Xiaomi YU7 สำรวจเทคโนโลยี Performance Electric SUV

120 จำนวนผู้เข้าชม  | 

กลางปี 2025, Xiaomi เปิดจำหน่ายรถรุ่นแรกในกลุ่ม SUV อย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ Xiaomi YU7 โดยวางตำแหน่งเป็น “Performance Electric SUV” ที่เน้นการผสานงานออกแบบ เทคโนโลยี ประสบการณ์ขับขี่ และความปลอดภัยไว้ในคันเดียว พร้อมจำหน่าย 3 รุ่นย่อย คือ Standard (ขับเคลื่อนล้อหลัง: RWD), Pro (ขับเคลื่อนสี่ล้อ: AWD) และ Max (AWD สมรรถนะสูง) ด้วยราคาเริ่มต้น 253,500 หยวน และไล่ระดับไปถึง 329,900 หยวน ในรุ่น Max ซึ่งเป็นกรอบราคา/ตำแหน่งที่ Xiaomi ตั้งใจให้แข่งขันในสนาม “SUV ยุคใหม่” ที่ผู้ใช้คาดหวังทั้งความฉลาดของซอฟต์แวร์ และความครบของวิศวกรรมยานยนต์ไปพร้อมกัน


Advanced Design: สัดส่วนที่ “ตั้งใจคุม” เพื่อภาพลักษณ์และการทำงานจริง
แก่นของงานออกแบบ Xiaomi YU7 เริ่มจาก “สัดส่วน” (proportion) ที่ถูกกำหนดเชิงตัวเลขอย่างชัดเจน สัดส่วน wheelbase-to-body ratio 3:1, wheel-to-height ratio 2.1:1 และ width-to-height ratio 1.25:1 ทำหน้าที่เป็นโครงเรขาคณิตหลักให้ตัวรถมีท่ายืนแบบเตี้ยล่ำในสไตล์รถสมรรถนะสูง ขณะเดียวกัน Xiaomi เลือกใช้ head-to-body ratio 1:3 เพื่อยืดระยะด้านหน้าให้เกิดฝากระโปรงยาว (long hood) ซึ่งเป็น “ภาษาการออกแบบ” ที่มักถูกใช้กับรถระดับหรูมาอย่างยาวนาน แต่จุดสำคัญเชิงวิศวกรรมคือมันเปิดพื้นที่ให้โครงสร้างดูดซับแรงปะทะด้านหน้าได้มากขึ้น โดยระบุระยะ front impact absorption space 659 mm เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน


บุคลิกภายนอกยังถูกขยายด้วยแนวคิด “wide-body” และส่วนท้ายที่มีกล้ามเนื้อชัด (muscular rear profile) เพื่อให้ภาพรวมไปทางสปอร์ตมากกว่าทรงกล่องแบบ SUV ดั้งเดิม ขณะเดียวกัน Xiaomi ใช้ “สี” เป็นอีกมิติหนึ่งของการสร้างคาแรกเตอร์ โดย YU7 มีสีตัวถังรวม 9 สี ได้แก่ Basalt Gray, Lava Orange, Titanium Silver, Emerald Green, Pearl White, Ocean Blue, DuskPurple, Shadow Teal และ Dawn Pink


จุดที่น่าสนใจคือการอธิบาย “วัสดุของชั้นสี” อย่างเจาะจง Pearl White มีโทนมุกอมฟ้า (bluish pearlescent sheen) ส่วนสีอื่น ๆ ผสมผงอะลูมิเนียมและผงมุก (aluminum & pearl powders) เพื่อให้เกิดประกายแบบเมทัลลิกเมื่อกระทบแสง และยังควบคุม “ขนาด/การจัดเรียง” ของอนุภาคเพื่อให้ได้เอฟเฟกต์ภาพที่ต่างกันในแต่ละสี


