GAC AION Y PLUS แอบไปลองมา..ชอบหรือไม่ชอบ..ต้องไปลองกันเอง!!

1137 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ศึกตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในบ้านเรากำลังร้อนระอุ เพราะการมาของรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนหลากหลายแบรนด์ แม้กระทั่งเบอร์ 1 ของจีนอย่าง BYD เข้ามาทำตลาดจนกวาดยอดขายเป็นเบอร์ 1 รถไฟฟ้าในเมืองไทย และจะมีเหรอที่รถไฟฟ้าเบอร์ 3 ของจีน(แต่ถ้าไม่นับ Tesla จะเป็นเบอร์ 2) ก็ถึงเวลาโดดลงมาร่วมวงยานยนต์ไฟฟ้าในบ้านเรา และมาแปลกวว่าก็ตรงที่แต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการถึง 4 เจ้า และทุกเจ้าสามารถตั้งดีลเลอร์เป็นของตัวเองได้อีกด้วย


GAC AION Y Plus เป็นโมเดลล่าสุดของค่ายนี้ ซึ่งแม้ ณ วันนี้ ข้อมูลตัวรถเองในเว็บไซด์ของ GAC ในจีน ก็ยังไม่มีข้อมูลอะไรแพลมออกมามากนัก ดีไซน์ของตัวรถมาในลักษณะรถ Mini MPV ทรงกล่อง กระจกรอบคันมีขนาดใหญ่ โปร่งโล่งสบายตามทั้งมองจากภายนอก และเข้าไปนั่งด้านใน

มิติของตัวรถมีขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง BYD ATTO3 โดยมิติของตัวรถยาว 4,535 มม., กว้าง 1,870 มม., สูง 1,650 มม. และความยาวฐานล้อ 2,750 มม. ด้านดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกตามคอมเซ็พท์ Sky City กระจังหน้าไม่มี มีแต่ช่องดักลมทางด้านล่าง เพื่อให้ลมเข้าไปเป่าระบายความร้อนให้กับ ระบบระบายความร้อนของมอเตอร์ขับเคลื่อน และระบบปรับอากาศ ไฟหน้า LED ดีไซน์คล้ายปีกของนางฟ้าที่ทาง GAC เรียกว่า Angel Wings Big Eyes


ด้านข้างออกแบบให้มีโป่งซุ้มล้อทรงเหลี่ยม ช่วยให้มิติตัวรถดูไม่โล่งเลี่ยน ล้อแม็กขอบ 17 นิ้ว เส้นสายของแนวหลังคาแบบ Floating ตกแต่งด้ายแถบสีดำบริเวณเสา B และ C-Pillar หลังคาเป็นแบบ กระจก Panoramic Roof ดีไซน์ทางด้านท้ายออกแบบให้กระจกบังลมหลังเอนลาดนิดๆ (ไม่มีปัดน้ำฝนหลังมาให้!!) ด้านบนมีสปอยเลอร์ท้ายขนาดพอเหมาะพร้อมชุดไฟเบรดดวงที่ 3 แบบ LED

ดีไซน์ชุดไฟท้ายแบบแนวนอนวางพาดยาวจากมุมรถด้านนึงไปยังอีกด้านนึง ไฟด้านในแบบ LED ฝาท้ายมีขนาดใหญ่ช่วยให้ขนของเข้า-ออกได้สะดวก แต่คันที่ลองขับ(ฝาท้ายเปิด-ปิดอัตโนมือ!!) กันชนท้ายขนาดใหญ่ แต่มีการออกแบบชายล่างเป็นเหมือนช่องระบายอากาศเพื่อลดความหนาของตัวกันชนประดับมุมซ้าย-ขวาด้วยไฟตัดหมอก

เปิดประตูเข้าชมภายในกันบ้าง ต้องของชมทาง GAC ที่ออกแบบให้พื้นรถมีความราบเรียบทั้งคันทำให้พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังวางขาได้สบายทุกที่นั่ง ดีไซน์ภายในเน้นความเรียบง่าย ปุ่มต่างๆ บนคอนโซลหน้าไม่มี เพราะย้ายเกือบทุกอย่างเข้าไว้ในหน้าจอกลางขนาด 14.6 นิ้ว แบบ Touch Screen เหลือไว้เพียงปุ่มเปิด-ปิด ไฟฉุกเฉิน ซุกไว้ระหว่างตรงช่องแอร์หน้าตรงกลาง


