เจาะลึก Mercedes-AMG GT SUV: Full-size SUV รุ่นแรกที่ AMG พัฒนาเองทั้งหมด บนขุมพลังสูงสุด 1,169 แรงม้า

52 จำนวนผู้เข้าชม  | 

หากมีรถครอบครัวที่ทำอัตราเร่งได้ใกล้เคียงซูเปอร์คาร์ อาจเรียกความสนใจได้ทันที แต่คำถามทางวิศวกรรมอยู่หลังจากนั้น เมื่อเร่งซ้ำ เมื่อแบตเตอรี่ร้อนขึ้น หรือพาผู้โดยสารเดินทางไกล รถยังคงรักษาสมรรถนะ และความสบายได้ดีเพียงใด “Mercedes-AMG GT SUV” จึงน่าสนใจจากการเชื่อมระบบขับเคลื่อน แบตเตอรี่ การระบายความร้อน และช่วงล่างเข้าด้วยกัน เพื่อให้กำลังมหาศาลกลายเป็นสมรรถนะที่ใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง


Mercedes-AMG GT SUV เปิดตัววันที่ 17 ตุลาคม 2026 นับเป็น Full-size SUV รุ่นแรกที่ AMG พัฒนาขึ้นเองทั้งหมด และเป็นรถรุ่นที่สองบนสถาปัตยกรรม “AMG.EA” ต่อจาก AMG GT 4-Door Coupé มีรุ่นย่อย 53, 55 และ 63 ให้เลือก โดยตัวเลขสมรรถนะและการใช้พลังงานยังเป็นข้อมูลเบื้องต้นของผู้ผลิต

รุ่น 63 และ 55 ใช้ Axial Flux Motor สามตัว แบ่งเป็นด้านหน้าหนึ่งตัวและด้านหลังสองตัว รุ่น 63 ให้กำลังสูงสุด 860 กิโลวัตต์ หรือ 1,169 แรงม้า (hp) แรงบิด 2,000 นิวตันเมตร ส่วนรุ่น 55 มีกำลัง 600 กิโลวัตต์ หรือ 816 แรงม้า (hp) แรงบิด 1,860 นิวตันเมตร ทั้งคู่มีกำลังต่อเนื่อง เท่ากันที่ 530 กิโลวัตต์ สะท้อนว่าความแตกต่างของรุ่น ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถทำงานต่อเนื่องเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงกำลังสูงสุดที่เรียกใช้ได้ด้วย


สำหรับรุ่น 53 ใช้ Synchronous Motor แบบแม่เหล็กถาวรสองตัว ให้กำลัง 400 กิโลวัตต์ หรือ 544 แรงม้า (hp) แรงบิด 800 นิวตันเมตร และกำลังต่อเนื่อง 270 กิโลวัตต์ อัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ของรุ่น 63, 55 และ 53 อยู่ที่ 2.7, 3.1 และ 4.2 วินาที ตามลำดับ ส่วนตัวเลข 2.5 วินาทีของรุ่น 63 ใช้วิธี 1-Foot Rollout ซึ่งไม่นับช่วงเคลื่อนตัวแรก 30.48 เซนติเมตร จึงควรเปรียบเทียบด้วยวิธีวัดเดียวกัน รุ่น 63 ทำ 0–200 กม./ชม. ได้ใน 7.2 วินาที เมื่อเลือก Driver’s Package รุ่น 63 และ 55 มีความเร็วสูงสุด 270 กม./ชม. ส่วนรุ่น 53 อยู่ที่ 250 กม./ชม.

เบื้องหลังรุ่น 63 และ 55 คือ High Performance Electric Drive Unit หรือ HP.EDU ชุดหลังรวมมอเตอร์สองตัวกับ Planetary Gearbox แยกสำหรับแต่ละตัวไว้ในเสื้อชุดเดียวกัน มอเตอร์และเกียร์ระบายความร้อนด้วยน้ำมัน ขณะที่ SiC Inverter สองชุด ซึ่งควบคุมไฟฟ้าที่ส่งเข้ามอเตอร์ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขณะที่ชุดหน้ามีมอเตอร์หนึ่งตัว Spur Gearbox พร้อม Parking Lock และ SiC Inverter


มอเตอร์ชุดหน้า ทำหน้าที่เสริมกำลังและการยึดเกาะ โดย Disconnect Unit หรือ DCU แยกการเชื่อมต่อเมื่อใช้กำลังน้อยเพื่อลดแรงต้าน และเชื่อมกลับเมื่อเร่งหรือเก็บพลังงานคืน รุ่น 53 ใช้แนวคิดตัดต่อมอเตอร์หน้าเช่นกัน แต่มีจุดต่างที่เกียร์หลังสองจังหวะ เกียร์แรกอัตราทดสูง สำหรับออกตัวและการใช้งานในเมือง ส่วนเกียร์สองช่วยให้มอเตอร์ทำงานด้วยรอบต่ำลง ขณะเดินทางใช้ความเร็ว จึงประสานอัตราเร่งกับประสิทธิภาพได้ในชุดขับเคลื่อนเดียว

