119 จำนวนผู้เข้าชม |

SV ย่อมาจาก Super Veloce แนวคิดที่ Lamborghini ใช้ยกระดับรถให้แรง เบา เกาะถนน และสื่อสารกับผู้ขับชัดขึ้น นับจาก Miura SV ปี 1971 ผ่าน Diablo SV, Murciélago LP 670-4 SV และ Aventador SV มาถึง Revuelto SV ซึ่งเป็น V12 HPEV (High Performance Electrified Vehicle) ที่นำสูตรนี้มาทำงานร่วมกับระบบ Hybrid อย่างเต็มรูปแบบ
รถผลิตจำกัด 1,963 คัน ตามปีที่ก่อตั้งบริษัท กำลังรวมเพิ่มจาก 1,015 CV เป็น 1,065 CV หรือ 783 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 1,425 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 2.4 วินาที, 0–200 กม./ชม. 6.7 วินาที และท็อปสปีด 345 กม./ชม. Lamborghini จึงระบุว่า Revuelto SV เป็นรถผลิตขายจริงที่ทรงพลังและเร็วที่สุดของแบรนด์

Sharper Design: รูปลักษณ์ที่มีหน้าที่
เส้นข้าง “Speedshape” ยังบอกตัวตนของ Revuelto ส่วนหน้าแนวตั้งรูป Omega ทำให้รถดูกว้างและกดต่ำ Front Splitter, Underbody, Diffuser แต้มเส้นแดง และ Fixed Functional Rear Wing ต่างทำหน้าที่ในการจัดอากาศขณะผ่านตัวถัง

ลวดลาย Super Veloce, โลโก้ SV ใหม่, ชิ้นส่วนสีดำ และล้อ Central Lock ลายหกเหลี่ยมสร้างความแตกต่างให้กับ Revuelto SV เฉพาะคัน ตัวอักษร Lamborghini ด้านท้ายมี 3 สี, SV Logo มี 4 แบบ และลูกค้าเลือกลวดลายตัวถังทั้ง 4 แบบ ผ่าน “Ad Personam” ส่วน Exposed Carbon Fiber ภายนอกเลือกได้ถึง 25 ชิ้น ตั้งแต่ Front Bumper ไปจนถึง Rear Wing
Ad Personam เป็นโครงการปรับแต่งรถเฉพาะบุคคลของ Lamborghini ชื่อภาษาอิตาลีมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “สำหรับบุคคลนั้นโดยเฉพาะ” เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกสี วัสดุ ลวดลาย และรายละเอียดต่าง ๆ ได้กว้างกว่ารายการอุปกรณ์เสริมตามปกติ โดยยังดำเนินงานภายใต้มาตรฐานของโรงงาน Lamborghini
สำหรับ Revuelto SV ลูกค้าสามารถใช้ Ad Personam เลือกลวดลายตัวถังเฉพาะรุ่น การจัดวางและรูปแบบของ SV Logo สีของล้อ Center Lock และคาลิเปอร์เบรก ตลอดจนชิ้นส่วน Exposed Carbon Fiber ภายนอกที่มีให้เลือกสูงสุด 25 รายการ ภายในสามารถกำหนดสีหนัง วัสดุ Corsa-Tex ลายเย็บ และโทนสีของส่วนประกอบต่าง ๆ ให้เข้าชุดกันได้

จุดแตกต่างจากการนำรถไปตกแต่งภายหลังคือ Ad Personam เป็นการปรับแต่งตั้งแต่ขั้นตอนสั่งผลิต รายละเอียดที่เลือกจึงได้รับการออกแบบและติดตั้งจากโรงงาน พร้อมคงมาตรฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และเอกลักษณ์ของ Lamborghini เอาไว้ กล่าวง่าย ๆ คือ ไม่ได้เปลี่ยนสมรรถนะพื้นฐานของ Revuelto SV แต่ทำให้รถแต่ละคันมีบุคลิกเฉพาะตัวและมีโอกาสซ้ำกับรถคันอื่นน้อยลง
Feel Like a Pilot: ห้องโดยสารที่ลดสิ่งรบกวน
แนวคิด “Feel Like a Pilot” ไม่ได้หมายถึงการตกแต่งห้องโดยสารให้ดูคล้ายห้องนักบินเท่านั้น แต่เป็นการจัดตำแหน่งข้อมูลและอุปกรณ์ควบคุม ให้ผู้ขับเข้าถึงได้โดยลดการละสายตาจากถนน แผงหน้าปัดมีรูปทรงเรียวและหันความสำคัญเข้าหาผู้ขับ ขณะที่พวงมาลัย Lamborghini รุ่นล่าสุด จัดวางปุ่มควบคุมโดยรับแนวคิดจากรถแข่ง ช่วยให้ผู้ขับเปลี่ยนการตั้งค่าหลักได้จากพวงมาลัย โดยไม่ต้องเอื้อมไปยัง Center Console