จอมาตรวัดแบบ Full Digital ขนาด 10.25 นิ้ว มองเห็นชัดกว่า ATTO3 และมีฟังก์ชั่นการทำงานให้ดูครบถ้วนกว่า และเปลี่ยนกราฟฟิกหน้าจอได้ 2 แบบ พวงมาลัย 3 ก้าน อวบจับเต็มมือ พร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชั่นบนพวงมาลัยมาครบครัน  เบาะนั่งคู่หน้าขนาดใหญ่ ออกแบบให้นั่งได้สบายกว่า ATTO3 เยอะ แต่ปรับไฟฟ้าเฉพาะคนขับแบบ 6 ทิศทาง ส่วนผู้โดยสารตอนหน้าปรับมือ 4 ทิศทาง(ให้มาหน่อยก็ไม่ได้) ตำแหน่งการวางเบาะนั่งคู่หน้าค่อนข้างสูงนิดนึง ให้อารมณ์ในการขับรถสไตล์ MPV ซึ่งข้อดีคือ มองเห็นทัศนวิสัยทางด้านหน้าได้ชัดเจนแม้จะมองไม่เห็นฝากระโปรงหน้าก็ตาม


ระหว่างเบาะนั่งคู่หน้าออกแบบคอนโซลกลางให้คล้ายโต๊ะขนาดย่อมๆ มีที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย พร้อมที่วางแก้ว 2 ช่องขนาดใหญ่ ด้านหลังมีช่องเก็บของโดยมีฝาปิดให้ดูเรียบร้อย ส่วนทางด้านล่างของคอนโซลกลางเปิดโล่งสามารถวางของได้ และมีช่องเพาเวอร์เอ้าท์เลทไว้ให้สามารถเสียบชาร์จไฟให้อุปกรณ์ต่างๆ พร้อมช่องเสียบ USB แบบ Type A

พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังกว้างขวางนั่งสบาย ยืดแข็งยืดขา ได้เต็มเหนี่ยว เบาะหลังพับได้แบบ 60:40 แม้จะพับไม่เรียบ และไม่มีเท้าแขนกลางมาให้  ถอดหัวหมอนเบาะคู่หน้าออก และปรับพนักพิงหน้าลงให้สุดระดับ 180 องศา คุณจะได้พื้นที่นั่งด้านหลังในระดับที่นอนได้สบายๆ แถมยังมีช่องแอร์ด้านหลัง และช่องเสียบชาร์จไฟแบบ USB Type A มาให้อีก 1 ช่องด้วยนะ


GAC เองพยายามใช้วัสดุภายในให้มีพื้นผิวสัมผัสแบบ Soft Touch แต่ดันเน้นหนักไปที่ด้านหน้า แผงประตูด้านหลังกลับเป็นแบบแข็ง พื้นผิวของวัสดุถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้แม้จะไม่เทียบเท่า ATTO3 แต่ก็ใกล้เคียง แต่จุดเด่นที่เหนือ ATTO3 คือ โทนสีสันภายในสามารถเลือกได้มากถึง 5 สี และเมื่อรวมกับสีสันภายนอกที่เลือกได้อีก 7 สี คิดคร่าวๆ รวมถึงมีให้เลือกเล่นได้ถึง 35 รูปแบบกันเลยทีเดียว



พื้นที่เก็บของท้ายรถถือว่ากว้างในระดับนึง(เพราะด้วยตำแหน่งเบาะนั่งด้านหลังถอยมาค่อนข้างเยอะ) แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เป็นรถไฟฟ้าที่มี ยางอะไหล่แบบ Compact Size มาให้เป็นมาตรฐานด้วย(ค่ายอื่นควรจะมีมาให้บ้างนะ)

 


กลับมาที่จอกลางขนาด 14.6 นิ้ว แบบ Touch Screen ที่ซ่อนฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ ของตัวรถไว้มากมายแบบเดียวกับ Tesla และ Neta V ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชั่นการเปิด-ปิดไฟหน้าแบบ Auto แต่ลองแล้วกลับไม่ทำงานซะงั้น, เปิดไฟต่ำ, การทำงานของเบรคมือไฟฟ้า, ไฟตัดหมอกหลัง, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อบูลทูธ, เปิดระบบเครื่องเสียงที่เชื่อมต่อ Apple Car Play-Android Auto(ในอนาคตอันใกล้), การตั้งค่าการทำงานของตัวรถ, กล้อง 360 องศา, เปิดโหมดการรีเจนไฟ, การเปิด-ปิดซันรูฟ(มีสวิทช์แยกต่างหากอยู่แถวๆ กระจกมองหลัง), เปิดขปิดม่านบังแสง, ปรับไฟห้องโดยสารได้ถึง 35 โทนสี, สั่งการเลือกปรับกระจกมองข้าง(แต่ปรับจริงต้องไปปรับที่สวิทช์บนก้านพวงมาลัย(เหมือน Tesla เป๊ะ), ปรับน้ำหนักของพวงมาลัย เป็นต้น และยังไม่รองรับการสั่งงานด้วยเสียง แต่อนาคตคาดว่าคงใส่มาให้ เพราะระบบซอฟท์แวร์สามารถอัพเดทแบบ OTA