ห้องโดยสาร: วัสดุ–สรีระ–ฟังก์ชัน ที่ถูกออกแบบให้ใช้จริงในชีวิตประจำวัน
ถ้าภายนอกเริ่มจากสัดส่วน ภายในเริ่มจาก “สัมผัส” และ “มาตรฐานวัสดุ” ห้องโดยสารของ YU7 ให้ธีมสีภายใน 4 แบบ คือ Pine Gray, Coral Orange, Twilight Blue และแบบใหม่ Ash Gray & Iris Purple Dual-Tone เพื่อให้จับคู่กับสีตัวถังทั้ง 9 สีได้หลากหลาย ตั้งแต่โทนเข้มแบบ “ม่วงบนม่วง” ไปจนถึงชุดสีที่เป็นกลางมากขึ้น


จุดที่ Xiaomi ให้รายละเอียดเชิงมาตรฐานชัดเจนคือพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย (high-contact surfaces) ภายในห้องโดยสารถูกทำเป็น soft-touch ทั้งหมด และมีพื้นที่วัสดุรวม 17 m² ที่ผ่านการรับรอง OEKO-TEX® Class 1 ซึ่งระบุระดับความปลอดภัยถึงขั้นสัมผัสผิวทารกได้ เพื่อให้ผู้ใช้ “เชื่อใจ” วัสดุในระยะยาว ขณะที่เบาะหุ้ม Nappa leather เพื่อให้สัมผัสนุ่มแต่ยังคงการรองรับที่ดีสำหรับการเดินทางไกล

 


มิติของ “สรีระศาสตร์” (ergonomics) ถูกยกขึ้นเป็นฟีเจอร์โดยตรง ผ่านเบาะหน้าแบบ dual zero-gravity ที่ปรับเอนด้วยปุ่มเดียวและมี 10-point massage ทำให้ผู้ขับพักได้โดยไม่ต้องย้ายที่นั่ง เบาะผู้ขับยังเสริม 12-layer comfort system เพื่อรองรับแนวกระดูกสันหลังและกระจายน้ำหนักให้เป็นธรรมชาติ ส่วนเบาะหลังให้มุมเอนถึง 135° ปรับได้ตั้งแต่ 100° ถึง 135° พร้อมระบบทำความร้อน และเพิ่มพนักพิงศีรษะที่หนา/กว้างขึ้นเพื่อการรองรับด้านข้างที่ดีขึ้น


แม้ตัวรถจะทำทรงเตี้ยแบบสปอร์ต แต่ Xiaomi ระบุการออกแบบพื้นที่โดยใช้โมเดลสัดส่วนคนสูง 188 เซนติเมตร และให้ตัวเลขพื้นที่ใช้งานที่สื่อสารตรงไปตรงมา คือ headroom หน้า 100 มิลลิเมตร, headroom หลัง 77 มิลลิเมตร และ legroom หลัง 73 มิลลิเมตร พร้อมแนวคิดการใช้งานแบบ “เปลี่ยนสภาพได้” เบาะหลังพับราบด้วยปุ่มเดียวจนกลายเป็นพื้นที่นอนได้ยาว 1.8 เมตร


พื้นที่เก็บของถูกทำให้เป็น “ระบบ” มากกว่าจุด ๆ เดียว โดยมีช่องเก็บของรวม 36 จุด ในห้องโดยสาร frunk ด้านหน้าความจุ 141 ลิตร ใส่กระเป๋าเดินทาง 24 นิ้วได้ และท้ายรถความจุ 687 ลิตร รองรับกระเป๋า 24 นิ้ว 3 ใบ กระเป๋า 20 นิ้ว 3 ใบ และกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 2 ใบ เมื่อพับเบาะหลัง พื้นที่ขยายเป็น 1,758 ลิตร สำหรับอุปกรณ์แคมป์ปิ้งได้เต็มชุด นอกจากนี้ยังมี “ตู้เก็บของแบบมีรหัส” (password glove box) ความจุ 13.7 ลิตร ที่ล็อกได้ด้วยเสียงและรหัส พร้อมอุปกรณ์จัดระเบียบ และลิ้นชักหลังความจุ 5.2 ลิตร สำหรับของใช้จุกจิกในชีวิตประจำวัน