ด้าน UX (User Experience) ใช้กราฟิก สี และภาพเคลื่อนไหวที่พัฒนาสำหรับ Revuelto SV โดยเฉพาะ เมื่อเปิดประตู หน้าจอจะแสดงภาพเคลื่อนไหวของตัวรถเพื่อต้อนรับผู้ขับ ส่วน Pilota Mode Selector ติดตั้งทางด้านขวาของพวงมาลัยและใช้สีแดงเด่นชัด ทำหน้าที่เลือกระดับการทำงานของ Traction Control ให้เหมาะกับทักษะผู้ขับ สภาพสนาม และการสึกของยาง

ขณะเดียวกันคันควบคุม ANIMA (Adaptive Network Intelligence Management) ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำหรับเลือก Driving Mode ก็ใช้สีแดงเช่นกัน การแยกสีเช่นนี้ช่วยให้ผู้ขับจำแนกอุปกรณ์สำคัญได้รวดเร็ว และตอกย้ำว่าพวงมาลัยคือศูนย์กลางการควบคุมรถ ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์สำหรับเปลี่ยนทิศทาง

แนวคิดแบบรถแข่ง ยังต่อเนื่องมาถึงเบาะนั่งและการลดน้ำหนัก Sport Seats ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใช้โครงสร้าง Carbon Shell ให้รูปทรงกระชับคล้าย Racing Seat แต่ยังคงความสะดวกในการปรับตำแหน่งสำหรับการใช้งานบนถนน ผู้ขับจึงได้ทั้งการพยุงลำตัวในโค้ง และมีความยืดหยุ่นสำหรับการใช้งานประจำวัน หากต้องการบุคลิกที่ใกล้รถแข่งมากขึ้น สามารถเลือก Monocoque Carbon Fiber Race Seats ซึ่งใช้โครงเบาะ Carbon Fiber แบบชิ้นเดียว เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มแรงพยุงด้านข้างระหว่างเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แลกกับความสะดวกในการปรับใช้งานที่น้อยกว่า Sport Seats
แผงประตู Matt Carbon Fiber น้ำหนักเบาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่วยลดชิ้นส่วนและมวลบริเวณด้านข้างห้องโดยสาร แต่ยังออกแบบให้ติดตั้ง Sonus faber High Premium Sound System ได้อย่างกลมกลืน ภายใน Revuelto SV ใช้ Carbon Fiber มากกว่า Revuelto รุ่นก่อนหน้า เพื่อสร้างบรรยากาศที่สอดคล้องกับแนวคิด Lightweight Engineering มากกว่าการใช้วัสดุชนิดนี้ เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว
แม้ห้องโดยสารจะเน้นความเรียบง่ายและมีกลิ่นอาย Motorsport แต่ยังเปิดโอกาสให้ปรับแต่งได้หลากหลาย วัสดุมาตรฐานประกอบด้วย Nero Ade Leather ขณะที่ลูกค้าสามารถเลือกประเภทหนังและสีตัดกันได้ 12 สี ครอบคลุมทั้งเบาะ Center Console พรม และแผงหน้าปัด อีกทางเลือกคือ Corsa-Tex by Dinamica สี Nero Cosmus ซึ่งให้พื้นผิวและบรรยากาศแบบรถแข่ง รวมถึง Racing Bucket Seat ที่ผสม Corsa-Tex กับ Leather เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการยึดเกาะร่างกาย ความทนทาน และความหรูหราตามแบบ Lamborghini