AMG High Performance Electric Battery ใช้ระบบ 800 โวลต์ มีความจุใช้งาน 106 กิโลวัตต์ชั่วโมง จำนวน 18 โมดูล และ 128 กิโลวัตต์ชั่วโมง จำนวน 22 โมดูล สำหรับรุ่น 63 และ 55 ส่วนรุ่น 53 มีแบตเตอรี่ 106 กิโลวัตต์ชั่วโมงเพียงขนาดเดียว จุดสำคัญอยู่ที่เซลล์ทรงกระบอกสูง 105 มิลลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 26 มิลลิเมตร รูปทรงแคบช่วยให้ความร้อนจากภายในเดินทางถึงผิวเซลล์ได้ในระยะสั้นลง



การจัดการความร้อนทั้งคันอยู่ภายใต้ Central Coolant Hub หรือ CCH ซึ่งรวมปั๊ม เซนเซอร์ และวาล์วไว้ในชุดเดียว หากแบตเตอรี่อยู่ในช่วงอุณหภูมิเหมาะสม ระบบสามารถจัดสรรการระบายความร้อนไปยังชุดขับเคลื่อนตามความจำเป็น โดยทำงานร่วมกับ Chiller และหม้อน้ำหลักกับหม้อน้ำเสริม เพื่อใช้ความสามารถของระบบหล่อเย็นให้ตรงกับภาระจริง

แบตเตอรี่ 106 และ 128 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับชาร์จ DC สูงสุด 600 และ 710 กิโลวัตต์ตามลำดับ ผู้ผลิตระบุเวลาชาร์จ 10–80% ที่ 11 และ 12 นาที หากใช้สถานี 400 กิโลวัตต์ เวลาจะเป็นประมาณ 14 และ 16 นาที ความเร็วในการชาร์จจึงขึ้นกับทั้งรถและสถานี ส่วนชาร์จ AC รองรับสูงสุด 11 กิโลวัตต์

สำหรับรุ่น 63 และ 55 การชาร์จ 10 นาที เพิ่มระยะทางตาม WLTP ได้ประมาณ 386 หรือ 454 กิโลเมตรตามขนาดแบตเตอรี่ ส่วนรุ่น 53 ระบุ 440 กิโลเมตร แม้ใช้แบตเตอรี่ 106 กิโลวัตต์ชั่วโมง แสดงให้เห็นว่า ระยะทางที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับประสิทธิภาพของรถด้วย รุ่น 53 มีระยะทางรวม 597–668 กิโลเมตร ขณะที่รุ่น 63 และ 55 อยู่ที่ 525–585 หรือ 620–700 กิโลเมตร ระยะทางใช้งานจริงยังเปลี่ยนตามความเร็ว อุณหภูมิ ยาง น้ำหนักบรรทุก และเส้นทาง


กำลังระดับนี้ต้องมีโครงสร้างรองรับ ตัวถังใช้ทั้งอะลูมิเนียม เหล็ก และวัสดุเสริมเส้นใย เพื่อประสานความแข็งแรงกับน้ำหนัก แบตเตอรี่อยู่กลางโครงสร้างภายใน Safety Box ซึ่งร่วมรับแรงตามแนวคิดการป้องกันการชน รุ่น 63 มีน้ำหนักตามมาตรฐาน DIN ที่ 2,585 หรือ 2,695 กิโลกรัมตามขนาดแบตเตอรี่ แม้เลือกวัสดุน้ำหนักเบา รถยังมีมวลมาก ช่วงล่างและระบบเบรกจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของสมรรถนะพอ ๆ กับมอเตอร์

AMG ACTIVE RIDE CONTROL+ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น 63 และทางเลือกในรุ่น 55 ใช้ Air Springs ปรับได้สามขั้น ร่วมกับถังสำรองแรงดัน 8.2 ลิตร และระบบไฮดรอลิกเชื่อมโช้กอัพ ปั๊มกลางกับวาล์วควบคุมแรงดันช่วยต้านทั้งการโคลงขณะเข้าโค้ง อาการหน้าทิ่มเวลาเบรก และหน้ายกขณะเร่ง โดยใช้ชุดไฮดรอลิกแทนเหล็กกันโคลงแบบเดิม จึงปรับการพยุงตัวถังตามสถานการณ์และโหมดขับได้


