41 จำนวนผู้เข้าชม |

รถที่เร่งได้เร็วอาจสร้างความประทับใจในไม่กี่วินาที แต่รถหรูต้องทำให้ผู้โดยสารรู้สึกดีตลอดการเดินทาง นี่คือโจทย์ของ Bentley Torcal ซึ่งนำพลังงานไฟฟ้ามาผสานกับบุคลิกของแบรนด์เก่าแก่อายุ 107 ปี ทั้งกำลังที่เรียกใช้ได้ง่าย ความนุ่มนวล และงานฝีมือที่สัมผัสได้
Electric SUV รุ่นแรกของ Bentley เปิดตัวที่ลอนดอนเมื่อ 23 กันยายน 2026 เป็นสายผลิตภัณฑ์ที่สี่ เพิ่มทางเลือกจากรถเครื่องยนต์สันดาป และไฮบริด โดยออกแบบ พัฒนา และผลิตที่ Crewe ร่วมกับเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนในสหราชอาณาจักร ความเปลี่ยนแปลงจึงครอบคลุมตั้งแต่ระบบขับเคลื่อนจนถึงวิธีที่คนรับรู้รถทั้งคัน

ทีมออกแบบของ Robin Page วางการรับรู้ไว้สี่ระดับ ระดับแรกคือสัดส่วน ตัวรถทรงเตี้ย (created a low, sleek SUV) ใช้ฐานล้อยาว ระยะยื่นสั้น และด้านหน้าตั้งสง่าตามแนวคิด Upright Elegance พร้อมแนวฝากระโปรงที่ดูยาวต่อเนื่องแบบ Endless Bonnet ทำให้ยังมองเห็นบุคลิก Bentley ได้จากระยะไกล
ระดับที่สองคือกราฟิก ไฟ และ Illuminated Diamond Grille นำลักษณะของ Continental T มาตีความใหม่ด้วยเทคโนโลยีแสง ส่วนท้ายของ Torcal อ้างอิงแนวคิด Prestigious Shield จากรถต้นแบบ EXP 15 โดยเน้นพื้นผิวกว้างที่เรียบสะอาดและกราฟิกที่เป็นระเบียบ เพื่อสร้างบุคลิกสง่างาม แนวคิดนี้มีรากจาก Bentley ยุคคลาสสิก

ระดับที่สามคือพื้นผิว ลดเส้นตกแต่งเพื่อให้แสงและเงาสร้างมิติ ห้องโดยสารสอบเข้าด้านหลังขับเน้นส่วนโป่งเหนือล้อ สื่อถึงพลังที่สงบนิ่งตามแนวคิด Resting Beast และระดับสุดท้ายคือรายละเอียด ลายข้าวหลามตัดเชื่อมโยงพื้นผิว ลวดลาย และสัมผัสเข้าด้วยกัน Torcal ยังเป็น Bentley รุ่นแรกที่ใช้ตราสัญลักษณ์แบบใหม่ซึ่งเผยโฉมในปีก่อนหน้า

ภายใน Dashboard อ้างอิงรูปปีก Bentley ให้ความสมมาตรและสมดุล เปิดพื้นที่ให้ งานหนัง ขนสัตว์ Wood Veneer และ Aluminium พร้อม Knurled Controls ที่มีผิวลายให้จับถนัด และ Bullseye Air Vents หรือช่องลมรูปแบบใหม่ ส่วนปุ่มควบคุมบนคอนโซลกลางและพวงมาลัย ช่วยให้การสั่งงานยังมีสัมผัสจากปุ่มจริง

เบาะมาตรฐานปรับได้ 16 ทิศทาง พร้อม Seat Heating, Seat Ventilation, Adjustable Bolsters และ Massage ครอบคลุมการอุ่น การระบายอากาศ การปรับส่วนรองรับด้านข้าง และการนวด ส่วน Postural Adjust กับ Smart Seat Climate เป็นอุปกรณ์เลือกเพิ่ม ระบบแรกค่อย ๆ เปลี่ยนรูปทรงเบาะเพื่อกระจายแรงกดระหว่างนั่งนาน ระบบหลังปรับความร้อนและการระบายอากาศให้สัมพันธ์กับอุณหภูมิเป้าหมาย
Wellness Seat Specification ขยายการนวดจากหลังและไหล่ลงสู่เบาะรองนั่ง จึงนวดบริเวณขาได้ด้วย ขณะที่เบาะหลังสามที่นั่งมี Power Fold เป็นครั้งแรกของ Bentley เพิ่มความสะดวกเมื่อต้องเปลี่ยนพื้นที่โดยสารเป็นพื้นที่บรรทุก