Aerodynamics: แรงกดที่มาพร้อมการระบายความร้อน
Aerodynamics ของ Revuelto SV ไม่ได้ถูกพัฒนาเพื่อสร้าง Downforce เพียงอย่างเดียว แต่ต้องจัดการอากาศให้ตอบโจทย์สามด้านพร้อมกัน ได้แก่ การยึดเกาะ การลด Drag และการระบายความร้อน เพราะเมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วสูง เครื่องยนต์ ระบบ Hybrid และเบรก ต่างสร้างความร้อนจำนวนมาก หากเพิ่มแรงกดโดยไม่คำนึงถึงการระบายอากาศ รถอาจทำเวลาได้ดีเพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนสมรรถนะลดลงจากอุณหภูมิที่สูงเกินไป
บริเวณ Front Bumper ติดตั้งครีบเอียงเพื่อช่วยควบคุมกระแสลมรอบซุ้มล้อ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดความปั่นป่วนสูงจากการหมุนของยาง ครีบดังกล่าวทำหน้าที่คล้ายแนวกั้นอากาศ ลดการรั่วไหลของลมเข้าสู่บริเวณที่ไม่ต้องการ และนำกระแสลมไปยัง Side Coolers ได้ตรงขึ้น เมื่ออากาศยังรักษาความเร็วและพลังงานไว้ได้มาก ก็สามารถไหลผ่านแผงระบายความร้อนได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ช่วยให้ระบบต่าง ๆ รักษาอุณหภูมิที่เหมาะสมแม้ขับต่อเนื่องในสนาม

การออกแบบส่วนหน้ายังขยับ Aerodynamic Balance ไปด้านหน้า หมายถึงการเพิ่มสัดส่วนของแรงกดที่กระทำต่อเพลาหน้าเมื่อเทียบกับรถรุ่นปกติ ผลคือยางหน้ามีแรงกดลงบนพื้นมากขึ้น รถจึงตอบสนองต่อการหมุนพวงมาลัยได้ไว ลดอาการหน้าดื้อขณะเริ่มเข้าโค้ง และช่วยให้ผู้ขับวางแนวรถได้แม่นยำขึ้น การเปลี่ยนแปลงช่องทางลมรอบ Front Splitter, Underbody และซุ้มล้อยังทำให้การระบายความร้อนของเบรกดีขึ้น 12% เมื่อเทียบกับ Revuelto ช่วยลดโอกาสเกิด Brake Fade ระหว่างการเบรกหนักต่อเนื่อง

ด้านท้ายใช้ Fixed Functional Rear Wing ที่มีรูปทรงต่างกันตามตำแหน่งของปีก ส่วนปลายทั้งสองข้างเป็นโครงสร้างสองชั้นแบบตัวแข่ง เพื่อสร้างแรงกดสูงในบริเวณที่ต้องการ เพิ่มเสถียรภาพ พร้อมควบคุมอากาศที่ไหลผ่านพื้นที่ระบายความร้อน ขณะที่ส่วนกลางของปีกวางมุมเอียงต่ำกว่า เพื่อลดการขวางกระแสลมและจำกัด Drag วิธีนี้ช่วยให้ได้แรงกดด้านท้าย โดยไม่เพิ่มแรงต้านมากเกินความจำเป็น ซึ่งมีผลต่อทั้งอัตราเร่งและความเร็วปลาย

บริเวณฝาครอบเครื่องยนต์ติดตั้ง Gurney Flap หรือครีบแนวตั้งขนาดเล็กบริเวณขอบท้าย แม้มีขนาดไม่มาก แต่สามารถสร้างบริเวณความดันต่ำด้านหลังครีบ ช่วยเพิ่มแรงกดเหนือส่วนท้ายและเพิ่มแรงดูดบริเวณทางออกของ Radiator อากาศร้อนจึงถูกดึงออกจากห้องเครื่องได้รวดเร็วขึ้น แทนที่จะสะสมอยู่ภายในตัวรถ หลักการนี้ทำให้ชิ้นส่วนชิ้นเดียวมีหน้าที่ทั้งด้าน Aerodynamics และ Thermal Management
Revuelto SV ยังเพิ่มช่องลมระบายความร้อนสำหรับเบรกหลังโดยเฉพาะ ทำงานร่วมกับ Underbody ที่จัดทิศทางอากาศไปยังจานเบรก การนำอากาศเย็นเข้าสู่จานและระบายอากาศร้อนออกอย่างต่อเนื่องช่วยควบคุมอุณหภูมิของระบบ CCM-R Plus ทำให้แรงเบรกและความรู้สึกของแป้นเบรกสม่ำเสมอขึ้น ตลอดการขับแบบต่อเนื่องหลาย ๆ รอบ