ด้านความสบายเชิงไลฟ์สไตล์ YU7 ใส่ตู้เย็นในรถ ความจุ 4.6 ลิตร ใส่กระป๋องมาตรฐานได้ 6 กระป๋อง และทำได้ทั้งการทำความเย็น/อุ่น เครื่องเสียง 25 ลำโพง รองรับ Dolby Atmos พร้อมอัลกอริทึมเสียงที่ Xiaomi พัฒนาเอง ระบบปรับอากาศออกแบบให้ลมไม่พุ่งตรงตัว (no direct airflow) ใช้ช่องลมหน้าแนวกว้าง 357 มิลลิเมตร และช่องลมหลังแบบ 3 ทาง เพื่อสร้างลมแบบโอบล้อม ร่วมกับไส้กรอง HEPA ขนาด 2.2 m² ที่ได้การรับรองระดับ SGS Gold และมีโหมด deep-clean ที่ระบุว่าสามารถรีเฟรชอากาศในห้องโดยสารได้เร็วสุด 35 วินาที


NVH และการกันแดด: ทำให้ “ความเงียบ” และ “ความเย็น” เป็นคุณลักษณะเชิงวิศวกรรม
แนวคิดการทำ NVH (Noise, Vibration, Harshness) ของ YU7 เริ่มจากวัสดุพื้นฐานที่ชัดเจนคือกระจกแบบ double-laminated glass ติดตั้งเป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ทั้งกระจกหน้า ประตูทั้ง 4 บาน และกระจก rear quarter windows แล้วจึงเสริมด้วยมาตรการควบคุมเสียงมากกว่า 200 รายการ และวัสดุอะคูสติกมากกว่า 120 ชิ้น เพื่อกันเสียงรอบทิศทาง พร้อมระบุเรื่อง “airtightness” ว่าอยู่ในระดับสูงจนลดเสียงภายนอกได้มาก ในรุ่น Max ยังเน้นห้องโดยสารเงียบเป็นพิเศษ โดยระบุการลดเสียงลมและเสียงย่านความถี่สูงลง 2–3 dB ควบคู่กับหลังคาพาโนรามาที่ผ่านการปรับสภาพด้านอะคูสติก และโซนฉนวนที่อัปเกรดเพิ่มมากกว่า 30 จุด

ด้านการกันแดด YU7 ใช้มาตรฐาน SFP100 และ PA++++ กระจกหน้ามี triple silver coating กระจกข้างทั้ง 4 บานเป็น double-laminated แบบกันแดด และหลังคาพาโนรามาเคลือบเงินสองชั้น (dual silver-coated) เพื่อกันความร้อนและรังสี UV ในรุ่น Max เพิ่มหลังคาพาโนรามาแบบ smart-dimming EC (electrochromic) ที่ปรับความทึบได้ด้วยปุ่มและค่อย ๆ ทำให้ห้องโดยสารมืดลงตามต้องการ โดยระบุว่าให้ประสิทธิภาพกันความร้อนและกันแดดดีกว่าม่านบังแดดแบบกายภาพในรถบางรุ่น


Powertrain, Range และ Charging: 800V, Silicon Carbide และเหตุผลที่ “ตัวเลข” สำคัญกับ Electric SUV
ในมุมมองของ Xiaomi จุดแข็งของ YU7 คือการยกระดับ “สามเทคโนโลยีไฟฟ้าหลัก” (three core electric technologies) ได้แก่ มอเตอร์ไฟฟ้า (electric motor), แบตเตอรี่ (power battery) และชุดควบคุมมอเตอร์ (motor control unit) โดยทั้งไลน์อัปติดตั้ง Xiaomi HyperEngine V6s Plus ที่ระบุรอบสูงสุด 22,000 รอบ/นาที, แรงบิดสูงสุด 528 Nm และกำลังสูงสุด 288 kW สำหรับรุ่น Max ระบุกำลังสูงสุด 690 PS, ความเร็วสูงสุด 253 กม./ชม. และอัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. 3.23 วินาที


