The new BMW X5 | เมื่อ SAV รุ่นบุกเบิก ก้าวสู่ยุค...ห้าพลังขับเคลื่อน

117 จำนวนผู้เข้าชม  | 

นับตั้งแต่ BMW X5 รุ่นแรก (E53) เปิดตัวในปี 1999 รถรุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียง SUV ระดับพรีเมียมของ BMW แต่เป็นต้นกำเนิดแนวคิด “Sports Activity Vehicle” หรือ SAV ที่พยายามผสมความอเนกประสงค์แบบรถยกสูง เข้ากับบุคลิกการขับขี่แบบสปอร์ตจาก BMW อย่างชัดเจน มาถึงเจเนอเรชันล่าสุด The new BMW X5 (G65) จึงไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้าตา แต่เป็นการยกระดับทั้งแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ระบบขับเคลื่อน ห้องโดยสาร ดิจิทัลอินเทอร์เฟซ ระบบช่วยขับ รวมถึงแนวคิดด้านความยั่งยืน โดยมีเทคโนโลยีจาก Neue Klasse เข้ามาเป็นหัวใจสำคัญ



ความน่าสนใจที่สุดคือ BMW X5 เจเนอเรชันที่ 5 ภายใต้รหัส “G65” เป็น BMW รุ่นแรกที่รองรับระบบขับเคลื่อนถึงห้ารูปแบบ ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน, เครื่องยนต์ดีเซล, Plug-in Hybrid, Battery Electric และ Hydrogen Fuel Cell ซึ่งสะท้อนแนวคิด technology-open ของ BMW อย่างชัดเจน กล่าวคือไม่ได้มองว่าอนาคตต้องมีเพียงคำตอบเดียว แต่เปิดทางให้ผู้ใช้ เลือกระบบขับเคลื่อนได้ตามความต้องการ หรือบริบทตามโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละภูมิภาค

Vehicle Concept: หนึ่งตัวถัง หลายพลังงาน


BMW X5 (G65) ถูกวางให้เป็นรถที่ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ใช้เครื่องยนต์สันดาป ไปจนถึงผู้ใช้พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ รุ่น BMW iX5 60 xDrive ใช้เทคโนโลยี “BMW eDrive รุ่นที่ 6” หรือ Gen6 ทำงานบนสถาปัตยกรรม 800V มีมอเตอร์ไฟฟ้าหน้าและหลัง ให้กำลังรวม 425 kW หรือ 578 hp แรงบิด 805 Nm แบตเตอรี่ความจุสุทธิ 141 kWh และระยะทางขับขี่สูงสุดตาม WLTP อยู่ที่ 645–845 กิโลเมตร ตัวเลขนี้ทำให้ iX5 ไม่ได้เป็นเพียง X5 พลังงานไฟฟ้า แต่ยังเป็น Electric SAV ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน และรองรับการเดินทางไกลอย่างเต็มรูปแบบ

ฝั่งเครื่องยนต์สันดาปยังคงมี BMW X5 40 xDrive เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร พร้อม “48V Mild Hybrid” ให้กำลังรวม 294 kW หรือ 400 hp ทำอัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 5.3 วินาที และอัตราสิ้นเปลือง WLTP 9.2–8.7 ลิตร/100 กิโลเมตร หรือประมาณ 10.9–11.5 กิโลเมตร/ลิตร ส่วน BMW X5 40d xDrive ใช้ดีเซล 6 สูบเรียง 3.0 ลิตร กำลังรวม 230 kW หรือ 313 hp แรงบิด 670 Nm อัตราสิ้นเปลือง 7.3–7.0 ลิตร/100 กิโลเมตร หรือประมาณ 13.7–14.3 กิโลเมตร/ลิตร

ในกลุ่ม Plug-in Hybrid มี BMW X5 50e xDrive กำลังรวม 360 kW หรือ 489 hp วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ 86–102 กิโลเมตร และ BMW X5 M60e xDrive ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด ให้กำลังรวม 450 kW หรือ 612 hp แรงบิด 800 Nm อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที ขณะเดียวกัน BMW iX5 Hydrogen จะตามมาในภายหลัง ด้วยระยะทางวิ่งไกลสุดประมาณ 750 กิโลเมตร เติมไฮโดรเจนเต็มถังใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที และใช้ BMW Hydrogen Flat Storage เก็บไฮโดรเจนอย่างน้อย 7 กิโลกรัม ในถังแรงดัน 700 บาร์