ผลจากการปรับปรุงทั้งระบบทำให้ Revuelto SV สร้าง Downforce รวมมากกว่า Revuelto 80% และมากกว่า Aventador SVJ 10% ขณะเดียวกันประสิทธิภาพอัตราส่วน Downforce ต่อ Drag เพิ่มขึ้น 60% จาก Revuelto ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า Drag ลดลง 60% แต่หมายถึงรถสร้างแรงกดได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับแรงต้านอากาศที่เกิดขึ้น
ผลลัพธ์จึงไม่ใช่เพียงรถที่ถูกกดติดพื้นมากกว่าเดิม แต่เป็นรถที่เปลี่ยนทิศทางได้แม่นยำ ยึดเกาะขณะเร่งออกจากโค้ง และรักษาเสถียรภาพที่ความเร็วสูง โดยยังควบคุมความร้อนของระบบหล่อเย็น และระบบเบรก ได้ตลอดการใช้งานหนัก นี่คือเหตุผลที่ Aerodynamics ของ Revuelto SV ต้องถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมสมรรถนะทั้งคัน ไม่ใช่เพียงงานออกแบบปีกและช่องลมภายนอก
V12 Hybrid Powertrain: ส่งแรงได้ไวและแม่นกว่า
Powertrain ของ Revuelto SV ไม่ได้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงเพื่อเพิ่มแรงม้าให้เครื่องยนต์ V12 แต่ถูกออกแบบให้มอเตอร์ทั้งสามตัวช่วยจัดการแรงบิด การยึดเกาะ และการตอบสนองของรถในแต่ละช่วงเวลา เครื่องยนต์สันดาปยังทำหน้าที่สร้างพลังหลักและบุคลิกด้านเสียง ขณะที่ระบบไฟฟ้าเข้ามาเติมแรงบิดทันที รวมถึงควบคุมทิศทางของแรงขับได้ละเอียดกว่าระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบกลไกทั่วไป

หัวใจหลักคือเครื่องยนต์ V12 Naturally Aspirated ขนาด 6.5 ลิตร ซึ่งไม่มี Turbocharger ให้กำลัง 825 CV ที่ 9,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 725 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบ/นาที และหมุนได้ถึง 9,500 รอบ/นาที ลักษณะของเครื่องยนต์แบบนี้ต่างจากเครื่องยนต์ Turbo ที่สร้างแรงบิดสูงตั้งแต่รอบต่ำ เพราะ V12 ของ Lamborghini จะค่อย ๆ เพิ่มกำลังตามรอบเครื่องยนต์ ทำให้ผู้ขับควบคุมแรงขับผ่านคันเร่งได้เป็นลำดับ พร้อมรับเสียงและการตอบสนองที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเมื่อเข็มวัดรอบไต่เข้าใกล้ขีดสูงสุด
ระบบหล่อลื่นใช้ Dry Sump ซึ่งแยกถังเก็บน้ำมันเครื่องออกจากอ่างน้ำมันใต้เครื่องยนต์ และใช้ปั๊มดูดน้ำมันกลับไปหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง วิธีนี้ช่วยรักษาแรงดันน้ำมันหล่อลื่นขณะรถเบรก เข้าโค้ง หรือเร่งด้วยแรง G สูง ลดโอกาสที่น้ำมันจะไหลไปรวมอยู่ด้านใดด้านหนึ่งจนปั๊มดูดน้ำมันไม่ทัน อีกทั้งยังช่วยลดความสูงของส่วนล่างเครื่องยนต์ ทำให้สามารถติดตั้ง V12 ในตำแหน่งต่ำเพื่อช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงของรถ
อุปกรณ์ High-Voltage หรือ HV ใช้วงจร Liquid Cooling แยกจากระบบระบายความร้อนหลักของเครื่องยนต์ เนื่องจากแบตเตอรี่ มอเตอร์ และอุปกรณ์ควบคุมกำลังไฟฟ้าต้องการช่วงอุณหภูมิทำงานต่างจากเครื่องยนต์ V12 การแยกวงจรจึงช่วยควบคุมความร้อนได้เหมาะกับอุปกรณ์แต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะเมื่อต้องจ่ายกำลังและรับพลังงานกลับอย่างต่อเนื่องในสนาม

