Nissan Navara Black Edition เข้ม..ดุดัน..แรงด้วยขุมพลัง 190 แรงม้า

979 จำนวนผู้เข้าชม  | 

 

หลังจากที่ นิสสัน เปิดตัว นาวาร่า ในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ด้วยหน้าตาที่ดุดันมากยิ่งขึ้น พร้อมรุ่นท็อปที่อัพเกรดทั้งในเรื่องของระบบกันสะเทือน การตกแต่งที่มีสไตล์อย่างรุ่น Pro4X และ Pro2X กันไปแล้วนั่น เพื่อเป็นการเติมเต็มช่องว่างของกลุ่มลูกค้าที่อยากได้รถที่มีการตกแต่งที่ดุดัน และมีสไตล์ที่แตกต่างไปจาก Pro4X และ Pro2X ทาง นิสสัน เลยปัดฝุ่น นาวาร่า เวอร์ชั่น Black Edition กลับขึ้นมาอีกครั้ง โดยการนำ นาวาร่า รุ่น E ขับ 2 ยกสูง มาปรุงโฉมให้โหดโดนใจสาวกที่ชื่นชอบความดุดัน และราคาสบายกระเป๋า

ดุดันด้วยโทนสีดำ..ใส่โป่งล้อ พร้อมสติ๊กเกอร์ลายกราฟฟิคเฉพาะ
พื้นฐานของ นาวาร่า Black Edition ทางนิสสันตัดสินใจนำรถในรุ่น E ขับ 2 ยกสูง Calibre มาปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เน้นลุย และราคาที่สามารถเอื้อมถึง ภายนอกเมื่อแรกเห็นจะพบกับความดุดันกับชุดกระจังหน้า Black Interlock Front Grille สอดผสานกับชิ้นต่อชายกันชนหน้าที่เลือกใช้โทนสีดำล้วน ไฟหน้าแบบ Quad-Eye LED พร้อมไฟ Daytime ให้ความสว่าง และปลอดภัยในทุกการเดินทางยามค่ำคืน ไฟท้ายแบบ LED Tail Light ให้ความสว่างปลอดภัย และทำให้ท้ายด้วยดูมีมิติมากขึ้น



ด้านข้างดูดุดัน น่าเกรงขามกับโป่งล้อทั้ง 4 ล้อ, กระจกมองข้าง-มือเปิดประตูสีดำ การก้าวขึ้น-ลงรถ ให้ความปลอดภัยด้วย บันไดข้าง ขนาดพอเหมาะเสาอากาศ Shark Fin, มือเปิดฝาท้าย และกันชนหลังสีดำ บ่งบอกความเป็นเวอร์ชั่นพิเศษด้วยสติ๊กเกอร์ลายกราฟฟิครอบคัน และเหนือสิ่งอื่นใด ล้อแม็กของรุ่น Black Edition ให้มาด้วยล้อขอบ 18 นิ้วสีดำล้วน(ล้อลายเดียวกับรุ่น VL นั่นแหละ)

เน้นความเคร่งขรึมด้วยสีดำ
ภายในห้องโดยสารของ นาวาร่า Black Edition เน้นคอนเซ็พท์ สีดำล้วน เพื่อความดุดัน อาทิเช่น กรองช่องแอร์, ช่องวางแก้วบริเวณคอนโซลกลาง, ฐานเกียร์ หรือแม้กระทั่งมือเปิดประตูยังเป็นสีดำ  พวงมาลัย 3 ก้าน(ปรับได้ 4 ทิศทาง) พร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชั่น เติมความเร้าใจเมื่อแรกสัมผัสด้วย ปุ่ม Push Start-Stop เลือกใช้สีแดง จอเครื่องเสียงที่ยกชุดมาจากตัว VL ซึ่งจะมาพร้อมกับกล้อง Around View Monitor 360 องศา ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา พร้อมช่องแอร์ให้กับผู้โดยสารตอนหลังครบครันเหมือนเช่นเคย

เบาะนั่งคู่หน้าแบบ Zero Gravity ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ทำให้นั่งสบายไม่เมื่อยล้ายามเดินทางไกล พิเศษกับเบาะผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง  ส่วนฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าเป็นอัตโนมือ 4 ทิศทาง เท่าที่ได้ลองสัมผัสจะพบว่าส่วนรองนั่งจะไม่ได้ถูกออกแบบให้ปลายเชิดมารองรับต้นขา เพราะตัวเบาะสามารถปรับได้ 8 ทิศทางอยู่แล้ว

เบาะผู้โดยสารตอนหลังเพิ่มความสบายในการเดินทางด้วยที่พักแขนแบบพับเก็บได้ และเมื่อกางที่วางแขนออกมาจะเป็นที่วางแก้วให้ 2 ตำแหน่ง ในตำแหน่งของเบาะนั่งแถวหลังพนักพิงยังตั้งชันไปนิด ทำให้เวลาเดินทางไกลอาจต้องมีแวะพักเพื่อยืดเส้นยืดสายกันบ้าง แต่จุดเด่นของเบาะนั่งใน Black Edition เลือกใช้วัสดุหนังที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี โควเล่ โมดูเร่(Quole Modure) สามารถสะท้อนความร้อนจากแสงแดด ทำให้ตัวเบาะแทบจะไม่มีความร้อนแม้จะจอดรถกลางแจ้งเป็นเวลานานๆ


