Ferrari Luce | รถไฟฟ้าคันแรกของค่ายม้าลำพอง

42 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Ferrari Luce ไม่ได้ถูกเปิดตัวในฐานะ “รถไฟฟ้าคันแรกของ Ferrari” เท่านั้น แต่เป็นเหมือนประโยคประกาศจากมาราเนลโลว่า ยุคไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องลดทอนจิตวิญญาณของรถสปอร์ต หากวิศวกรสามารถออกแบบทุกองค์ประกอบให้ตอบสนองต่อผู้ขับได้อย่างเป็นธรรมชาติพอ ในมุมนี้ Luce จึงเป็นมากกว่าการเปลี่ยนแหล่งพลังงาน “จากเครื่องยนต์สันดาปไปเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า” เพราะ Ferrari ตั้งใจให้รถคันนี้เป็น Ferrari แบบ 360° คือเป็นรถที่ยังคงอารมณ์การขับ ความแม่นยำ และบุคลิกเฉพาะตัวของแบรนด์ไว้ครบถ้วน แต่เปิดพื้นที่ใหม่ ให้สถาปัตยกรรมไฟฟ้าสามารถสร้างรูปแบบรถที่ไม่เคยเกิดขึ้นได้มาก่อน

ชื่อ Luce หมายถึง “แสง” ซึ่งสอดรับกับแนวคิดของรถที่ต้องการส่องทางไปสู่บทใหม่ของ Ferrari ภายใต้ยุทธศาสตร์ multi-energy ที่ไม่ได้มองไฟฟ้าเป็นสิ่งทดแทนเครื่องยนต์เดิมทั้งหมด แต่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางวิศวกรรม สำหรับขยายขอบเขตของการออกแบบ สมรรถนะ และประสบการณ์ขับขี่ Ferrari Luce จึงเกิดขึ้นบนหลัก technological neutrality หรือความเป็นกลางทางเทคโนโลยี โดยยังคงวางอยู่เคียงข้างรถเครื่องยนต์สันดาป และรถไฮบริดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของแบรนด์


ความพิเศษของ Luce เริ่มตั้งแต่แนวทางการพัฒนา Ferrari เลือกออกแบบและผลิตองค์ประกอบหลักภายในมาราเนลโลเอง ตั้งแต่มอเตอร์ไฟฟ้าไปจนถึงแบตเตอรี่แรงดันสูง เพื่อรักษาคุณภาพ การควบคุม และเอกลักษณ์เชิงวิศวกรรมของแบรนด์ โครงการนี้ยังมาพร้อมสิทธิบัตรใหม่มากกว่า 60 รายการ สะท้อนว่า Ferrari ไม่ได้เพียงนำเทคโนโลยีไฟฟ้ามาใส่ในรถสปอร์ต แต่พยายามสร้างภาษาทางวิศวกรรมชุดใหม่สำหรับรถสปอร์ตไฟฟ้าโดยเฉพาะ


ในด้านดีไซน์ Ferrari Luce เป็นผลงานที่เกิดจากความร่วมมือกับ LoveFrom กลุ่มออกแบบที่นำโดย Sir Jony Ive และ Marc Newson ร่วมกับ Ferrari Design Studio ภายใต้การนำของ Flavio Manzoni การดึงมุมมองจากภายนอกเข้ามาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสไตล์ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เกิดภาษาการออกแบบใหม่ที่เรียบง่าย บริสุทธิ์ และสัมพันธ์กันทั้งภายนอก ภายใน และส่วนติดต่อผู้ขับ ตัวรถถูกสร้างบนแนวคิดของรูปทรงปิด ผิวเรียบ และเส้นสายต่อเนื่อง คล้ายเปลือกหุ้มที่โอบล้อมห้องโดยสาร โดยมี glass house เป็นองค์ประกอบหลักของบุคลิกภาพรถ
 
สถาปัตยกรรมไฟฟ้าทำให้ Ferrari สามารถออกแบบ Luce เป็นรถสี่ประตู ห้าที่นั่ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของม้าลำพองที่มีห้าที่นั่งอย่างแท้จริง ห้องโดยสารให้ความรู้สึกโปร่ง กว้าง และยืดหยุ่นกว่าภาพจำของรถสปอร์ต Ferrari แบบดั้งเดิม แต่ยังไม่ละทิ้งตำแหน่งผู้ขับที่เป็นศูนย์กลางของประสบการณ์ ทุกสิ่งถูกจัดระเบียบใหม่ให้สะอาดตาและเป็นระบบ ตั้งแต่รูปทรงเบาะ แผงควบคุม พวงมาลัย ไปจนถึงจอแสดงผล ทั้งหมดถูกเชื่อมด้วยแนวคิดเดียวกันคือ การทำให้เทคโนโลยีซับซ้อนกลายเป็นสิ่งที่ผู้ขับเข้าใจและสัมผัสได้ง่าย