ระบบยังปรับความสูงตัวรถได้รวดเร็ว และลดระดับตามความเร็วเพื่อช่วยลดแรงต้านอากาศ ช่วงล่าง Multi-link ทั้งหน้าและหลังเน้นรักษาตำแหน่งล้อเมื่อรับแรงสูง ชิ้นส่วนช่วงล่างหน้าหลายรายการใช้อะลูมิเนียมขึ้นรูปเพื่อลดมวลที่เคลื่อนตามล้อ แนวทางนี้ช่วยให้การควบคุมตัวถังและการรับแรงสะเทือนจากพื้นถนนทำงานร่วมกันได้ละเอียดขึ้น

Active Rear-axle Steering เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน “ล้อหลังหักเลี้ยวสวนทางกับล้อหน้า” ที่ความเร็วต่ำกว่า 80 กม./ชม. ด้วยมุมสูงสุด 6 องศา ช่วยให้รถยาวกว่า 5 เมตรเปลี่ยนทิศและกลับรถคล่องขึ้น และเมื่อเร็วกว่า 80 กม./ชม. “ล้อหลังหักเลี้ยวทิศทางเดียวกับล้อหน้า” ได้สูงสุด 1 องศาเพื่อเสริมเสถียรภาพ ในส่วนของเบรก รุ่น 53 และ 55 ใช้จานเหล็ก โดยรุ่น 55 เลือก Carbon-ceramic ได้ ขณะที่รุ่น 63 ติดตั้ง Carbon-ceramic ทั้งหน้าและหลังเป็นมาตรฐาน


AMG Performance 4MATIC+ ปรับแรงขับระหว่างเพลาหน้าและหลังอย่างต่อเนื่อง รุ่น 63 และ 55 ยังใช้มอเตอร์หลังแยกกันควบคุมแรงขับระหว่างล้อซ้ายและขวา ผ่าน Torque Vectoring เพื่อช่วยกำหนดพฤติกรรมเข้าโค้ง โดย AMG RACE ENGINEER Core ประสานชุดขับเคลื่อน เบรก และการเก็บพลังงานคืน ผู้ขับปรับ Response Control, Agility Control และ Traction Control ผ่านปุ่มหมุนสามชุดบนคอนโซลกลางได้

Response Control กำหนดความไวต่อคันเร่ง Agility Control ปรับพฤติกรรมการหมุนตัวขณะเข้าโค้ง ส่วน Traction Control เลือกระดับการควบคุมล้อหมุนฟรีได้เก้าระดับ สองรายการหลังใช้ในโหมดที่กำหนดและเมื่อปิด ESP จึงเหมาะกับการปรับเพื่อขับในสนาม AMG DYNAMIC SELECT มีเจ็ดโหมด ได้แก่ Comfort, Sport, AMGFORCE Sport+, RACE, Slippery, Eco และ Individual ครอบคลุมการเดินทางประหยัด ถนนลื่น และสนามแข่ง โดย RACE รวม Drift Mode, Drag Race, Track Race และ Launch Control


ภายนอกของรุ่น 63 และ 55 ยาว 5,084 มิลลิเมตร กว้าง 2,001 มิลลิเมตร สูง 1,656 มิลลิเมตร และมีฐานล้อ 3,040 มิลลิเมตร แนวหลังคาต่ำ แบตเตอรี่ติดตั้งแนบพื้น และกระจกหน้าลาดช่วยจัดสัดส่วนให้ดูสปอร์ต พร้อมคงพื้นที่โดยสาร กระจกข้างประตูไร้กรอบ ซุ้มล้อเด่น และไฟท้ายทรงกังหันหกวง สร้างเอกลักษณ์ ส่วนกระจังหน้า ตราดาว และแถบไฟท้ายมีทางเลือกแบบเรืองแสง


ค่าแรงต้านอากาศ Cd ของรุ่น 63 และ 55 อยู่ที่ 0.27 มาพร้อมAEROKINETICS Airpanel ปิดช่องลมหน้ารถเมื่อไม่ต้องการการระบายความร้อนเพิ่มเติม พร้อมเปิดเพื่อช่วยระบายความร้อน ส่วน AEROKINETICS Roof Spoiler เริ่มปรับตำแหน่งอัตโนมัติตั้งแต่ 150 กม./ชม. เพื่อจัดสมดุลระหว่างแรงต้านกับเสถียรภาพ ระบบพิจารณาความเร็ว การเร่ง และพฤติกรรมรถร่วมกัน จึงเปลี่ยนการจัดการอากาศให้เหมาะกับสถานการณ์ได้

 

