ทดลองขับ Mercedes-Benz The new E-Class

หลังจากที่ทาง Mercedes-benz (Thailand) Ltd. ได้เผยโฉม อี-คลาสส์ ใหม่ ที่มีการปรับรูปลักษณ์ให้ดูโฉบเฉี่ยว ปราดเปรียวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ขุมกำลังมีให้เลือกทั้งแบบปลั๊กอินไฮบริดและเครื่องยนต์ดีเซล โดยแบ่งเป็น 3 รุ่นย่อย คือ E 300 e Avantgarde, E 220 d AMG Sport และ E 300 e AMG Dynamic และได้เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวได้ทดลองสัมผัสกันแบบยาวๆ ในสภาพใช้งานจริงทั้งในเมืองและนอกเมือง     


 
Mercedes-Benz The new E-Class ใหม่ ได้ปรับโฉมใหม่ให้แลดูทันสมัยยิ่งขึ้น กระจังหน้าแบบ diamond radiator grille ไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ซึ่งมีหลอดไฟ LED จำนวน 84 หลอดต่อ 1 ข้าง สามารถส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร ส่วนไฟท้ายแบบ Full-LED ที่ออกแบบให้เข้ากันกับกันชนท้ายและฝากระโปรงท้ายดีไซน์ใหม่ หลังคาแก้วแบบ Panoramic Sunroof ที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า ในรุ่น AMG จะติดตั้งวงล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วจาก AMG ส่วนรุ่น E 300 e Avantgarde ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นจะใช้ล้อขนาด 18 นิ้ว   


 
ห้องโดยสารดีไซน์หรูหราและสะดวกสบาย ด้วยการออกแบบที่เติมเต็มความสปอร์ตกับชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior package พวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตใหม่แบบ 3 ก้าน พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch control เบาะนั่งแบบสปอร์ทเพิ่มความกระชับในการขับขี่ พร้อมคอนโซลหุ้มด้วยหนัง ARTICO ตลอดทั้งคัน สามารถปรับอารมณ์ของรถให้เป็นไปตามความรู้สึกด้วยไฟล้อมรอบห้องโดยสารแบบ Premium Ambient light ที่สามารถเลือกปรับได้มากถึง 64 เฉดสี พร้อม Animation เปลี่ยนสีอัตโนมัติแบบเคลื่อนไหวให้เลือกได้มากถึง 10 แบบ ระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Burmester® surround sound system พร้อมลำโพง 13 ตำแหน่ง


สำหรับขุมพลังของ Mercedes-Benz The new E-Class นั้นมี 2 ทางเลือก ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน แถวเรียง 4 สูบขนาด 1,991 ซีซี ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีแบบปลั๊กอินไฮบริด เจเนอเรชันที่ 3 ช่วยให้รถยนต์คันนี้สามารถออกตัวได้เร็วและแรงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ แรงม้าสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 4,000 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ในเวลาเพียง 5.7 วินาที และสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลกว่า 50 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

อีกหนึ่งทางเลือกคือเครื่องยนต์ 4 สูบ 2.0 ลิตร ดีเซลเทอร์โบ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้มาตรฐาน EURO6 ให้พละกำลังสูงถึง 194 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที และให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 7.3 วินาที


 

โดยรถทั้งสองรุ่นถ่ายทอดพลังจากเครื่องยนต์ผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ช่วยประหยัดน้ำมันได้มากถึง 6.5% และยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ได้ตามแบบฉบับของคุณด้วยระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีให้เลือกทั้งหมด 6 รูปแบบด้วย


ใน Mercedes-Benz The new E-Class ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำหน้าอย่างครบครัน อาทิ ระบบแจ้งเตือนขณะเปลี่ยนช่องจราจรแบบ Blind Spot Assist พร้อมระบบแจ้งเตือนก่อนเปิดประตูแบบ Exit Warning ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินแบบ Active Brake Assist ระบบช่วยเหลือก่อนเกิดอุบัติเหตุ PRE-SAFE® เซ็นเซอร์รอบคันจำนวน 12 จุด แบบ PARKTRONIC พร้อมระบบช่วยการนำรถเข้าจอดแบบ Active Parking Assist และกล้องแสดงภาพรอบคันแบบ 360 องศา ฯลฯ พร้อมผสานทุกการควบคุมเข้าด้วยกันผ่านระบบ MBUX รุ่นล่าสุดที่แสดงผลผ่านหน้าจอแบบ Digital Widescreen cockpit ขนาด 12.3 นิ้วจำนวน 2 หน้าจอรวมถึงฟังก์ชันการทำงานต่าง ๆ ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรถยนต์ E-Class ทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมด้วยระบบสัมผัสหน้าจอ แป้นควบคุมแบบ Touchpad และระบบสั่งการด้วยเสียงรูปแบบใหม่ที่สามารถเริ่มต้นการใช้งานได้ง่ายเพียงพูดว่า “Hey Mercedes” เรื่อยไปจนถึงการผสานรถยนต์และสมาร์ทโฟนเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนด้วยระบบเชื่อมต่อ Smartphone integration ที่ใช้งานได้ทั้ง Apple CarPlay® และ Android Auto และระบบแผนที่นำทางแบบ 3 มิติ ฯลฯ การเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ยังทำได้อย่างไม่มีขีดจำกัดด้วยระบบสัญญาณ 4G-LTE แบบ E-SIM สามารถค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เช่น เส้นทาง จุดหมายสำคัญ รายงานสภาพจราจรแบบ Live traffic ฟังวิทยุแบบ Online Radio รวมถึงสามารถติดต่อสื่อสารกับศูนย์บริการได้โดยตรงทั้งการสั่งงานผ่านหน้าจอรถยนต์ หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes me