กำลังจากเครื่องยนต์ส่งผ่าน 8-Speed Dual-Clutch Transmission ซึ่งวางตามขวางอยู่ด้านหลัง V12 ภายในมีคลัตช์สองชุดแบ่งรับผิดชอบชุดเกียร์เลขคี่และเลขคู่ ระบบสามารถเตรียมอัตราทดถัดไปรอไว้ล่วงหน้า เมื่อเปลี่ยนเกียร์จึงสลับคลัตช์ได้รวดเร็วและลดช่วงที่แรงขับขาดหาย ขณะเดียวกัน Mechanical LSD ช่วยจำกัดความแตกต่างของความเร็วระหว่างล้อหลังซ้ายกับขวา หากล้อหนึ่งเริ่มสูญเสียการยึดเกาะ ระบบจะส่งแรงบิดไปยังล้อที่ยังถ่ายทอดกำลังลงพื้นได้มากกว่า ช่วยให้รถเร่งออกจากโค้งได้มั่นคงขึ้น
มอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวที่เพลาหน้าเป็นแบบ Axial Flux ซึ่งมีทิศทางของสนามแม่เหล็กขนานกับแกนหมุน โครงสร้างจึงมีลักษณะค่อนข้างแบนและให้ความหนาแน่นของแรงบิดต่อน้ำหนักสูง เหมาะกับพื้นที่จำกัดบริเวณเพลาหน้า ที่สำคัญคือมอเตอร์แต่ละตัวควบคุมล้อหน้าแยกจากกัน ทำให้ Electric Torque Vectoring เพิ่มหรือลดแรงบิดระหว่างล้อซ้ายกับขวาได้โดยไม่ต้องรอการทำงานของเฟืองท้ายแบบกลไก

เมื่อเริ่มเลี้ยว ระบบสามารถสร้างความแตกต่างของแรงขับระหว่างล้อหน้าเพื่อช่วยสร้างแรงหมุนรอบแกนตั้งของตัวรถ หรือ Yaw Moment ทำให้หัวรถเปลี่ยนทิศทางตามพวงมาลัยได้รวดเร็วขึ้น เมื่อเร่งออกจากโค้ง ระบบจะจัดสรรกำลังไปยังล้อที่มีการยึดเกาะเหมาะสม ลดการหมุนฟรีและช่วยให้ผู้ขับเปิดคันเร่งได้มั่นใจขึ้น ผลที่ได้ไม่ใช่เพียงระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ แต่เป็นระบบที่ใช้แรงขับช่วยควบคุมทิศทางของรถ จึงทำให้ Revuelto SV รู้สึกคล่องและแม่นยำกว่าน้ำหนักจริง
มอเตอร์ตัวที่สามเป็นแบบ Radial Flux ติดตั้งเหนือ Gearbox โดยสนามแม่เหล็กทำงานในแนวรัศมีรอบแกนหมุน ซึ่งเป็นรูปแบบทรงกระบอกที่ใช้กันทั่วไป มอเตอร์ชุดนี้ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ V12 และระบบส่งกำลังด้านหลัง เพื่อเสริมแรงขับตามสภาวะที่ระบบควบคุมกำหนด การใช้มอเตอร์ต่างชนิดกันจึงไม่ได้เกิดจากความแตกต่างด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเลือกโครงสร้างให้เหมาะกับพื้นที่ติดตั้งและหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง
พลังงานไฟฟ้ามาจากแบตเตอรี่ Lithium-Ion ความจุ 7.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้เซลล์ทรงกระบอกขนาด 2.5 แอมแปร์ชั่วโมง ความจุแบตเตอรี่ไม่สูงเท่ารถ Plug-in Hybrid ที่เน้นระยะทาง Electric Mode เพราะเป้าหมายหลักของ Revuelto SV คือการจ่ายและรับกำลังอย่างรวดเร็ว เพื่อสนับสนุนเรื่องสมรรถนะ (ไม่ได้เน้นประหยัด) Lamborghini ระบุว่า ระบบแบตเตอรี่ใหม่รักษาความสม่ำเสมอของสมรรถนะได้มากกว่า Revuelto ถึง 4 เท่า ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าแบตเตอรี่มีความจุเพิ่มขึ้น 4 เท่า แต่หมายถึงความสามารถในการจ่ายกำลังซ้ำภายใต้การใช้งานหนักโดยเกิดการลดกำลังน้อยลง
ประโยชน์จะเห็นชัดในสนามแข่ง หากแบตเตอรี่จ่ายกำลังสูงสุดได้เพียงช่วงสั้น ๆ รถอาจทำเวลาได้ดีในรอบแรก ก่อนกำลังไฟฟ้าลดลงจากอุณหภูมิหรือระดับพลังงานที่เปลี่ยนไป การเพิ่ม Performance Consistency จึงช่วยให้แรงเสริมจากมอเตอร์ยังคงใกล้เคียงเดิมตลอดหลายรอบ ทำให้การตอบสนองของคันเร่งและจังหวะเร่งออกจากโค้งคาดการณ์ได้ง่ายขึ้น