จุดเด่นของ นาวาร่า Black Edition  ที่ได้มาจาก Pro4X, Pro2X และรุ่น VL ก็คือ ห้องโดยสารมีความเงียบมากกว่าทั่วๆ ไป ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการปรับเปลี่ยนกระจกบังลมหน้ามาใช้แบบ Acoustic Glass โดยตัวกระจกจะเป็นแบบนิรภัย 2 ชั้น มีชั้นฟิลม์บางๆ กั้นไว้ตรงกลางช่วยในเรื่องการเก็บเสียงโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังได้เพิ่มวัสดุซับเสียบบริเวณผนังห้องเครื่อง ทำให้เสียงของเครื่องยนต์เล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารน้อยลง

ได้เครื่อง 190 ม้า ขับสนุกขึ้นอีกเยอะ
โดยปกติ นาวาร่า รุ่น E จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ YS23DDT กับฝูงม้า 163 ตัวติดกายมาอยู่แล้ว แต่ในรุ่น Black Edition ตัวเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด จะได้เครื่อง YS23DDTT แบบไบ-เทอร์โบ ที่ให้เรี่ยวแรงสูงถึง 190 แรงม้าที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิด 450 นิวตัน-ม. ที่รอบเครื่องยนต์ 1,500-2,500 รอบต่อนาที ณ เวลานี้ เครื่องยนต์บล็อกนี้มีแรงบิดที่มาในรอบต่ำสุด และมีให้ใช้งานมากกว่าคู่แข่งในตลาด ส่วน Black Edition ตัวเกียร์ธรรมดา 6 สปีด จะได้เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล เทอร์โบเดี่ยว 163 แรงม้า แรงบิด 405 นิวตัน-ม. โดยที่เครื่องยนต์ทั้ง 2 ตัวนี้ สามารถผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย Euro 4 แบบสบายๆ



ครั้งนี้เราได้มีโอกาสได้ลองตัวตัวเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ซึ่งอัตราเร่งยังคงให้ความประทับใจในเรื่องของแรงบิดในรอบต่ำทำให้การเร่งออกตัว หรือเร่งแซงแบบทันอก ทันใจ พละกำลังสามารถเรียกใช้งานได้ตลอดไม่มีงอแง แต่มาติดอยู่ตรงเกียร์อัตโนมัติ น่าจะมีการปรับเปลี่ยนโปรแกรมของเกียร์ให้มีความกระชับกระเฉงมากกว่านี้อีก จะขับสนุกขึ้นอีกเยอะเลย

ระบบกันสะเทือนเซ็ทใหม่ นุ่ม ขับสบายขึ้น
ระบบกันสะเทือนของ Black Edition ด้านหน้าเป็นแบบ อิสระ ปีกนก 2 ขั้น สตรัท คอยล์ปสริง พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังคานแข็ง แหนบแผ่น พร้อมช็อคอัพ ทาง นิสสัน มีการเซ็ทอัพใหม่ ใหม่ทั้งหมด เท่าที่ได้ลองสัมผัส พบว่ามีความนุ่มนวลใกล้เคียงกับ Pro4x, Pro2X และ VL ทำให้การเดินทางไกลสบายมากยิ่งขึ้น ระบบบังคับเลี้ยวเป็นแบบ แร็คแอนด์พิเนี่ยน พร้อมเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรง การบังคับควบคุมทำได้ง่าย อัตราทดพวงมาลัยดีขึ้น น้ำหนักพวงมาลัยไม่หนักจนเกินอภัย หรือเบาหวิวจนขาดความมั่นใจในการขับขี่ในความเร็งสูง และขณะโยกเปลี่ยนเลน


ระบบเบรกยังคงเป็น หน้าดิสค์ และหลังเป็นดรัมเบรก ซึ่งประสิทธิภาพระบบเบรกของ นิสสัน ถือว่าทำได้ดี น้ำหนักของแป้นเบรกไม่เบาจนเกินไป ระยะการทำงานไม่ยาวมากนัก ทำให้การคอนโทรลน้ำหนักในการเบรกทำได้ดี และให้ความมั่นอก มั่นใจมากยิ่งขึ้น

เติมเต็มระบบความปลอดภัย
Black Edition รอบนี้ ทางนิสสัน ใจปล้ำอัดเทคโนโลยีความปลอดภัยมาให้เพียงพอต่อการใช้งาน อาทิ ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS, ระบบกล้องอัจฉริยะมองรอบคัน IAVM, ระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน MOD, ระบบป้องกันล้อล็อคตาย ABS, ระบบควบคุมเสถียร์ภาพการทรงตัว VDC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS และโครงสร้างนิรภัย Body Reinforcement

สิ่งต่างๆ ที่นิสสัน มีการปรับปรุงโฉม และเพิ่มเติมระบบอำนวยความสะดวก และความปลอดภัย ให้กับ นาวาร่า Black Edition นั่น ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย แถมยังมี 2 รูปโฉมให้เลือกทั้ง King Cab และ Double Cab ราคาเริ่มต้น 7.99-9.34 แสนบาท พร้อมการรับประกัน 5 ปี หรือ 150,000 กม. หลังจากอ่านบทความนี้จบ ท่านใดสนใจเชิญยลโฉม และทดลองขับ นาวาร่า Black Edition ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ  

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้