Exterior: ภาษาการออกแบบ Neue Klasse บนตัวถัง SAVงานออกแบบภายนอกของ BMW X5 (G65) ใช้แนวคิด monolithic design หรือการทำให้ตัวรถดูเหมือนหล่อขึ้นจากชิ้นเดียว เส้นสายเรียบขึ้น แต่ยังคงความแข็งแรงแบบ X model ด้านหน้าโดดเด่นด้วย BMW kidney Iconic Glow ที่วางในแนวตั้ง และ double-X light icons ซึ่งรวมไฟต่ำ, ไฟ daytime driving, ไฟหรี่ และไฟเลี้ยวไว้ในองค์ประกอบเดียว ไฟหน้า Adaptive LED Headlights พร้อม matrix high beam มีระยะส่องสว่างไกลสุดถึง 600 เมตร ช่วยให้รูปลักษณ์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสวยงาม แต่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยโดยตรง



ด้านข้างมี BMW Winglets ซึ่งเป็นมือจับประตูแบบซ่อนในเสา B และ C ช่วยให้พื้นผิวประตูเรียบต่อเนื่อง ลดความรกทางสายตา และรองรับประตูไฟฟ้า เพียงแตะเบา ๆ ประตูก็เปิดหรือปิดได้ พร้อม Soft Close เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนท้ายรถออกแบบให้ไหล่ตัวถังกว้าง กระจกหลังถูกร่นเข้าไปเพื่อช่วยทั้งภาพลักษณ์และอากาศพลศาสตร์ ไฟท้ายเรียวยาวนำธีม double-X กลับมาใช้ ทำให้รถมีลายเซ็นแสงชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน

สำหรับ BMW X5 M60e xDrive มีรายละเอียดเฉพาะ เช่น M Yellow Lights, กันชนทรงสปอร์ต, ปลายท่อไอเสียสี่ชุด, ล้อ 22 นิ้วเป็นมาตรฐาน และ M Sport brakes คาลิเปอร์สี Red metallic ขณะที่ลูกค้าสามารถเลือกล้อได้ตั้งแต่ 21, 22 จนถึง 23 นิ้ว พร้อมสีตัวถัง 11 สี รวมถึงสีใหม่อย่าง Space Silver metallic, Grey Pine metallic และ Vancouver Green metallic

Interior: ห้องโดยสารที่ลดความซับซ้อน แต่เพิ่มประสบการณ์


ภายในของ The new BMW X5 ใช้แนวคิดที่เรียบ สะอาด และเน้นผู้ขับตามแบบ BMW แต่ขยับไปสู่ความรู้สึกดิจิทัลมากขึ้น แผงคอนโซลออกแบบใหม่เพื่อรองรับ BMW Panoramic iDrive พร้อม BMW Operating System X จุดเด่นคือ BMW Panoramic Vision ที่ฉายข้อมูลตลอดแนวกว้างของกระจกหน้า, BMW 3D Head-Up Display, Central Display ขนาด 17.9 นิ้ว และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบ shy tech ซึ่งปุ่มจะสว่างเฉพาะเมื่อใช้งานได้จริง


วัสดุตกแต่งคืออีกจุดที่น่าสนใจ BMW ใช้ slate หรือหินชนวนแท้เป็นพื้นผิวตกแต่งเป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยนำมาทำให้บางและขึ้นรูปตามแนวคอนโซลได้ นอกจากนี้ยังมี crystal glass สำหรับ gear selector, ปุ่มปรับเสียง และปุ่มปรับเบาะบางตำแหน่ง สร้างความรู้สึกหรูที่จับต้องได้



ห้องโดยสารยังมี accent strip (แถบตกแต่งภายในห้องโดยสาร) พร้อม ambient lighting แบบสามมิติพาดต่อเนื่องจากประตูถึงประตู, BMW Passenger Screen ขนาด 14.6 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารหน้า, หลังคา panoramic glass sunroof มีพื้นที่ราว 2.6 ตารางเมตร, ระบบปรับอากาศ 2.5-zone เป็นมาตรฐาน และเลือกมี four-zone climate control เป็นออปชัน, ระบบเสียงมาตรฐานเป็น HiFi System Professional 280 วัตต์ 12 ลำโพง โดยมีออปชันเป็น Bowers & Wilkins Surround Sound System ให้กำลังสูงสุด 775 วัตต์ 18 ลำโพง พร้อมรองรับ Dolby Atmos