เมื่อเครื่องยนต์ V12 ทำงานร่วมกับมอเตอร์ทั้งสาม กำลังรวมสูงสุดเพิ่มเป็น 1,065 CV หรือ 783 กิโลวัตต์ มากกว่า Revuelto 50 CV พร้อมแรงบิดระบบสูงสุด 1,425 นิวตันเมตร กำลังไฟฟ้าที่ตอบสนองทันทีช่วยเติมช่วงที่เครื่องยนต์กำลังไต่รอบ ส่วน V12 รับหน้าที่สร้างกำลังต่อเนื่องในช่วงความเร็วสูง
High-Performance Sports Exhaust ถูกปรับให้เหมาะกับกำลังของเครื่องยนต์ ไม่ได้มีหน้าที่เพิ่มความดังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องระบายไอเสียได้เพียงพอเมื่อ V12 ทำงานใกล้ 9,500 รอบ/นาที พร้อมรักษาลักษณะเสียงตามรอบเครื่องยนต์ ปลายท่อมาตรฐานใช้สี Matt Grey โดยมี Matt Black และ Matt Bronze เป็นทางเลือก ซึ่งเป็นรายละเอียดด้านรูปลักษณ์มากกว่าความแตกต่างเชิงสมรรถนะ
Revuelto SV มีน้ำหนักแห้ง 1,772 กิโลกรัม และอัตราน้ำหนักต่อกำลัง 1.66 กิโลกรัม/CV ตัวเลขนี้ช่วยอธิบายความสามารถในการเร่ง แต่ยังไม่บอกพฤติกรรมของรถทั้งหมด การกระจายน้ำหนักหน้า–หลัง 43:57 ทำให้มีน้ำหนักกดเพลาหลังมากกว่า เหมาะกับการถ่ายทอดกำลังจาก V12 และมอเตอร์หลัง ขณะที่มอเตอร์คู่ด้านหน้าช่วยทั้งการยึดเกาะและควบคุมทิศทาง