อีกแกนหนึ่งที่สำคัญกับ Electric SUV คือ “ระยะทาง” เพราะเป็นตัวสะท้อนทั้งสมรรถนะการใช้พลังงานและต้นทุนระบบไฟฟ้า YU7 Standard ใช้แบตเตอรี่ 96.3 kWh พร้อมระยะทาง 835 กิโลเมตร (CLTC) ขณะที่รุ่น Pro ใช้แบตเตอรี่ 96.3 kWh ระยะทางลดลงเล็กน้อยที่ 770 กิโลเมตร (CLTC) ส่วนรุ่น Max ใช้แบตเจอรี่ความจุสูงกว่าระดับ 101.7 kWh ทำระยะการใช้งานได้ที่ 760 กิโลเมตร (CLTC)



ด้านโครงสร้างระบบไฟฟ้า YU7 ใช้แพลตฟอร์มแรงดันสูง 800V แบบ silicon carbide (800V silicon carbide platform) รองรับการชาร์จเร็วระดับ 5.2C โดยระบุการชาร์จจาก 10–80% ภายใน 12 นาที และสามารถเติมระยะทางได้ถึง 620 km ใน 15 นาที แนวคิดที่ Xiaomi พยายามทำให้ “จับต้องได้” คือคำว่า “charge anywhere” ซึ่งโยงไปถึงความเข้ากันได้กับสถานีชาร์จสาธารณะ โดยระบุว่าทดสอบแล้วเข้ากันได้มากกว่า 99% ของสถานีชาร์จสาธารณะราว 1.4 ล้านจุด ในจีนแผ่นดินใหญ่ และจะขยายเครือข่ายในพื้นที่ service area ครอบคลุมเมืองและอำเภอเพิ่มขึ้น



Chassis และการทำให้ “ขับดี” โดยไม่ทิ้ง “นุ่มสบาย”
เพื่อทำให้บุคลิก YU7 ไปได้ทั้งทางไดนามิกและความสบาย Xiaomi ระบุชุดช่วงล่างเป็น ปีกนกคู่หน้า (front double wishbone independent suspension) และ มัลติลิงก์/ห้าลิงก์ด้านหลัง (rear multi-link / five-link independent suspension) เติมด้วยถุงลมแบบ dual-chamber closed air springs และแดมเปอร์แบบปรับต่อเนื่อง (continuously adjustable dampers) พร้อมเบรก Brembo® four-piston fixed calipers และระบบ Xiaomi Smart Chassis


ประเด็นที่น่าสนใจคือ Xiaomi อธิบาย “พฤติกรรมของระบบ” ในสถานการณ์จริง เช่น เมื่อรถตรวจพบลูกระนาด ระบบจะปรับความแข็งของช่วงล่างหน้า–หลังอัตโนมัติเพื่อลดแรงกระแทก หรือเมื่อเข้าที่จอดรถใต้ดิน ระบบถุงลมสามารถปรับความสูงเพื่อลดโอกาสครูดพื้น โดยระบุช่วงการปรับความสูงได้ถึง 40% นอกจากนี้ยังระบุการใช้ VGR (variable steering ratio) เพื่อให้คล่องตัวในความเร็วต่ำและนิ่งในความเร็วสูง ตัวเลขที่สะท้อนมิติเชิงวิศวกรรมคือรัศมีวงเลี้ยว 5.7 m, ระยะเบรกสั้นสุด 100–0 กม./ชม. ที่ 33.9 เมตร และระยะห่างจากพื้น (ground clearance) 222 มิลลิเมตร