 

นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถควบคุมรถยนต์จากระยะไกลผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยแอปพลิเคชัน Mercedes me ไม่ว่าจะเป็นการล็อกหรือปลดล็อกรถยนต์ การเปิดและปิดกระจกรวมถึงหลังคา Panoramic Sunroof การตรวจสอบและรายงานสถานะของระบบปลั๊กอินไฮบริด การจัดการระบบเปิดแอร์ล่วงหน้าแบบ Pre-Entry Climate Control การค้นหาตำแหน่งของรถ การรายงานสถานะของรถแบบ real-time เช่น ระดับน้ำมัน หรืออุณหภูมิของเครื่องยนต์ รวมไปถึงการโทรออกเพื่อขอความช่วยเหลืออัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ฯลฯ

Mercedes-Benz The new E-Class มีวางจำหน่าย 3 รุ่น ได้แก่

        Mercedes-Benz E 300 e Avantgarde               ราคา 3,190,000 บาท

        Mercedes-Benz E 220 d AMG Sport                ราคา 3,540,000 บาท

        Mercedes-Benz E 300 e AMG Dynamic          ราคา 3,770,000 บาท

 

การทดลองขับรถปลั๊กอินไฮบริดในสภาพการใช้งานจริง

บนเส้นทาง กทม. – สัตหีบ -  พัทยา -  กทม. กว่า 450 กม. 



เราได้ E 300 e Avantgarde พลังปลั๊กอินไฮบริดมาเป็นพาหนะตลอด 2 วันนี้ โดยมีเส้นทางการทดลองขับสบายๆ ไม่ไกลนัก เดินทางกันจาก กทม. โดยใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์สาย 7 ที่เพิ่งมีช่วงตัดใหม่ วิ่งยาวไปถึงสัตหีบ แล้วย้อนกลับมายังที่พักแถวบางเสร่กัน และในวันรุ่งขึ้นก็ขับกลับ กทม.กันยาวๆ แบบรวดเดียว

 
ในช่วงแรกที่ออกเดินทางจาก รร. MODE แถวสาทรเหนือ ผมเป็นผู้ขับขี่ โดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรีล้วนๆ ที่ชาร์จมาเต็ม เราขึ้นทางด่วนบริเวณสาธรใต้แล้วต่อบูรพาวิถีวิ่งไปลงบางปะกง เราใช้ความเร็วกันค่อนข้างสูงเพื่อให้ทานข้าวกลางวันไม่ช้าเกินไป ไฟฟ้าในแบตเตอรีจะลดน้อยลงไปจนเกือบหมดแถวบางบ่อเป็นระยะทางจากจุดสตาร์ทร่วม 50 กม. ซึ่งเราค่อนข้างพอใจในจุดนี้ เพราะในชีวิตประจำวัน บ้านกับที่ทำงานมักจะห่างกันราว 30-50 กม. เท่ากับว่าเราเดินทางโดยใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แล้วก็ไปจอดชาร์จที่ทำงานอีกหนึ่งรอบ เราก็จะสามารถเดินทางกลับบ้านโดยไม่ต้องใช้น้ำมันเลยแม้แต่น้อย นอกจากเราจะวิ่งออกนอกเส้นทางที่ใช้ประจำทำให้มีระยะทางเพิ่มมากขึ้นแต่ก็มีน้ำมันเชื้อเพลิงให้เราขับเคลื่อนต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวลหรือเป็นปัญหาเหมือนกับรถที่ใช้ไฟฟ้าล้วนๆ การตัดต่อพลังงานระหว่างน้ำมันและไฟฟ้าทำได้อย่างนุ่มนวล ต่อเนื่องดี จนถ้าเราไม่สังเกตจริงๆ แทบไม่รู้สึกเลย ระบบจะทำหน้าที่เรียบร้อยโดยที่เราทำหน้าที่ขับขี่เพียงอย่างเดียว อัตราเร่งในขณะใช้พลังงานไฟฟ้าทำได้ดี เร่งแซงได้อย่างทันใจราวกับเป็นรถขนาดคอมแพคเลยทีเดียว