มาถึงพละกำลังของ GAC AION Y PLUS ที่คาดว่าจะนำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยอาจมาครบทั้ง 3 รุ่น Standard Range มอเตอร์ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิด 176 นิวตัน-ม. พร้อมแบตเตอรี่แบบ Lithium-ion phosphate ความจุ 51.9 kWh ระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 400 กม. ตามมาตรฐาน NEDC


รุ่น Standard Range Plus มอเตอร์กำลังสูงขึ้นเป็น 204 แรงม้า แรงบิด 225 นิวตัน-ม. แบตเตอรี่แบบ Lithium-ion phosphate ความจุ 63.2 kWh ชาร์จไฟ 1 ครั้ง วิ่งได้ระยะทาง 490 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ปิดท้ายด้วยรุ่น Long Range ทุกอย่างเหมือนรุ่น Standard Range Plus ต่างกันที่แบตเตอรี่เป็นแบบ Ternary Lithium ความจุ 68.3 kWh ชาร์จไฟ 1 ครั้งวิ่งได้ระยะทาง 550 กม. ตามมาตรฐาน NEDC



คันที่แอบไปลองขับน่าจะเป็นรุ่น Standard Range Plus สัมผัสแรกคือ ตำแหน่งท่านั่งถือว่าดีกว่า ATTO3 เบาะนั่งสบาย ไม่นุ่มจนเกินไป พนักพิงแข็งกำลังดี และรองรับแผ่นหลังได้ดีพอควร ตำแหน่งของพวงมาลัยถือว่าโอเค ตำแหน่งสวิทช์ขับเคลื่อน เป็นก้านโยกอยู่หลังพวงมาลัยทางด้านขวา ส่วนทางด้านซ้ายเป็นสวิทช์ปัดน้ำฝน การสตาร์เครื่องยนต์เพียง เดินมาที่ตัวรถมือเปิดประตูก็จะอ้าออกมา พอก้าวเข้าไปนั่งในรถระบบไฟจะ Standby รอ..ระบบปรับอากาศทำงานให้ เพียงแค่ปิดประตูเหยียบเบรก ระบบก็จะออนในเรื่องของระบบขับเคลื่อนให้พร้อมเดินทาง


กลับกันถ้าจะดับระบบเพื่อออกจากรถ ต้องกดสวิทช์ที่ปลายก้านเลือกระบบขับเคลื่อน 2 ครั้ง โดยกดแบบดับเบิ้ล ซึ่งครั้งที่ 2 ต้องกดสวิทช์ค้างไว้ 5 วินาที พร้อมกับเสียงเตือนนับถอยหลัง ระบบจะตัดไฟทั้งคัน มาต่อเรื่องของฟิลลิ่งการขับขี่ทัศนวิสัยการขับขี่ด้านหน้าโปร่งตาดีทีเดียว รถขับง่าย อัตราเร่งถือว่าดีพอตัวถ้าเทียบกับมิติของตัวรถ(ถ้าชอบแรงๆ เชิญ ATTO3) จังหวะการเร่งแซงทำได้ทันอก ทันใจ ไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย



โหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด Eco, Normal, Sport ซึ่งในแต่ล่ะโหมด ฟิลลิ่งการตอบสนองของคันเร่งแตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน แต่..ครับแต่ ในทุกโหมดที่เลือกใช้งาน เวลาที่ยกเท้าจากคันเร่งเพื่อให้มีการรีเจนหรือรีชาร์จไฟกลับเข้าไปเก็บที่แบตเตอรี่นั่นแทบไม่รู้สึกถึงแรงหน่วงเลย แม้จะวิ่งด้วยความเร็วต่ำๆ แล้วก็ตาม แต่พอเปิดโหมด i-PEDAL กลับรู้สึกถึงแรงดึงแบบชัดเจน

 