EEA และ Smart Ecosystem: รถเป็น “คอมพิวเตอร์” แต่ต้องเป็นคอมพิวเตอร์ที่ทนและเสถียร
Xiaomi วางให้ Electrical/Electronic Architecture หรือ EEA เป็น “หัวใจ” ของรถอัจฉริยะ โดย YU7 ใช้แนวคิด Four-in-One Domain Control Module เป็นแกนกลางของ Electronic Engine Control (EEC) รวมโดเมนควบคุมหลายส่วนไว้ด้วยกัน ทั้ง assisted driving domain (ADD), digital cockpit domain (DCD), vehicle central control domain (VCCD) และ Telematics Box (T-Box) เพื่อรวมโมดูลการทำงานจำนวนมากให้เหลือศูนย์กลางที่บูรณาการสูง ลดขนาด ลดน้ำหนัก และเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานของระบบทั้งคัน

ด้านกำลังประมวลผล YU7 ใช้แพลตฟอร์ม NVIDIA DRIVE AGX Thor™ ระดับ 4 nm (นาโนเมตร) ให้พลังประมวลผล 700 TOPS (ปัจจุบัน Laptop สเปกสูง ๆ อยู่ที่ 45-50 TOPS, trillions of operations per second) และระบุว่าสูงกว่าการรวมชิป Orin X สองตัวเข้าด้วยกัน ส่วน “ความทนทาน” ถูกทำให้เป็นหัวข้อหลัก โดยระบุว่าระบบ EEA ผ่านการทดสอบความทนทานมากกว่า 2 เท่า ของมาตรฐานอุตสาหกรรม และบอร์ดหลักผ่านการทดสอบระดับยานยนต์ AEC-Q104 เพื่อยืนยันอายุการใช้งานมากกว่า 10 ปี



อินเทอร์เฟซฝั่งผู้ใช้ถูกยกขึ้นด้วย Xiaomi HyperVision Panoramic Display ที่ใช้ชุดจอ triple Mini LED และเทคโนโลยี Panoramic Curved Projection Technology เพื่อฉายข้อมูลไปยังบริเวณกระจกหน้าด้านล่างให้เนียนเป็นชิ้นเดียว โดยระบุว่าต้นทุนสูงกว่าระบบ HUD มาตรฐานราว 2–3 เท่า เป้าหมายคือการวาง speed และ navigation ให้อยู่ใน “แนวสายตาธรรมชาติ” และเมื่อเลี้ยวจะดึงภาพมุมอับมาแสดงใกล้ตำแหน่งกระจกมองข้าง

ระบบผู้ช่วยเสียง Xiaomi Hyper XiaoAi ถูกอัปเกรดให้ทำงานบน large AI model รองรับ multimodal และสั่งงานด้วยเสียงได้แม้ “อยู่นอกรถ” (whole-outside-the-car voice interaction) โครงสร้างประกอบด้วย 4 โมดูลและชุดไมค์ 8 ตัว ทำให้สื่อสารกับรถได้แม้ยืนอยู่นอกรถ และยังมีแนวคิด five-zone voice control แยกโซนผู้โดยสาร 5 ตำแหน่งเพื่อให้สั่งงานพร้อมกันได้โดยไม่รบกวนกัน

แกน “Human × Car × Home” ถูกขยายให้เป็นฮาร์ดแวร์ที่ต่อยอดได้จริง เช่น ช่องยึดแบบ dual-thread สองฝั่งแดชบอร์ดจ่ายไฟได้ถึง 27 W สำหรับอุปกรณ์เสริม มีจุดแม่เหล็กในห้องโดยสารรวม 9 จุด สำหรับติดอุปกรณ์และปุ่มกดจริงแบบแม่เหล็ก พร้อมแท่นชาร์จมือถือไร้สายแบบแม่เหล็กที่เพิ่มใหม่ ฐานกระจกมองหลังรองรับการต่อขยาย กล้องกิมบอล 4K (4K gimbal camera) และ AI spatial interaction sensor โดยกล้อง 4K ใช้สำหรับดูภาพในรถแบบเรียลไทม์และโทรคุยด้วยเสียง เพื่อตรวจดูสัตว์เลี้ยงเมื่อผู้ใช้ไม่อยู่ใกล้รถ ส่วนเซ็นเซอร์ท่าทางรองรับ 6 hand gestures สำหรับสั่งงานแบบไม่ต้องสัมผัส เช่น เปลี่ยนเพลงหรือถ่ายภาพ