CCM-R Plus และ Integrated Brake Control
ระบบเบรกของ Revuelto SV ถูกพัฒนาเป็นสองส่วนที่ทำงานร่วมกัน ส่วนแรกคือ CCM-R Plus ซึ่งรับภาระเปลี่ยนพลังงานการเคลื่อนที่ให้กลายเป็นความร้อน ส่วนที่สองคือ Integrated Brake Control ซึ่งประเมินว่ารถและล้อแต่ละข้างกำลังเคลื่อนอย่างไร ก่อนสั่งแรงเบรกให้เหมาะกับแรงยึดเกาะที่มีอยู่ การมีจานเบรกขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอ หากระบบควบคุมไม่สามารถใช้ศักยภาพของยางและเบรกได้อย่างเต็มที่
CCM-R Plus รับแนวคิดจาก Endurance Racing และ Formula 1 ใช้เส้นใย Carbon ยาวเป็นโครงสร้าง 3 มิติ ใน Carbon Matrix พร้อมผิวเคลือบและ Friction Layer จึงกระจายความร้อนสม่ำเสมอ ให้แรงเสียดทานโดยไม่ต้องอุ่น และคงการตอบสนองเมื่อใช้งานต่อเนื่อง จานหน้าขนาด 420 × 40 มิลลิเมตร จานหลังขนาด 410 × 32 มิลลิเมตร ใช้ Floating Disc กับ Racing Ventilation
เมื่อเทียบกับ Revuelto ระบบ CCM-R Plus เพิ่ม Peak Deceleration หรือความสามารถในการลดความเร็วสูงสุด 11% เพิ่มการระบายความร้อน 23% และลดอุณหภูมิจานเบรก 12% ผลคือสามารถเบรกจาก 200–0 กม./ชม. ได้ภายในระยะ 110 เมตร ที่สำคัญไม่แพ้ระยะหยุดคือระบบยังต้องให้การตอบสนองใกล้เคียงเดิมเมื่อเบรกซ้ำ ไม่เกิดอาการ Brake Fade หรือแป้นเบรกเปลี่ยนความรู้สึกจนผู้ขับคาดการณ์ได้ยาก

อย่างไรก็ดี จานเบรกและคาลิเปอร์เป็นเพียงผู้สร้างแรงเบรก ส่วนการตัดสินใจว่าควรส่งแรงเบรกไปยังล้อแต่ละข้างมากเพียงใดเป็นหน้าที่ของ Integrated Brake Control ระบบนี้ใช้ 6D Sensor ติดตั้งใกล้จุดศูนย์ถ่วงของรถ เพื่อให้ค่าที่วัดได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนตัวบริเวณปลายรถน้อยลง และสะท้อนการเคลื่อนที่ของตัวรถได้แม่นยำกว่า
6D Sensor วัดความเร่งเชิงเส้นสามแกน ได้แก่ Longitudinal สำหรับการเร่งและเบรก, Lateral สำหรับการเคลื่อนที่ด้านข้าง และ Vertical สำหรับการเคลื่อนขึ้น–ลง พร้อมวัดอัตราการหมุนอีกสามแกน ได้แก่ Pitch หรืออาการหน้าทิ่ม–เงย, Roll หรือการเอียงซ้าย–ขวา และ Yaw หรือการหมุนเปลี่ยนทิศทางในแนวราบ ข้อมูลทั้งหกมิติถูกส่งตรงไปยัง IPB (Integrated Power Brake) เพื่อให้ระบบรับรู้ว่า รถกำลังเบรกตรง เข้าโค้ง วิ่งผ่านพื้นต่างระดับ หรืออยู่ในช่วงที่น้ำหนักกดบนล้อเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

CCM-R Plus จึงรับผิดชอบด้านกำลังเบรก ความทนทาน และการจัดการความร้อน ขณะที่ Integrated Brake Control ทำหน้าที่ใช้กำลังเบรกนั้นให้เหมาะกับ Grip และการเคลื่อนที่ของรถในแต่ละขณะ เมื่อ Hardware และ Software ทำงานร่วมกัน Revuelto SV จึงไม่ได้หยุดได้สั้นเพียงบนทางตรง แต่ยังเบรกในโค้ง ข้าม Kerb และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของแรงกดบนล้อได้อย่างแม่นยำและสม่ำเสมอขึ้น
Monolocker Wheels
Revuelto SV ใช้ล้อ Forged 3D-Superlight Dromos ขนาด 20 นิ้วด้านหน้า และ 21 นิ้วด้านหลัง กระบวนการ Forged อัดขึ้นรูป Aluminium ภายใต้แรงดันสูง ทำให้วัสดุมีความแข็งแรงและสามารถลดเนื้อโลหะในบริเวณที่ไม่จำเป็นได้ ก้านล้อทรงหกเหลี่ยมจึงมีรูปทรงบางและน้ำหนักเบา โดยยังคงความแข็งแรงสำหรับรองรับแรงด้านข้างขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ทั้งยังสะท้อนรูปทรง Hexagonal ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบ Lamborghini