ด้านระบบขับเคลื่อน Permanent Magnet Synchronous Motor สองชุด ใช้แม่เหล็กถาวรสร้างแรงบิด และมีระบบหล่อลื่นแบบ Dry Sump ซึ่งแยกอ่างพักน้ำมัน ผู้ผลิตระบุว่าน้ำมันถูกเติมสำหรับตลอดอายุใช้งาน ชุดหน้าใช้ Open Differential ให้ล้อหมุนต่างความเร็วกันขณะเลี้ยว ส่วนชุดหลังมี Locking Differential และ Multi-plate Clutch บนเพลาขับแต่ละข้าง ช่วยจัดการแรงบิดระหว่างล้อหลัง
Battery Pack ใช้ Lithium-ion Pouch Cell แบบซอง 192 เซลล์ต่ออนุกรม แรงดันพิกัด 800 โวลต์ ความจุใช้งานสุทธิ 113 กิโลวัตต์-ชั่วโมง พร้อมการรับประกัน 10 ปี/ประมาณ 161,000 กิโลเมตร ในทางวิศวกรรม แรงดันสูงช่วยให้ส่งกำลังไฟฟ้าเท่าเดิมด้วยกระแสต่ำลง จึงเอื้อต่อการลดความสูญเสียในทางเดินไฟฟ้าและรองรับการชาร์จกำลังสูง

ทีมวิศวกรผู้พัฒนา Bentley Torcal ตั้งใจเลือกสมรรถนะที่ผู้ขับเข้าถึงได้ เพราะการเร่งรุนแรงเกินไปอาจทำให้ผู้โดยสารไม่สบาย การตอบสนองอย่างต่อเนื่องจึงมีน้ำหนักพอ ๆ กับกำลังสูงสุด
Fully Active Suspension ซึ่งใช้เป็นครั้งแรกใน Bentley ทำงานร่วมกับ Adaptive Two-valve Dampers แต่ละมุมสามารถยืดหรือยุบอย่างอิสระ ตอบสนองทั้งผิวถนนและคำสั่งผู้ขับ พร้อมเปลี่ยนบุคลิกตามโหมดขับขี่
จุดสำคัญคือ ระบบออกแรงควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวถังได้เชิงรุก (จากการทำงานของ Dampers) และสร้างแรงต้านการโคลงอย่างต่อเนื่องจนไม่จำเป็นต้องใช้ Anti-roll Bars การควบคุมแต่ละมุมแยกกันเปิดโอกาสให้รถรับมือความขรุขระ พร้อมประคองตัวถังระหว่างเปลี่ยนทิศทางได้ดีขึ้น นี่คือเทคโนโลยีหลักเบื้องหลังเป้าหมายที่จะให้ความสบายระดับ Flying Spur และความกระฉับกระเฉงแบบ Continental GT Speed รวมถึงรองรับทางทุรกันดารตามที่ผู้ผลิตระบุ

All Wheel Steering เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ล้อหลังเลี้ยวได้สูงสุด 5 องศา ลดเส้นผ่านศูนย์กลางวงเลี้ยวเหลือ 11.1 เมตร จึงมีประโยชน์ชัดเจนเมื่อกลับรถหรือเข้าพื้นที่จำกัด
จานเบรกมาตรฐานเป็นเหล็ก ขนาดหน้า 420 และหลัง 370 มิลลิเมตร โดยมี Carbon Silicon Carbide Ceramic Brake System หรือจานเบรกเซรามิคเป็นตัวเลือก ด้านหน้าขนาด 440 และหลัง 410 มิลลิเมตร ผู้ผลิตระบุว่าจานหน้ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนตัวคาลิเปอร์ (Calipers) สามารถเลือกสี ดำ แดง เทา หรืออีกสามสีผ่าน Mulliner