การรองรับ Apple Ecosystem: ความเข้ากันได้ที่ถูกทำเป็น “ประสบการณ์”
YU7 ให้ความสำคัญกับผู้ใช้ iPhone ด้วยการรองรับการปลดล็อกระยะใกล้แบบ UWB การควบคุมผ่านวิดเจ็ตใน Xiaomi EV app บนหน้าจอหลักและผ่าน Control Center shortcuts และยังนำ iPhone Action Button มากำหนดเป็นปุ่มล็อก/ปลดล็อกได้ด้วย ฟังก์ชัน Alive Status แสดงสถานะรถแบบเรียลไทม์ และสามารถส่งเส้นทางนำทางจากมือถือเข้าระบบรถโดยตรง

ในรถ รองรับ Apple CarPlay แบบปักหมุดเป็นวิดเจ็ต และใช้งาน CarPlay พร้อมแอปของรถในหน้าจอเดียวกันได้ รองรับ Apple Music สำหรับสตรีมคุณภาพสูง และใช้ Apple Watch ควบคุมรถได้แบบอิสระ รวมถึงตัวยึดแท็บเล็ตหลังที่รองรับการใช้งานร่วมกับ iPad



Assisted Driving: ฮาร์ดแวร์เต็มชุด และซอฟต์แวร์แบบ end-to-end จาก 10 ล้านคลิป
YU7 ติดตั้งชุดฮาร์ดแวร์ช่วยขับเป็นมาตรฐานทุกรุ่นย่อย โดยระบุชัดว่าใช้ชิป NVIDIA Thor ให้กำลังประมวลผล 700 TOPS, มี LiDAR 1 ตัว, เรดาร์ 4D millimeter-wave 1 ตัว, กล้องความละเอียดสูง 11 ตัว และ อัลตราโซนิกเรดาร์ 12 ตัว พร้อมเสริมรายละเอียดว่ามีกล้อง 7 ตัวแบบ ultra-clear anti-glare ที่ใช้เทคโนโลยี ALD coating เพื่อลดปัญหาแสงสะท้อนและแสงย้อน

ฝั่งซอฟต์แวร์ YU7 ใช้ระบบช่วยขับแบบ end-to-end ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลฝึกสอน 10 ล้านคลิป (10 million training clips) โดยใช้ข้อมูลจากผู้ขับขี่ระดับมืออาชีพ และใช้ multimodal large models เพื่อคัดเลือก “พฤติกรรมการขับคุณภาพสูง” เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่ให้รถไปถึงจุดหมาย แต่ทำให้การเร่ง–ผ่อน (acceleration/deceleration) เรียบขึ้น ตรวจจับสิ่งกีดขวางแม่นขึ้น ตอบสนองในจังหวะที่เหมือนมนุษย์มากขึ้น และผ่านแยกได้ลื่นไหลกว่า พร้อมระบุการลงทุนระยะยาวและความร่วมมือด้าน R&D กับ Tsinghua University และ University of Hong Kong