ภายนอกของ Ferrari Luce โดดเด่นด้วย glass house รูปทรงคล้ายเปลือกต่อเนื่องลงไปต่ำกว่า belt line จนเกือบถึงขอบตัวรถ ขณะที่ปีกแอโรไดนามิกด้านหน้าและด้านหลังดูเหมือนลอยอยู่รอบตัวถัง เพื่อทำหน้าที่จัดการอากาศโดยไม่ทำลายความบริสุทธิ์ของรูปทรงหลัก ชุดไฟหน้าและไฟท้ายถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นผิวตัวรถ เมื่อปิดไฟจะดูเหมือนถอยกลับเข้าไปในตัวถัง ส่วนไฟท้ายแบบ halo tail lights ยังอ้างอิงความงามและความชัดเจนของ Ferrari 360 Modena และ 458 Italia ขณะเดียวกัน ล้อขนาด 23 นิ้วด้านหน้า และ 24 นิ้วด้านหลัง ถือเป็นขนาดล้อแบบ staggered ที่ใหญ่ที่สุดในรถ Ferrari road car แบบผลิตจำหน่ายจริง โดยมีทั้งล้อ forged แบบห้าก้านเปิด และล้อ turbine design ที่ปรับแต่งเพื่อแอโรไดนามิก


ภายในรถเป็นจุดที่ Ferrari Luce แสดงความตั้งใจในการผสานโลก analogue และ digital อย่างชัดเจน พวงมาลัยสามก้านทำจาก aluminium รีไซเคิล 100% พร้อมปุ่ม สวิตช์ และโมดูลควบคุมเชิงกลที่ออกแบบให้จับต้องได้จริง ขณะที่ binnacle หรือ “ชุดมาตรวัดหน้าผู้ขับ” เคลื่อนที่ไปพร้อมพวงมาลัยเพื่อรักษามุมมองของผู้ขับ (ขึ้น-ลง)


จอแสดงผลได้รับการพัฒนาร่วมกับ Samsung Display เป็น OLED เฉพาะรุ่น รวมทั้งหมด 4 จอ โดย “ชุดมาตรวัด” ใช้จอ OLED แบบ multi-layered display โดยอาศัยการซ้อนกันของ 2 panels เพื่อสร้างมิติความลึกในการแสดงผล และทำให้การอ่านข้อมูลมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น คล้ายการผสานข้อมูลดิจิทัลเข้ากับความรู้สึกแบบมาตรวัด analogue แนวคิดสำคัญคือข้อมูลจำเป็นต้องอยู่ในตำแหน่งที่อ่านง่าย ขณะที่คำสั่งสำคัญยังคงเป็นปุ่มหรือสวิตช์จริง เพื่อให้ผู้ขับใช้งานได้โดยไม่เสียสมาธิ


สำหรับ central panel ของ Ferrari Luce ไม่ใช่จอกลางแบบติดตายตัว แต่เป็นแผงควบคุมกลางที่สามารถปรับองศาได้ ผสานปุ่มกายภาพเข้ากับหน้าจอ OLED รูปทรงเฉพาะ คำสั่งสำคัญอย่าง climate, car settings และ media ยังใช้ปุ่มจริงเพื่อให้ควบคุมได้รวดเร็ว ขณะที่หน้าจอสัมผัสรับหน้าที่สำหรับการตั้งค่าที่ลึกขึ้น เช่น navigation, media และรายละเอียดของระบบปรับอากาศ แนวคิดนี้สะท้อนความพยายามของ Ferrari ในการรักษาสัมผัสแบบ analogue ไว้ในห้องโดยสารยุคดิจิทัล


หนึ่งในรายละเอียดที่น่าสนใจคือกุญแจของ Ferrari Luce ซึ่งทำจาก Corning Gorilla Glass และใช้หน้าจอ E Ink เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อเสียบกุญแจเข้ากับช่องที่คอนโซลกลาง สีเหลือง Ferrari จะไหลผ่านอินเทอร์เฟซเหมือนการปลุกชีวิตของรถ ก่อนระบบจะปลดล็อก shifter ให้พร้อม