เบาะนั่งหน้าเป็น sports seats พร้อมระบบทำความร้อน มี multifunction seats ให้เลือกพร้อมระบายอากาศและนวด เบาะหลังปรับมุมพนักพิงให้นั่งสบายขึ้น พื้นที่เข่าเพิ่มจาก 108 เป็น 130 มิลลิเมตร เพราะฐานล้อยาวขึ้น 60 มิลลิเมตร รายละเอียดเล็ก ๆ อย่าง Isofix ยังหุ้มด้วยวัสดุเดียวกับห้องโดยสาร แสดงให้เห็นว่า BMW พยายามทำให้ความหรูไม่ได้หยุดแค่จุดที่มองเห็นง่าย

Digital Experience: รถที่เริ่มคิดและปรับตัวตามผู้ใช้


BMW Operating System X เป็นพื้นฐานสำคัญของ The new BMW X5 เพราะออกแบบสำหรับแนวคิด software-defined vehicle หรือรถที่สามารถอัปเดตและเพิ่มฟังก์ชันได้หลังส่งมอบ ระบบใช้โครงสร้างจาก Android Open Source Project ช่วยให้รองรับการอัปเดตและบริการดิจิทัลในอนาคตได้อย่างยืดหยุ่น ผู้ใช้สามารถลาก widget จาก Central Display ไปแสดงบน BMW Panoramic Vision ได้สูงสุดหกชุด และปรับธีม สี ภาพพื้นหลัง รวมถึง My Modes ได้ตามสไตล์ของผู้ขับ

BMW Intelligent Personal Assistant ถูกพัฒนาให้เข้าใจภาษาธรรมชาติมากขึ้น และจะเสริมด้วย Amazon Alexa+ AI technology ในบางตลาด ผู้ขับสามารถสั่งงานกระจก ระบบปรับอากาศ เบาะ โทรศัพท์ ความบันเทิง และระบบนำทางได้โดยไม่ต้องท่องคำสั่งตายตัว อีกความสามารถที่น่าสนใจคือฟังก์ชัน “Routines” ตัวอย่างเช่น การตั้งให้รถเปิดระบบระบายอากาศเบาะ และเร่งแอร์อัตโนมัติ เมื่ออุณหภูมิภายนอกเกิน 25 องศาเซลเซียส

BMW Digital Premium เพิ่มบริการด้านความบันเทิง ความปลอดภัย และ navigation เช่น satellite view, 3D building models, real-time traffic และระบบบันทึกภาพรอบรถ ส่วน My BMW App ขยายบทบาทจากแอปควบคุมระยะไกล ไปสู่เครื่องมือจัดการรถแบบเรียลไทม์ ทั้งการเปิดกระจก ตั้งอุณหภูมิ ตั้งเวลาชาร์จ ใช้เป็น remote control สำหรับผู้โดยสาร และควบคุม automatic doors ผ่าน Digital Key Plus

Drive Systems and Charging Technology: หัวใจใหม่ของ iX5


เทคโนโลยี Gen6 ใน BMW iX5 คือจุดเปลี่ยนสำคัญ แบตเตอรี่ใช้ cylindrical cells ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 46 มิลลิเมตร สูง 120 มิลลิเมตร ความจุใช้งานได้เพิ่มขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับเซลล์สูง 95 มิลลิเมตร ใน BMW iX3 และมีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่า Gen5 แบบ prismatic ประมาณ 20% โครงสร้าง cell-to-pack ทำให้เซลล์ถูกติดตั้งเข้ากับแบตเตอรี่โดยตรง ไม่ต้องผ่านโมดูลย่อย ลดน้ำหนัก ลดต้นทุน และเพิ่มความหนาแน่นพลังงานระดับแพ็ก

Energy Master เป็นกล่องควบคุมกลางของระบบไฟฟ้าแรงสูง ทำหน้าที่จ่ายไฟให้มอเตอร์และระบบไฟฟ้า รวมถึงจัดการข้อมูลแบตเตอรี่เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพ มอเตอร์ตัวหลังใช้แบบ “EESM” หรือ electrically excited synchronous motor ที่ปรับสนามแม่เหล็กได้ตามภาระงาน จึงลดการสูญเสียเมื่อโหลดต่ำและให้แรงบิดสูงเมื่อโหลดมาก ส่วนมอเตอร์ตัวหน้าใช้แบบ “ASM” หรือ asynchronous motor ซึ่งแข็งแรง ทนความร้อน และสามารถตัดการทำงานได้เมื่อไม่จำเป็น ลดแรงหน่วงและเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่แบบ rear-biased