อีกด้านหนึ่ง AMGFORCE Sport+ สร้างอารมณ์การขับผ่านเสียง “AMG V8” ในรุ่น 63 และ 55 และ “เสียงเครื่องยนต์หกสูบ” ในรุ่น 53 โดยอาศัยการบันทึกเสียงจริงมากกว่า 100 ชุดการวัดด้วยไมโครโฟน 16 ตัว เสียงเปลี่ยนตามการเร่งและจังหวะเปลี่ยนเกียร์จำลองคล้าย AMG SPEEDSHIFT พร้อม Paddle Shift หน้าจอเฉพาะ และ Seat Shakers ผู้ขับเลือกระดับเสียง Powerful, Balanced หรือ Silent รวมถึงโทน Classic ถึง Futuristic ได้ จุดนี้เป็นการออกแบบประสบการณ์ผ่านเสียงและแรงสั่นเพิ่มเติมจากสมรรถนะของมอเตอร์



ห้องโดยสารวางผู้ขับในตำแหน่งต่ำแบบ GT มีจอกลาง 14 นิ้วหันเข้าหาผู้ขับ จอมาตรวัด 10.2 นิ้ว และจอผู้โดยสาร 14 นิ้วเป็นทางเลือก พวงมาลัย AMG Performance ใช้ Paddle ควบคุมการเก็บพลังงานคืน เบาะ AMG Performance และ Burmester 4D เป็นอุปกรณ์เลือกเพิ่ม ขณะที่หลังคา SKY CONTROL ปรับความโปร่งใสหรือทึบได้ พร้อมคุณสมบัติฉนวนความร้อนและเอฟเฟกต์แสง AMG เป็นทางเลือก


เบาะหลังรองรับสามคน พนักพิงพับได้และพนักศีรษะพับถอยด้วยไฟฟ้า พื้นที่สัมภาระท้าย 607 ลิตรเพิ่มเป็น 1,740 ลิตรเมื่อพับเบาะ ส่วน Frunk มีความจุ 78 ลิตรตามวิธี VDA หรือ 111 ลิตรเมื่อวัดแบบปริมาตรของเหลว สำหรับการตกแต่ง MANUFAKTUR มีสีตัวถังมากกว่า 60 สี พร้อมทางเลือกสีตกแต่งล้อ Forged และเข็มขัดนิรภัย ให้บุคลิกภายนอกต่อเนื่องถึงห้องโดยสาร


ระบบ MBUX บน MB.OS ใช้ Zero Layer แสดงข้อมูลและแอปตามบริบท ลดการค้นหาผ่านเมนูหลายชั้น เอกสารระบุการรวม ChatGPT, Microsoft Bing และ Google Gemini เพื่อสนับสนุน MBUX Virtual Assistant ที่สนทนาต่อเนื่องหลายขั้นได้ ส่วน AMG PERFORMANCE MENU แสดงการไหลของพลังงาน สถานะแอโรไดนามิก อุณหภูมิ ยาง แรงที่กระทำต่อตัวรถ และกำลังพร้อมใช้ ขณะที่ AMG SET-UP ใช้ปรับปุ่มพวงมาลัยและระบบอากาศพลศาสตร์


สำหรับสนามแข่ง AMG TRACK PACE บันทึกข้อมูลมากกว่า 80 รายการ ด้วยความถี่สิบครั้งต่อวินาที แสดงเวลาแต่ละรอบและช่วงสนาม พร้อมแนววิ่งและจุดเบรกผ่าน Head-up Display กับ Augmented Reality รวมถึงบันทึกสนามเองได้ Dashcam เป็นทางเลือกสำหรับบันทึกวิดีโอ HD พร้อมข้อมูลการขับลง USB ส่วน Predictive Performance Manager หรือ PPM จัดสรรกำลังตามแต่ละช่วงสนามในโหมด RACE หรือ SPRINT เช่น สงวนพลังงานและลดภาระความร้อนช่วงลงเขาหรือโค้งต่อเนื่อง แล้วใช้กำลังในทางตรงหรือขึ้นเขาที่ส่งผลต่อเวลาได้มากกว่า


AMG GT SUV ผลิตที่โรงงาน Sindelfingen ใน Hall 32 ซึ่งปรับรองรับ AMG.EA โดยรุ่น 53 มีกำหนดเปิดรับคำสั่งซื้อวันที่ 20 ตุลาคม 2026 ส่วนรุ่น 63 และ 55 จะตามมาในฤดูใบไม้ผลิปี 2027 หากรถผลิตจริงสามารถรักษาสมดุลของทุกระบบได้ตามแนวคิดเบื้องต้น คุณค่าของความแรงจะปรากฏทั้งขณะเร่งแซง ตอนเข้าโค้ง หรือแม้แต่การพาครอบครัวเดินทางท่องเที่ยวแบบสบาย ๆ ทั้งหมดคือบททดสอบที่กว้างกว่าตัวเลขอัตราเร่งบนหน้ากระดาษ

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้