ล้อมีห้าลายและหลายรูปแบบผิว รุ่นมาตรฐานใช้ 21 นิ้ว รุ่น S ใช้ 22 นิ้วลายสิบก้านคู่ พร้อมตัวเลือก 22 นิ้วอีกสามลาย รวมลายที่เน้นอากาศพลศาสตร์ ยางขนาด 21 และ 22 นิ้ว มีทั้ง Summer และ Winter ส่วน All-season มีขนาด 22 นิ้ว จึงเลือกให้เหมาะกับสภาพอากาศได้
สำหรับการใช้งาน Torcal ยาวประมาณ 5,000 มิลลิเมตร สั้นที่สุดในกลุ่ม Bentley สี่ประตู แต่ยังมีห้องเก็บสัมภาระท้าย 460 ลิตร และ Front Storage อีก 90 ลิตร
ระยะทางสูงสุดที่ระบุไว้คือ 600 กิโลเมตร (WLTP) รองรับการชาร์จกำลังสูงสุด 400 กิโลวัตต์ จาก 10–80% ภายในไม่ถึง 20 นาที และการชาร์จเพียง 7 นาที เพิ่มระยะทางได้ประมาณ 161 กิโลเมตร ช่วยลดเวลาหยุดพักเพื่อเติมพลังงาน แต่เวลาจริงขึ้นกับสถานีและสภาพแบตเตอรี่ ข้อมูลระยะทาง และการใช้ไฟฟ้า

ระบบ ADAS รับข้อมูลจาก Radar, Sensors และ Cameras รวม 25 ชุดรอบรถ ตัวอย่างที่เหมาะกับรถขนาดใหญ่คือการถอยกลับอัตโนมัติไปยังตำแหน่งที่ระบบระบุไว้ เพื่อเปิดทางให้สิ่งกีดขวางผ่านบนถนนแคบ
ระบบยังช่วยลากพ่วง จอดในโรงรถ จอดขนาน และลดโอกาสเสียหายที่ขอบล้อ พร้อม Remote Parking ผ่าน App และการสอนให้รถเรียนรู้การจอดเฉพาะตำแหน่ง จึงนำข้อมูลสภาพแวดล้อมมาลดภาระงานที่ต้องอาศัยความแม่นยำ

Powered Doors ทั้งสี่บานใช้ Radar ช่วยควบคุมการเปิด–ปิด ผู้โดยสารสั่งปิดผ่าน Touchscreen หรือด้วยการคาดเข็มขัด ส่วนผู้ขับกดแป้นเบรก (Brake Pedal) เพื่อปิดประตูได้ หลังคา Frosted Diamond Switchable-glass Sunroof ปรับความโปร่งของกระจก ให้เลือกปริมาณแสงและบรรยากาศภายใน
เสียงเครื่องยนต์ “เคยช่วยบอกว่า” รถกำลังตอบสนองอย่างไร แบรนด์จึงสร้าง Bentley Dynamic Symphony โดยใช้จังหวะของ V8 ขนาด 6.75 ลิตรเป็นแรงบันดาลใจ บันทึกเสียงกลอง Viola และ Bass Guitar จากนักดนตรีจริง พร้อมเก็บความแปรผันเล็กน้อยของการบรรเลงไว้
เสียงความถี่ต่ำเปลี่ยนตามแรงบิดที่ผู้ขับร้องขอและความเร็วรถ ตั้งแต่จังหวะสงบนิ่งจนถึงเร่งเต็มกำลัง ผู้ขับจึงรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเท้ากับการเคลื่อนที่ผ่านการฟังได้อีกทาง เสียงดังขึ้นใน Sport Mode และปิดทั้งหมดได้หากต้องการความเงียบ
รายละเอียดเสียงยังเชื่อมกับงานฝีมือ เสียงไฟเลี้ยวมาจากค้อนกระทบหนังในโรงงาน ส่วนเสียง Touchscreen และ Digital Assistant มาจากแก้วคริสตัล ระบบเสียงมาตรฐานมีกำลัง 620 วัตต์ ลำโพง 16 ตัว หรือเลือก Naim กำลัง 1,780 วัตต์ ลำโพง 28 ตัว พร้อม Seat Shakers ถ่ายทอดแรงสั่นให้สัมผัสผ่านเบาะ Front Headrest Speakers และระบบ Dolby Atmos 7.1
Experience Modes สี่รูปแบบประสานระบบขับเคลื่อนและช่วงล่างกับแสง เสียง อุณหภูมิ การไหลของอากาศ และข้อมูลดิจิทัล Bentley Mode เน้นสมดุลและบรรยากาศอบอุ่น Comfort Mode ลดสิ่งรบกวน พร้อม Digital Detox ซ่อนข้อมูลที่ไม่จำเป็น Sport Mode เพิ่มความเข้มของเสียง ภาพ แสง และการตอบสนอง ส่วน Refresh Mode เพิ่มอากาศใหม่และความสว่าง
การปรับหลายระบบพร้อมกันช่วยให้บุคลิกการขับสอดคล้องกับบรรยากาศภายใน ส่วน Curved OLED Screens ให้สีดำลึก สีสด และความเปรียบต่างสูง พร้อมรูปทรงที่ออกแบบให้ใช้งานสะดวก
Facial Recognition รองรับการเรียกตำแหน่งเบาะ ตำแหน่งของพวงมาลัย และการตั้งค่า ADAS ตามผู้ขับ Mobile Device Key ให้โทรศัพท์ทำหน้าที่กุญแจและจัดการสิทธิ์เข้าถึง ส่วน Augmented Reality Head-up Display วางคำแนะนำเส้นทางและสัญลักษณ์ ADAS ให้สัมพันธ์กับทางเลี้ยวหรืออันตรายในแนวสายตา ช่วยลดการก้มมองจอระหว่างขับ