เรื่องของการชาร์จชาร์จไฟถือว่าเป็นจุดเด่นของ GAC AION Y PLUS เหมือนกัน ณ วันที่แอบลองขับ และลองชาร์จไฟนั่น สถานีชาร์จระบุว่าจ่ายกระแสไฟต่ำ แต่ตัวรถสามารถรับได้สูงถึง 55 kw แล้วนอนยาวๆ ไปยัน 90% ถึงจะเริ่มดร็อปลงมาที่ 33 kw แล้วนอนยาวๆ ไปยัน 98% ถึงจะดร็อปมาคาที่ 10 kw ว่าง่ายๆ ปริมาณไฟเหลือ 75% สามารถชาร์จได้ถึง 100% ภายในรอบเดียวกับเวลา 55 นาที  


การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารถือว่าทำได้ดี และสิ่งที่ต้องชื่นชมคือ ระบบปรับอากาศทำได้ดีมากๆ เย็นเฉียบแม้จะเปิดพัดลมแอร์แค่เบอร์ 2 น้ำหนักของพวงมาลัยปรับได้ 3 ระดับ ปรับเบาสุดใช้งานสบายในเมือง(เบาหวิวเลย) แต่ไม่เหมาะกับวิ่งด้วยความเร็ว, Normal น้ำหนักตึงมือขึ้นแบบสัมผัสได้ และให้ความมั่นใจในการขับขี่ย่านความเร็วสูง และโหมด Sport ความรู้สึกแทบจะไม่ต่างกับโหมด Normal เลย อัตราทดพวงมาลัยถือว่าทำได้ดี วงเลี้ยวไม่กว้าง ซอกแซกในเมืองได้ดีในระดับนึง


 

ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบ อิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริงพร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังแบบ ทอร์ชั่นบีม ประสิทธิภาพการทำงานถือว่าเซ็ทมาได้ โดยเฉพาะทางด้านหน้าที่ไม่นิ่มจนเกินไป เส้นทางที่ลองคือ เลียบด่วนเกษตร-นวมินทร์ ทางเส้นนั่นไม่ค่อยราบเรียบนัก ลองความเร็วระดับ 70 กม./ชม. ผ่านรอยต่อถนน และคอสะพาน อาการของรถคอ่นข้างนิ่ง ออกไปทางแข็งหน่อยๆ บางท่านอาจไม่ชอบ แต่ผมกลับชอบเพราะให้ความมั่นใจในการขับขี่ความเร็วสูง ส่วนทางด้านหลังไม่ได้กระด้างจนเกินงาม ระบบเบรคเป็นดิสค์ทั้ง 4 ล้อ ทำงานค่อนข้างดี น้ำหนักแป้นเบรคไม่หยุ่นเท้าจนเกินไป ความสูงของใต้ท้องรถอาจต่ำกว่า ATTO3 แต่ก็ออกแบบให้โครงสร้างบอดี้คลุมแบตเตอรี่เช่นเดียวกัน และมีแผ่นปิดมาให้เรียบร้อย

คงมีผู้อ่านมีคำถามในใจว่า ระบบปลอดภัยอื่นๆ เช่น ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง, ระบบ Adaptive Cruise Control, ระบบการเตือนการชนด้านหน้า-ด้านหลัง, เบรกฉุกเฉินอัจฉริยะนั้น คันที่ทดลองขับไม่มีมาให้ (มีCruise Control และกล้อง 360 องศา) คงต้องรอดูตอนเปิดตัวท็อป ว่าจะใส่มาให้หรือไม่   

ในงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ GAC AION Y PLUS เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศราคา โดยในรุ่น 490 Elite ราคา 1,069,900 บาท และรุ่น 550 Ultra ราคา 1,299,900 บาท และทาง AION ยังได้เตรียม 4 เซอร์ไพรส์พิเศษให้ลูกค้าชาวไทย ได้แก่ การรับประกันสุดพิเศษ, สินเชื่อสุดพิเศษ, ฟรี! แท่นชาร์จสำหรับติดตั้งที่บ้าน และแพ็กเกจซุปเปอร์กิฟต์ 


พรุ่งนี้ วันที่ 9 เดือน 9 จะมีการประกาศราคา และอ็อฟชั่นของรถแต่ล่ะรุ่นอย่างเป็นทางการ รวมไปถึง ดิสทิบิวเตอร์ หลักทั้ง 4 เจ้าใหญ่ ว่าจะเป็นใครบ้าง และนโยบายทางการตลาด ต้องรอดูครับว่าจะเป็นอย่างไร   

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้