 
อี-คลาสส์ เป็นรถที่มีขนาดตัวกำลังเหมาะกับการเดินทางไกลมากๆ นั่งสบาย กว้างขวางแต่ยังคงให้ความคล่องตัวในการใช้งาน มีพละกำลังในการเร่งแซงเหลือเฟือ ตัวรถค่อนข้างนิ่ง ขับไม่เหนื่อยล้า ในขณะที่ ซี-คลาสส์ มีความคล่องตัวสูง แต่การวิ่งเร็วๆ เป็นระยะทางยาวๆ ตัวรถจะไม่นิ่งเท่า อี-คลาสส์ ส่วน เอส-คลาสส์ นั่งสบายมากๆ กว้างขวาง ตัวรถนิ่งมาก สบายทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร แต่ตัวรถค่อนข้างจะใหญ่โต ทำให้ขาดความคล่องตัวไปพอสมควรเมื่อเทียบกับทั้ง อี และ ซี-คลาสส์

 
จากช่วงบางบ่อ เราเดินทางต่อด้วยน้ำมันยาวไปจนถึงสัตหีบซึ่งเราจะแวะพักทานอาหารกลางวันกัน ก่อนจะวิ่งไปยัง รร.ที่พักแถวบางเสร่

อัตราการสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยของรถแบบปลั๊กอินไฮบริดที่เราวิ่งกันในวันนี้ ถือว่าทำได้ดีกว่ารถดีเซลที่ขับกันเนียนๆ ที่สุดน่าจะทำได้ราวๆ 18-20 กม./ลิตร ในขณะที่เราขับรถ อี-คลาสส์ ปั๊กอินไฮบริดคันนี้ที่ไปกันเร็วทีเดียว ได้ต้องมาเน้นประหยัด สามารถทำตัวเลข 30 กม./ลิตร ได้อย่างสบายๆ น่าคบหามาก ส่วนหนึ่งมาจากการที่เบนซ์เลือกใช้อัตราทดเกียร์ถึง 9 จังหวะ ทำให้รอบเครื่องในการเดินทางไกลอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่วิ่งด้วยความเร็ว 140 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ทำงานอยู่แค่ 2,000 รตน. เท่านั้นเอง  แต่ก็มีหลายๆ ท่านยังกังวลในเรื่องของการซ่อมบำรุงที่อาจจะสูงกว่าปกติจากการมีระบบไฮเทคมาเสริมเพิ่มขึ้นจากเครื่องยนต์แบบสันดาบภายในที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงล้วนๆ


 
การควบคุมบังคับของรุ่น E 300 e Avantgarde ถือว่าทำได้ดี ให้ความมั่นคงในขณะใช้ความเร็วสูงๆ ขับได้นิ่งพอสมควร เสียงลมเข้ามาในห้องโดยสารน้อยมาก ระบบรองรับให้ความนุ่มนวลดี ส่วนหนึ่งจากการที่ใช้ล้อขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง หน้า/หลังขนาด 245/45/18 และ 275/40/18  จึงให้ความนุ่มนวลกว่ารุ่น เอเอมจี ที่ใช้ล้อขนาด 19 นิ้ว มาพร้อมยางซีรีส์ต่ำ ซึ่งจะให้การขับขี่ที่สปอร์ทมากยิ่งขึ้น การควบคุมบังคับแม่นยำ แต่ต้องแลกกับความนุ่มสบายที่ต้องลดลงไป



 
เราขับกันแบบเพลินๆ ก็มาถึงจุดหมายอย่างรวดเร็ว โดยไม่เครียดหรือเหนื่อยล้ามาก อี-คลาสส์ ให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ที่สูง ขับกันสบายๆ แบบครอบครัว อัตราเร่งดี แถมได้ความประหยัดเชื้อเพลิงจากการที่มีพลังงานไฟฟ้ามาช่วยในการขับเคลื่อน เป็นรถที่น่าใช้รุ่นหนึ่งในราคาแค่ราวๆ 3.2 ล้าน อุปกรณ์ไฮเทคและความปลอดภัย รวมถึงตัวช่วยต่างๆ มีมาให้อย่างเต็มพิกัดเลยทีเดียว     

Powered by MakeWebEasy.com