybrid Mode การทำงานของ 3 โหมดนี้จะแยกกันออกไป

 

เริ่มจากโหมด EV Drive Mode ซึ่งโหมดนี้ จะใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ขับเคลื่อนอย่างเดียวโดยที่ไม่มีกำลังของเครื่องยนต์เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างที่บอกไว้ข้างบนว่าถ้าชาร์จไฟเต็มจะวิ่งได้ประมาณ 55 Km. แสดงว่าถ้าคุณขับรถจากบ้านไปที่ทำงาน ไป-กลับ วันละไม่เกิน 55 Km. แสดงว่าคุณจะไม่ได้ใช้น้ำมันเลย ซึ่งโหมดนี้สามารถขับเคลื่อนไปด้วย โดยที่ไม่จำกัดความเร็ว แต่อยู่ที่พลังงานของแบต วันที่เราทำการทดสอบกัน ผมได้ใช้ความเร็วประมาณ 100-120 กิโลเมตร และใช้คันเร่งคงที่ ไม่กระแทกคันเร่ง รถยนต์วิ่งไปอย่างสมู๊ท ไม่มีกระตุกเลย

 

แต่ถ้าคุณขับกระแทกคันเร่งหรือเร่งเครื่องขึ้นทางลาดชัน โหมดการขับขี่จะเปลี่ยนเป็น Series Hybrid Mode ทันที โดยจะใช้พลังงานจากกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากเครื่องยนต์เป็นตัวขับเคลื่อน (พูดง่ายๆ คือ เครื่องยนต์จะทำงานแล้วไปปั่นเครื่อง Gen เพื่อปั่นกระแสไฟไปสู่แบตเตอรี่) และถ้ากระแสไฟในแบตเตอรี่อยู่ในระดับต่ำ ระบบก็จะเปลี่ยนเป็นโหมด Series Hybrid Mode โดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย และจังหวะที่เปลี่ยนโหมดการขับขี่รถไม่มีอาการสะดุด หรือกระตุกเลย ทำให้การขับขี่สมู๊ทมาก

 

แต่ถ้าคุณใช้ความเร็วสูง หรือต้องการที่จะเร่งแซง ระบบจะเปลี่ยนเป็นโหมด Parallel Hybrid Mode ระบบนี้ เครื่องยนต์จะมาช่วยแบตเตอรี่ขับเคลื่อนอีกหนึ่งแรง จะไม่เหมือนโหมด Series Hybrid Mode ที่เครื่องยนต์ปั่นไฟไปที่แบตแล้วใช้พลังงานจากแบต

 

อ้าว!!! ถ้าบอกว่าถ้าชาร์จไฟเต็มมีกำลังไฟให้ใช้อยู่ที่ 55 Km. แล้วถ้าไฟหมด เราไม่ต้องจอดแล้วเสียบชาร์จไปเหรอ หรือเราก็ต้องวิ่งน้ำมันไปตลอดทางเหรอ คำตอบคือว่าไม่ เพราะรถคันนี้มีเครื่อง Generator ติดตั้งเอาไว้ที่เครื่องยนต์ เวลาที่เราขับรถไปถ้ากำลังไฟจากแบตเตอรี่หมด ระบบจะตัดไปให้เครื่องยนต์ทำงาน พอเครื่องยนต์ทำงานจะทำให้เครื่อง Gen ทำงานและปั่นกระแสไฟไปเก็บไว้ที่แบตเตอรี่โดยอัตโนมัติ พอแบตเตอรี่มีกำลังไฟเข้าไป ตามที่ต้องการ ระบบก็จะเปลี่ยนมาใช้กำลังจากแบตเตอรี่ ให้เองโดยอัตโนมัติ ส่วนระยะเวลาในชาร์จไฟไปเก็บไว้ที่แบตนั้น ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของเรา ถ้าเราใช้คันเร่งคงที่ ไม่ขับกระแทรกคันเร่ง กระแสไฟจะเข้าไปเก็บไว้ที่แบตได้เร็วขึ้น พอแบตมีกำลังไฟเพียงพอ ระบบก็จะตัดการทำงานมาใช้กำลังไฟแบตเตอรี่แทน

 