ระบบเสียงของ Luce ถูกพัฒนาให้เป็นมากกว่าเครื่องเสียงภายในรถ Ferrari ใช้ลำโพง 21 ตำแหน่ง พร้อม amplification 24 channels กำลัง 3000 W และซอฟต์แวร์ Ferrari Audio Director สำหรับควบคุมสัญญาณเสียงทั้งหมด ระบบ Ferrari Audio Signature มี preset ห้ารูปแบบ ได้แก่ Studio, Concerto, Immersive, Opera และ Electronic รวมถึง Solo mode เพื่อปรับประสบการณ์ฟังเสียงให้เหมาะกับแต่ละที่นั่ง รายละเอียดนี้สะท้อนว่า Ferrari ต้องการให้ความเงียบ ความชัด และเสียงภายในห้องโดยสารเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ขับ ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์เสริมด้านความบันเทิง


หัวใจทางวิศวกรรมของ Ferrari Luce คือแพลตฟอร์มไฟฟ้าเฉพาะรุ่นที่มีมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว “แยกหนึ่งตัวต่อหนึ่งล้อ” ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ 122 kWh ระบบ active suspension จาก F80 และ independent rear-wheel steering น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 2,260 kg ให้กำลังสูงสุด 1050 แรงม้า (cv) หรือ 772 kW ใน Launch Control ทำอัตราเร่ง 0-100 km/h ใน 2.5 วินาที 0-200 km/h ใน 6.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 310 km/h และระยะทางวิ่งประมาณ 530 km

สิ่งที่ทำให้ Ferrari Luce ไม่ใช่เพียงรถ EV บ้าพลัง คือความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนที่ของล้อแต่ละล้ออย่างอิสระ แต่ละล้อมี actuator สำหรับ traction และ regeneration, actuator สำหรับมุมเลี้ยว และ actuator สำหรับควบคุมการเคลื่อนที่แนวดิ่ง ทำให้รถสามารถจัดการแรงบิด การเบรก การเลี้ยว และการถ่ายน้ำหนักได้อย่างละเอียดระดับมุมล้อ

ระบบ Vehicle Control Unit หรือ VCU เปิดตัวครั้งแรกในรถ Ferrari รุ่นนี้ ทำหน้าที่รวม powertrain และ vehicle dynamics ไว้ในสมองกลชุดเดียว อัปเดตเป้าหมายการควบคุม 200 ครั้งต่อวินาที และทำงานร่วมกับ Side Slip Control X เพื่อให้รถตอบสนองเป็นธรรมชาติในทุกสภาพการยึดเกาะ

ผู้ขับสามารถเลือกบุคลิกของรถผ่าน e-Manettino และ Manettino แบบห้าตำแหน่ง e-Manettino มีโหมด Range, Tour และ Performance


โดย Range จำกัดกำลังที่ 320 kW เน้นขับเคลื่อนล้อหลังเป็นหลักและจำกัดความเร็วสูงสุดที่ 260 km/h เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้พลังงาน, ส่วน Tour เพิ่มกำลังเป็น 460 kW และเปิด all-wheel drive ตลอดเวลา, ขณะที่ Performance ให้กำลังสูงสุด 725 kW ในการขับขี่ทั่วไปพร้อม all-wheel drive ถาวร และความเร็วสูงสุด 310 km/h เมื่อใช้ Launch Control ระบบจะเพิ่มกำลังรวมถึง 765 kW ด้วย torque boost จากมอเตอร์ทั้งสี่และกำลังเสริมจากแบตเตอรี่

อีกระบบที่สะท้อนความคิดแบบ Ferrari คือ Torque Shift Engagement ซึ่งไม่ได้จำลองการเปลี่ยนเกียร์เหมือนรถ EV หลายรุ่น แต่สร้าง “ภาษาของแรงบิด” ขึ้นมาใหม่ ผู้ขับใช้ paddle ด้านขวาเลือกกำลังได้ 5 ระดับ เพื่อเพิ่มแรงบิดอย่างต่อเนื่อง ส่วน paddle ด้านซ้ายเลือก engine braking หรือระดับการหน่วงจาก regenerative braking ได้ 5 ระดับ การทำงานนี้ทำให้ผู้ขับมีบทบาทในการจัดการน้ำหนักรถก่อนเข้าโค้งและการส่งกำลังออกจากโค้ง คล้ายการสื่อสารกับเครื่องยนต์ในรถสปอร์ตดั้งเดิม แต่แปลออกมาในรูปแบบของมอเตอร์ไฟฟ้า


ระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ permanent magnet synchronous แบบ radial flux ที่ถ่ายทอดความรู้จาก F80, Formula 1 และ WEC (World Endurance Championship) ด้านหน้าหมุนได้สูงสุด 30,000 รอบ/นาที ด้านหลัง 25,500 รอบ/นาที ใช้สถาปัตยกรรม 800 V ช่วยให้ระบบรับและจ่ายพลังงานได้รวดเร็ว แบตเตอรี่ประกอบด้วยเซลล์ pouch จำนวน 210 เซลล์ จัดเป็น 15 modules ความจุรวม 122 kWh ชาร์จเร็วสูงสุด 350 kW และสามารถเติมพลังงาน 70 kWh ได้ใน 20 นาที หากใช้สถานีชาร์จที่รองรับ

ในเชิงแอโรไดนามิก Ferrari ใช้เวลาพัฒนามากกว่า 5 ปี ผ่าน CFD (Computational Fluid Dynamics) ราว 6000 ครั้ง ทดสอบใน wind tunnel กับโมเดลย่อ 250 ชั่วโมง และรถจริงอีกประมาณ 80 ชั่วโมง เป้าหมายคือสร้างค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์รถถนน Ferrari โดยไม่ลดทอนพื้นที่ภายใน ตัวถังจึงเน้นผิวเรียบ ต่อเนื่อง และโค้งนูน ไม่มีรอยเว้า มุมคม หรือการเปลี่ยนรัศมีอย่างฉับพลัน ระบบ active grilles จะปิดช่องรับลมเมื่อไม่ต้องการระบายความร้อน เพื่อลด drag ส่วน active suspension สามารถลดด้านหน้าลงได้ 10 mm ในบางสภาวะ ล้อแบบ turbine design ช่วยลด drag ได้ประมาณ 5% โดยไม่กระทบการระบายความร้อนเบรก


การจัดการความร้อนถูกคิดใหม่ตั้งแต่ต้น เพราะรถไฟฟ้าสมรรถนะสูงต้องดูแลพลังงานทุกหน่วยอย่างระมัดระวัง ระบบแบ่งออกเป็นสามกลุ่มหลัก ได้แก่ coolant, water และ air โดย water แยกการจัดการอุณหภูมิเป็นระดับสำหรับแบตเตอรี่ ระบบหล่อเย็นด้วยน้ำถูกแบ่งเป็นหลายระดับ เพื่อดูแลทั้งแบตเตอรี่แรงดันสูง 800 โวลต์, อินเวอร์เตอร์, ชุดเพลาขับไฟฟ้าหน้า-หลัง และระบบ active suspension ให้ทำงานอยู่ในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสม ซอฟต์แวร์จะบริหาร pump, valve, warm-up, fast charging และ preconditioning ทั้งแบตเตอรี่และห้องโดยสาร รวมถึงสั่งงานระยะไกลได้ เพื่อลดการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขณะเริ่มเดินทาง

โครงสร้างตัวถังและแชสซีของ Ferrari Luce ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่เป็นระบบเดียว ไม่ได้แยกแบตเตอรี่ออกเป็นเพียงชิ้นส่วนเก็บพลังงานใต้พื้นรถเท่านั้น แต่ยังใช้ battery housing เข้ามาช่วยเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างหลัก ตัวรถใช้ชิ้นส่วน aluminium หลายรูปแบบ ทั้ง hollow castings, extrusions และ aluminium sheets เพื่อให้ได้ความแข็งแรง น้ำหนักเบา และรองรับการผลิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับ Ferrari แบบสี่ประตูรุ่นก่อนหน้า

โครงสร้างใหม่นี้เพิ่มความแข็งแรงด้านการดัดตัว หรือ bending rigidity มากกว่า 25% และเพิ่มความแข็งแรงด้านการบิดตัว หรือ torsional rigidity อีก 35% โดยตัวแบตเตอรี่เองมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงด้าน bending 20% และด้าน torsional 40% ขณะเดียวกัน Ferrari ยังใช้ aluminium alloy รีไซเคิลอย่างกว้างขวาง เพื่อลดการปล่อย CO2e ในกระบวนการผลิต โดยไม่ลดทอนเป้าหมายสำคัญด้านน้ำหนัก ความแข็งแรง และความปลอดภัยของตัวรถ

Ferrari Luce ยังถูกพัฒนาให้เป็น Ferrari ที่สบายที่สุดเท่าที่แบรนด์เคยทำมา เสียงและแรงสั่นสะเทือนถูกจัดการด้วยแนวทาง NVH ขั้นสูง ทั้ง rear subframe แบบ elastically-mounted เป็นครั้งแรกของ Ferrari, การกรองแรงสั่นสองชั้นจาก electric axles, การใช้ mass damper ที่คอพวงมาลัยและพวงมาลัย รวมถึงการออกแบบกระจกและซีลเพื่อลด aeroacoustic noise