ระบบชาร์จ 800V รองรับกำลังสูงสุด 460 kW ชาร์จ 10–80% ได้ใน 23 นาที และเติมพลังงานสำหรับวิ่งต่อได้สูงสุด 350 กิโลเมตร ภายใน 10 นาที หากใช้ AC charging จะรองรับ 22 kW เป็นมาตรฐาน ชาร์จเต็มจากแบตเตอรี่เปล่าใน 7 ชั่วโมง 30 นาที นอกจากนี้ยังรองรับ bidirectional charging ทั้ง Vehicle-to-Load จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 3.7 kW, Vehicle-to-Home ใช้รถเป็นแหล่งเก็บพลังงานบ้าน และ Vehicle-to-Grid ส่งพลังงานกลับเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้า


Driving Dynamics: ความสบายกับความแม่นยำบนตัวถังขนาดใหญ่

แม้ BMW X5 (G65) จะมีหลายระบบขับเคลื่อนและน้ำหนักต่างกันมาก แต่ BMW ปรับช่วงล่างใหม่ทั้ง double-wishbone, front axle และ five-link, rear axle พร้อม adaptive suspension เป็นมาตรฐาน และคงการกระจายน้ำหนักใกล้ 50:50

จุดสำคัญในรุ่นไฟฟ้าและ Hydrogen คือ Heart of Joy พร้อม BMW Dynamic Performance Control ซึ่งเป็นสมองกลควบคุมการขับ (superbrain) ที่ตอบสนองเร็วกว่าเดิมถึง 10 เท่า ควบคุมมอเตอร์ เบรก, steering sub-functions, การชาร์จ และ recuperation ภายในระดับมิลลิวินาที (1/1,000 วินาที) ผลคือรถสามารถเข้าโค้งนิ่งขึ้น ลดการแก้พวงมาลัย และใช้ regenerative braking ได้กว้างขึ้นจนถึงจุดหยุดนิ่ง

Adaptive Chassis Control รวม adaptive two-axle air suspension กับ Integral Active Steering โดยล้อหลังเลี้ยวได้สูงสุด 3.2 องศา ช่วยลดวงเลี้ยวประมาณ 0.8 เมตร และเพิ่มเสถียรภาพเมื่อเปลี่ยนเลนที่ความเร็วสูง ระบบถุงลมสามารถปรับความสูงได้หลายระดับ เช่น ลดตัวรถ 10 มิลลิเมตร ที่ 140–200 กม./ชม. และลด 20 มิลลิเมตร เมื่อเกิน 200 กม./ชม. เพื่อช่วยลดแรงต้านอากาศ หรือยกขึ้น 20 มิลลิเมตร สำหรับทางไม่เรียบ ขณะจอดสามารถลดลง 40 มิลลิเมตร เพื่อให้การขึ้นลงและขนของง่ายขึ้น

รุ่น BEV และ PHEV สามารถเลือก Adaptive Chassis Control Professional ได้ โดยเพิ่ม active roll stabilisation ใช้มอเตอร์ 48V ควบคุมเหล็กกันโคลง ช่วยลดการโคลงเมื่อเข้าโค้ง และเพิ่มความนุ่มเมื่อวิ่งทางตรง ส่วนรุ่น M Performance มี Adaptive M Chassis Control, M Sport brakes, M Sport differential, M SPORT และ M SPORT+ driving modes เพื่อให้รถร่างยักษ์ยังมีบุคลิกสปอร์ตแบบ BMW M

Driver Assistance: ผู้ช่วยที่ไม่แย่งบทบาทคนขับ
ระบบช่วยขับของ The new BMW X5 ใช้แนวคิด BMW Symbiotic Drive ซึ่งเน้นให้คนขับยังเป็นศูนย์กลาง ระบบไม่ได้พยายามทำตัวเป็นรถไร้คนขับเต็มรูปแบบ แต่ช่วยเหลือในจังหวะที่เหมาะสมโดยไม่ตัดการควบคุมของผู้ขับอย่างแข็งกระด้าง Optional Motorway & City Assistant รองรับ hands-free driving บนมอเตอร์เวย์สูงสุด 130 กม./ชม. และช่วยเปลี่ยนเลนผ่านการยืนยันด้วยสายตา (ในบางตลาด) ส่วน City Assistant ช่วยเลี้ยว ชะลอ หยุด-ออกตัวที่ไฟจราจร เข้าวงเวียน และเปลี่ยนเลนในเมือง เมื่อใช้ร่วมกับ BMW Maps