Safety: โครงสร้าง วัสดุ การปกป้องแบตเตอรี่ และการพิสูจน์ด้วยการทดสอบหนักจริง
แกนความปลอดภัยของ YU7 สะท้อนผ่านการยกระดับโครงสร้างตัวถังและมาตรฐานทดสอบ โดย Xiaomi เลือกใช้เหล็กความแข็งแรงสูง 2,200 MPa (อ่านว่า เมก-กะ-ปาส-คาน) ในตำแหน่งสำคัญ เช่น คานกันชนด้านข้างในประตูทั้ง 4 บาน และท่อขยายขึ้นรูปด้วยความร้อน (hot-formed expansion tubes) 6 ชิ้น ในเสา A และเสา B เพื่อสร้างโครงสร้างแบบ embedded roll cage ร่วมกับตัวถัง ช่วยเพิ่มความแข็งแรงในสถานการณ์รุนแรงอย่างการชนด้านข้างและการพลิกคว่ำ ตัวถังเป็นแบบ Armor-Cage Steel-Aluminum Hybrid Body ที่ประกอบด้วยเหล็กกำลังสูงและอะลูมิเนียมอัลลอยรวม 90.2% และระบุความแข็งบิดตัว (torsional stiffness) 47,610 Nm/deg


การปกป้องแบตเตอรี่ถูกยกระดับในระดับโครงสร้างใต้ท้องรถ โดยระบุว่าแบตเตอรี่ทั้งแบบ lithium iron phosphate (LFP) และแบบ ternary lithium ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสูง และ “ล้ำหน้า” ข้อกำหนดความปลอดภัยแบตเตอรี่ระดับชาติของจีนปี 2025 นอกจากนี้ยังใช้สารเคลือบใต้แพ็กแบตเตอรี่แบบเดียวกับ Xiaomi SU7 Ultra ที่เรียกว่า bulletproof coating และเพิ่มคานกันขีดข่วนใต้ท้องรถความแข็งแรง 1,500 MPa เพื่อเพิ่มการปกป้องเซลล์แบตเตอรี่เมื่อวิ่งบนทางขรุขระ

ความเชื่อมั่นอีกชั้นหนึ่งมาจากการ “ทดสอบใช้งานจริง” Xiaomi ระบุว่ามีรถทดสอบ 653 คัน วิ่งรวม 10.62 ล้านกิโลเมตร โดยเฉพาะการทดสอบบนถนนจริงคิดเป็น 6.49 ล้านกิโลเมตร กินเวลา 539 วัน ครอบคลุม 296 เมือง ตั้งแต่สภาพร้อนจัด 53°C ที่ Turpan ไปจนถึงหนาวจัด -41°C ที่ Heihe และพื้นที่สูง 5,380 เมตร ในเขต Ali ของทิเบต พร้อมการทดสอบจากหน่วยงานภายนอกในมิติต่าง ๆ ทั้งความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และระบบอัจฉริยะ โดยได้รับการรับรองจากองค์กรวิชาชีพ

และเพื่อ “กดเพดาน” ความทนทาน Xiaomi นำ YU7 ไปทำสถิติการทดสอบแบบ endurance 24 ชั่วโมง โดยยึดแนวคิดความโหดแบบ 24 Hours of Le Mans ที่ระบุอัตราจบการแข่งขันเฉลี่ยราว 70% ภายใต้การกำกับอย่างเป็นทางการของ China Automotive Technology & Research Center รถทดสอบ YU7 Max ทำระยะทางได้ 3,944 กิโลเมตร ใน 24 ชั่วโมง ซึ่งถูกระบุว่าเป็นสถิติใหม่




ปลายทางของภาพรวม จึงไม่ใช่การเล่า “รถคันใหม่” แต่เป็นการชี้ให้เห็นแนวทางของ Xiaomi ว่ากำลังสร้างรถให้เป็น “ระบบนิเวศ” ที่ประกอบด้วยโครงสร้างแข็งแรง ช่วงล่างที่ปรับตัวได้ ระบบไฟฟ้าที่รองรับการชาร์จเร็ว และสถาปัตยกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกแบบให้ทนงานระยะยาว ทั้งหมดนี้ถูกประกาศพร้อมเงื่อนไขการใช้งานจริง เช่น บางฟังก์ชันอาจต้องรอ OTA บางออปชันขึ้นกับการส่งมอบ และรถ/ฟังก์ชันยังจำกัดในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นบริบทสำคัญก่อนจะตีความศักยภาพของ YU7 ในตลาดอื่น ๆ ต่อไป

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้