ขณะเดียวกัน Ferrari ไม่เลือกสร้างเสียงสังเคราะห์ แต่ใช้ accelerometer จับแรงสั่นจริงจาก rear axle แล้วกรองและขยายเสียงด้วยระบบที่พัฒนาและจดสิทธิบัตรเอง คล้ายหลักการของแอมป์กีตาร์ไฟฟ้า เสียงจึงเกิดจากกลไกจริงของรถและเปลี่ยนไปตามการขับ โดยสามารถเงียบสนิทใน Range, สุภาพใน Tour และแสดงตัวเต็มที่ใน Performance

ระบบ regenerative braking หรือ eCRB (advanced regenerative-braking system) สามารถรับพลังงานกลับได้สูงสุด 0.5 MW และสร้างแรงหน่วงได้ถึง 0.5 g ครอบคลุมการเบรกส่วนใหญ่ในการใช้งานประจำวัน เพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในการเบรกมากกว่ารถไฮบริด Ferrari รุ่นก่อน 50% และช่วยเพิ่มระยะทางได้ 20% บนถนนภูเขา และ 5% ในสภาพการจราจรบนมอเตอร์เวย์ ส่วนระบบเบรก CCM (Carbon Ceramic Material) ได้รับการปรับขนาดให้เหมาะกับการทำงานร่วมกับ regenerative braking จานหน้าขนาด 390 x 34 mm และจานหลัง 372 x 34 mm ช่วยลดน้ำหนักได้ราว 3 kg เมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาปขนาดใกล้เคียง


ท้ายที่สุด Ferrari Luce ยังมาพร้อมระบบ connectivity ใหม่ ผ่าน MyFerrari App และ MyFerrari Luce ซึ่งทำหน้าที่เหมือน fourth screen ของรถ ผู้ใช้สามารถตรวจสอบสถานะชาร์จ ล็อก ตำแหน่งรถ แจ้งเตือน รายงานการเดินทาง สั่ง preconditioning และจัดการการชาร์จจากระยะไกล ระบบนำทางใช้ Google Maps และ Apple Maps พร้อม EV navigation support ที่ดึงข้อมูลแบตเตอรี่และอัลกอริทึมการชาร์จมาใช้คำนวณเส้นทาง รวมถึงวางแผนจุดชาร์จเมื่อจำเป็น


Ferrari Luce คือคำตอบของมาราเนลโลต่อคำถามสำคัญของยุคไฟฟ้า นั่นคือ รถสปอร์ตไฟฟ้าจะยังมีอารมณ์ มีตัวตน และมีบทสนทนาระหว่างคนกับเครื่องจักรได้หรือไม่ Ferrari ไม่ได้ตอบคำถามนี้ด้วยตัวเลขกำลังหรืออัตราเร่งเพียงอย่างเดียว แต่ตอบด้วยสถาปัตยกรรมใหม่ที่ควบคุมล้อทั้งสี่อย่างอิสระ แบตเตอรี่ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง ระบบเสียงที่เกิดจากกลไกจริง แอโรไดนามิกที่ซ่อนอยู่ในความเรียบง่าย และอินเทอร์เฟซที่ให้ผู้ขับยังรู้สึกว่าตนเป็นศูนย์กลางของรถ


ในโลกที่รถไฟฟ้าจำนวนมากแข่งขันกันด้วยความเร็วของการออกตัว Ferrari Luce เลือกเดินอีกทางหนึ่ง คือใช้ไฟฟ้าเพื่อขยายขอบเขตของการควบคุม ความแม่นยำ ความสบาย และความมีชีวิตของรถสปอร์ต นี่จึงไม่ใช่ Ferrari ที่สูญเสียเสียงเครื่องยนต์แล้วพยายามหาสิ่งทดแทน แต่เป็น Ferrari ที่ใช้ความเงียบ แรงบิด การคืนพลังงาน และซอฟต์แวร์ เป็นวัสดุใหม่ในการปั้นประสบการณ์ขับขี่ หาก Ferrari 125 S เคยจุดประกายตำนานที่กรุงโรมในปี 1947 Ferrari Luce ก็อาจเป็น “แสง” อีกดวงที่เปิดประตูให้ Ferrari เขียนบทต่อไปของตัวเองในยุคไฟฟ้า โดยยังไม่ลืมเหตุผลดั้งเดิม ว่าทำไมผู้คนจึงหลงใหลรถจากมาราเนลโลตั้งแต่แรก

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้