การลดน้ำหนักล้อมีความสำคัญเพราะล้อ ยาง จานเบรก และดุมล้อจัดอยู่ในกลุ่ม Unsprung Mass หรือมวลที่ไม่ได้ถูกรองรับด้วยสปริง หากมวลส่วนนี้ลดลง ช่วงล่างจะควบคุมการเคลื่อน ขึ้น–ลง ของล้อได้รวดเร็วขึ้น เมื่อล้อกลิ้งผ่านรอยต่อหรือพื้นผิวที่ไม่เรียบ ยางจึงกลับมาสัมผัสพื้นได้ไว ช่วยเพิ่มทั้งการยึดเกาะ ความแม่นยำของพวงมาลัย และความสามารถในการรักษาแนวรถขณะเข้าโค้ง
ล้อ Dromos ทำงานร่วมกับ Monolocker ซึ่งเป็นระบบ Central Lock ที่ Lamborghini ออกแบบใหม่ ใช้นอตขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวบริเวณศูนย์กลางแทนนอตหลายตัวรอบดุมล้อ รูปแบบนี้รับแนวคิดจากรถแข่ง ช่วยลดจำนวนชิ้นส่วนยึดและทำให้การถอดเปลี่ยนล้อรวดเร็วขึ้น Revuelto SV จึงเป็น Lamborghini ผลิตขายจริงรุ่นแรกที่ติดตั้ง Central Lock จากโรงงาน ล้อ Dromos มีให้เลือก 5 สี ส่วน Center Lock เลือกได้ 12 สี เพื่อให้เข้าชุดกับคาลิเปอร์เบรก ขณะที่ล้อ Triguero เป็นอีกทางเลือกในสี Matt Titanium หรือ Shiny Silver

ล้อและยางใช้ขนาดต่างกันระหว่างเพลาหน้ากับหลัง ยางหน้าขนาด 265/35 ZR20 ให้ความสำคัญกับความไวของการบังคับเลี้ยว ส่วนยางหลังขนาด 345/30 ZR21 มีหน้าสัมผัสกว้างกว่า เพื่อรองรับแรงขับจากเครื่องยนต์ V12 และมอเตอร์ไฟฟ้า รวมถึงการกระจายน้ำหนักที่เพลาหลัง 57% การจัดวางแบบ Staggered Setup เช่นนี้ช่วยให้เพลาหน้าตอบสนองแม่นยำ ขณะที่เพลาหลังสามารถถ่ายทอดกำลัง 1,065 CV ลงสู่พื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Marco Mapelli นักขับจากโรงงาน Lamborghini ทำเวลา 1:41.6 นาที ทำให้ Revuelto SV เป็นรถผลิตขายจริงที่เร็วที่สุดซึ่งมีการบันทึกบน Hockenheimring ตามข้อมูลของ Lamborghini ทางตรงเร็ว จุดเบรกหนัก และโค้งเทคนิคทดสอบได้พร้อมกันทั้ง Powertrain, Battery, Aerodynamics, Brakes และ Tyres พร้อมเชื่อมเทคโนโลยีกับสายเลือด SV ที่ยาวนานกว่า 50 ปี
Revuelto SV ยังคงแนวคิดดั้งเดิมของ Super Veloce ทั้งการเพิ่มกำลัง ใช้วัสดุน้ำหนักเบา เพิ่มแรงกด และนำเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาใช้กับช่วงล่าง แต่ในยุค Hybrid สมรรถนะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยแบ่งแรงบิด ระบบเบรกปรับการทำงานตามการเคลื่อนที่ของรถ Aerodynamics สร้างแรงกดพร้อมระบายความร้อน ส่วนยางถูกออกแบบให้รักษาการยึดเกาะได้ตลอดหลายรอบ
นี่คือความหมายของ “The Quantum of Driving” แม้ตัวเลขสมรรถนะบางส่วนจะเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่เมื่อทุกระบบทำงานประสานกัน พฤติกรรมของรถทั้งคันก็เปลี่ยนไปอีกระดับ