Driving Assistant Plus เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วยควบคุมความเร็ว ระยะห่าง และประคองรถในเลน ระบบความปลอดภัยเชิงรุกมีทั้ง Lane Keeping Assistant, Side Collision Warning, Crossing Traffic Warning, Emergency Brake Assistant พร้อม Evasion Assistant (ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนด้านหน้า) และ exit warning ที่ช่วยหน่วงการเปิดประตูหากมีจักรยานหรือรถเคลื่อนผ่านด้านข้าง ในรุ่น iX5 และ iX5 Hydrogen ระบบ BMW Soft Stop ทำงานร่วมกับ Heart of Joy เพื่อเบรกด้วย recuperation อย่างนุ่มนวลจนหยุดสนิท ลดอาการกระตุกและเสียงจากเบรกกลไก

ด้านการจอด Parking Assistant Plus เป็นมาตรฐาน มีกล้อง 360 องศา มุมมอง kerb (มุมมองกล้องสำหรับดูขอบทาง), 3D และ car wash view (มุมมองกล้องสำหรับช่วยขับรถเข้าช่องล้างรถ หรือพื้นที่แคบที่ต้องประคองรถให้ตรงแนว) พร้อม Manoeuvre Assistant ที่บันทึกเส้นทางจอดซ้ำได้ถึง 200 เมตร ส่วน Parking Assistant Professional รองรับการสั่งจอดผ่าน My BMW App ได้จากระยะไกลสุด 6 เมตร



Sustainability and Vehicle History: เทคโนโลยีที่ต้องรับผิดชอบทั้งวงจรชีวิต
BMW ขยายแนวคิดความยั่งยืนของ The new BMW X5 ไปตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่ซัพพลายเชน การผลิต การใช้งาน จนถึงการรีไซเคิล ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ BMW ระบุว่าสามารถลด CO2e ได้ประมาณ 40% มีการใช้ flat steel ที่ลด CO2e ราว 50% ของเหล็กตัวถัง ใช้ EAF steel ที่มีวัสดุรีไซเคิลสูงและผลิตด้วยพลังงานหมุนเวียน ชิ้นส่วนอะลูมิเนียมหลายรายการ เช่น ล้อ ชิ้นส่วนช่วงล่าง และคาลิเปอร์เบรก ใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต ส่วนแผงหลังคาภายในใช้เส้นใยจาก recycled PET 100%

ใน BMW iX5 60 xDrive วัสดุรองหรือ secondary raw materials มีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของตัวรถ หรือราว 940 กิโลกรัม ขณะที่ Gen6 battery cells ลด CO2e ต่อวัตต์-ชั่วโมง ลงประมาณ 28% เมื่อเทียบกับ Gen5 ใน BMW iX โรงงาน Spartanburg ใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด และโรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูงแห่งใหม่ที่ Woodruff ไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการดำเนินงานปกติ

เมื่อมองย้อนกลับไป BMW X5 ผลิตมาแล้วมากกว่า 3.1 ล้านคัน ในสี่เจเนอเรชัน รุ่นแรกสร้างนิยาม SAV รุ่นที่สองเปิดทางสู่ BMW X5 M รุ่นที่สามเพิ่ม Plug-in Hybrid และรุ่นที่สี่ขยายเทคโนโลยีช่วงล่าง ระบบแสดงผล และ Hydrogen pilot fleet มาถึงรุ่นใหม่นี้ X5 จึงไม่ใช่เพียงการต่อยอด แต่เป็นการรวมเส้นทางเทคโนโลยีหลายยุคไว้ในรถคันเดียว


The new BMW X5 คือภาพสะท้อนของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน รถรุ่นนี้ไม่ได้เลือกข้างระหว่างเครื่องยนต์สันดาป ไฟฟ้า หรือไฮโดรเจน แต่เปิดให้เทคโนโลยีหลายรูปแบบอยู่ร่วมกันภายใต้ตัวถังเดียว จุดเด่นจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขกำลังหรือระยะทางเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเชื่อมระบบขับเคลื่อน ดิจิทัลอินเทอร์เฟซ แชสซี ระบบช่วยขับ และแนวคิดความยั่งยืนให้ทำงานเป็นภาพรวม

สำหรับผู้อ่านทั่วไป The new BMW X5 อาจเป็น SAV รุ่นใหม่ที่หรู ใหญ่ สบาย และทันสมัยกว่าเดิม แต่ในมุมเทคโนโลยียานยนต์ นี่คือรถที่กำลังบอกว่า อนาคตของรถพรีเมียมไม่ได้วัดกันที่พลังงานชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น หากแต่วัดกันที่ความสามารถในการทำให้ทุกระบบขับเคลื่อน ฉลาดขึ้น มีประสิทธิภาพขึ้น และตอบโจทย์ชีวิตจริงได้มากขึ้นกว่าเดิม

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้