หลังจากที่ขับรถรอบ กทม. เสร็จแล้ว ทางทีมงานได้จัดสนามทางฝุ่นเพื่อเป็นการทดสอบระบบ S-AWC : Super All Wheel Control ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ควบคุมการถ่ายทอดกำลังไปแต่ละล้ออย่างอิสระ โดยการขับคราวนี้ ทีมงานให้ขับทั้งหมด 3 รอบ โดยในแต่ละรอบจะใช้โหมดที่ต่างกัน เราจะสรุปให้คุณฟังง่ายๆ ดังนี้

โหมด Normal นี้ ระบบจะควบคุมและกระจายแรงไปตามล้อต่างๆ ให้ ทำให้เราควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ทำให้เราเร็วโค้งได้ง่ายขึ้น พอใช้งานจริง เราสามารถควบคุมพวงมาลัยเลี้ยวง่ายขึ้น รถควบคุมทิศทางได้ง่ายแม้ทางขรุขระ

โหมด Snow ระบบนี้จะใช้ในการขับขี่บนถนนที่ลื่นกว่าปกติ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัวมากขึ้น ขับสนุกขึ้น

โหมด Lock โหมดนี้จะเหมาะสำหรับการขับขี่บนพื้นผิวถนนขรุขระ หรือขับบนทราย หรือใช้การขับขี่ที่ต้องการแรงฉุดลากสูงสุด

ส่วนโหมด Sport นั้นจะทำให้มีการลากรอบได้สูงขึ้น คันเร่งตอบสนองได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับเส้นทางบนถนนไฮเวย์ แต่น้ำมันก็จะกินมากขึ้นเช่นกัน

 

ส่วนระบบอื่นๆ ของรถไม่ว่าจะเป็น ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM), ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันตามความเร็ว (ACC), ระบบปรับระดับไฟสูง-ต่ำ อัตโนมัติ(AHB),ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งรุนแรงและรวดเร็ว (UMS), ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (BSW) พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (LCA), ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) และกล้องมองภาพรอบคัน ส่วนระบบความปลอดภัยพื้นฐานที่มากับรถ ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรค (ABS), ระบบกระจายแรงเบรค (EBD), ระบบเสริมแรงเบรค (BA), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC), ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) และถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง

 

เรื่องของศูนย์บริการ ปัจจุบันศูนย์บริการ Mitsubishi มีอยู่ สองร้อยกว่าศูนย์บริการทั่วประเทศ และมีศูนย์ที่ผ่านการรองรับรถที่เป็น PHEV อยู่ประมาณ 90 กว่าศูนย์ทั่วประเทศ โดยศูนย์บริการที่ผ่านการรองรับจะมีโลโก้ PHEV Authorized Dealer และกำลังจะขยายเพิ่มมากกว่านี้ เพื่อที่จะรองรับผู้ใช้งานรถที่เป็น PHEV ทั่วประเทศ

 

Mitsubishi NEW Outlander PHEV มีสีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีขาว White Diamond, สีเงิน Sterling Silver และสีดำ Jet Black Mica

รุ่นเริ่มต้น จีที มีราคาจำหน่ายที่ 1,640,000 บาท

รุ่น จีที พรีเมียม มีราคาจำหน่ายที่ 1,749,000 บาท

ทั้ง 2 รุ่น ลูกค้าสามารถมั่นใจและหมดความกังวลในด้านค่าบำรุงรักษาด้วยแพ็กเกจ วอรี่ ฟรี (worry-free) ประกอบด้วย ฟรี รับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร ฟรี มิตซูบิชิ เซอร์วิส แพ็กเกจ 5 ปี, ฟรี ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชม. นาน 5 ปี, ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี, ฟรี รับประกันคุณภาพพร้อมค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี และ พิเศษ สำหรับลูกค้าที่จองรถภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2564 รับค่าสนับสนุนการติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าที่บ้านรวมมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท

สามารถเข้าไปดูรถ Mitsubishi NEW Outlander PHEV ได้ที่โชว์รูม Mitsubishi ที่มีโลโก้ PHEV Authorized Dealer ทั่วประเทศ

Powered by MakeWebEasy.com