เทคโนโลยีวัสดุเป็นอีกส่วนที่ได้รับการพัฒนา Bentley ร่วมกับ Fox Brothers แห่ง Somerset ซึ่งผลิตผ้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 พัฒนา Merino Wool 100% ให้ทนทานพอสำหรับรถยนต์ ผู้ผลิตระบุว่าเป็นครั้งแรกของโลก และเป็นผ้าขนสัตว์ยานยนต์ชนิดแรกที่ได้รับ Responsible Wool Standard ความท้าทายอยู่ที่การรักษาสัมผัสนุ่มแบบเครื่องแต่งกายให้รองรับการใช้งานซ้ำในห้องโดยสาร
Ombré Walnut by Mulliner ใช้เศษไม้ Walnut จากแหล่งที่มีความรับผิดชอบร่วมกับกระดาษรีไซเคิล เรียงและอัดรวมสูงสุด 1,000 ชั้น ก่อนเฉือนบางกว่า 1 มิลลิเมตร เกิดการไล่สี่เฉดจากดำเข้มผ่าน Dark Smoke และ Light Smoke กระบวนการนี้เปลี่ยนชิ้นวัสดุเหลือใช้ให้เป็นลวดลายที่ออกแบบได้ ส่วน Sunburst Aluminium by Mulliner ใช้ลายขัดสามทิศทางเพื่อตีความ Dashboard แบบ Engine-turned Aluminium ในอดีต
เมื่อแยกตามรุ่น Torcal มาตรฐานให้กำลัง 821 PS แรงบิด 1,194 Nm เร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 3.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ตกแต่งภายนอก Satin Silver ภายในโทนเดียวและ Open Pore Crown Cut Walnut

Torcal S เพิ่มกำลังเป็น 888 PS แรงบิด 1,350 Nm เมื่อใช้ Launch Control ซึ่งเป็นแรงบิดสูงสุดของ Bentley ตามเอกสาร เร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 2.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 260 กม./ชม.
Torcal ได้สื่อสารว่า บุคลิกของรถหรูสามารถสร้างผ่านการประสานระบบต่าง ๆ ตั้งแต่แรงที่ล้อสัมผัสถนน จนถึงเสียงและวัสดุรอบตัวผู้โดยสาร สิ่งที่ต้องพิสูจน์บนถนนจริงคือความต่อเนื่องของประสบการณ์เหล่านี้ เพราะหลังความตื่นเต้นจากการเร่งครั้งแรกผ่านไป คุณค่าของ Bentley จะอยู่กับทุกกิโลเมตรที่ผู้ขับและผู้โดยสารได้ใช้เวลาสุดพิเศษร่วมกัน