ได้เวลาปลดปล่อย! ISUZU 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo พลัง Biturbo ที่สาวกรอคอยมาถึงแล้ว

212 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ซุ่มเก็บเงียบมานาน..แม้จะมีข่าวคราวเล็ดลอดมาเป็นบางช่วงว่า อีซูซุ กำลังมีการขยับอะไรบางอย่างเพื่อตอนรับคู่แข่งในตลาดที่มีการอัพเกรดกันพอสมควร และเป็นการกระตุ้นยอดขายของตัวเองที่ออกอาการแผ่วๆ ตามสภาวะเศรษฐกิจ  ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา อีซูซุมีการปล่อยทีเซอร์เกี่ยวกับเครื่องยนต์ตัวใหม่ มีหลายกระแส เอ่ยกันว่าคงจะเป็นบล็อคใหม่ 2.8 ลิตร และบางกลุ่มก็แอบขิงกันว่า อีซูซู จับเอาเครื่อง 2.2 มาอัพเกรดใหม่ แต่ที่จริงแล้ว มันคือขุมพลังตัวใหม่ภายใต้บล็อค 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo ที่เหล่าสาวกอีซูซุเฝ้ารอมานาน

 
ตรีเพชร อีซูซุเซลส์  ได้เชิญทีม LIFESTYLE224 ไปสัมผัสกับสมรรถนะขุมพลังใหม่ 2.2 MAXFORCE Bitubro ครั้งนี้ ณ ศูนย์ทดสอบยานยนต์ และยางล้อแห่งชาติ ATTRIC อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา

เครื่องยนต์บล็อกใหม่ มีอะไรน่าสนใจ


เครื่องยนต์บล็อกนี้พัฒนาบนพื้นฐานของบล็อก RZ4F-TC แบบแถวเรียง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว บล็อกเสื้อสูบยังคงเป็นเหล็กหล่อ และฝาสูบเป็นอะลูมินัม อัลลอย ความจุ 2.2 ลิตร ทำงานร่วมกับชุดเทอร์โบใหม่แบบ Biturbo ให้แรงม้าสูงถึง 204 แรงม้าที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 500 นิวตัน-ม. ที่ 1,600-2,600 รอบต่อนาที ตามสเปกที่ให้มา ทางอีซูซุ เครมว่าให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. และอัตราเร่งแซง 80-100 กม./ชม. เร็วขึ้น 5% กับ 12% ตามลำดับเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์บล็อค 3.0 ลิตร รวมไปถึงประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงดีขึ้นอีก 8% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ที่มีความจุมากกว่า

จุดที่ปรับเปลี่ยน และเป็นไฮไลท์หลักของเครื่องยนต์ 2.2 MAXFORCE Biturbo ก็คือ ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ โดยตัวเทอร์โบทั้ง 2 ลูก เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ GARRETTโดยทำงานสอดผสานระหว่างเทอร์โบแรงดันต่ำแปรผัน VGS Low-pressure turbo และเทอร์โบแรงดันสูง High pressure turbo ตอบสนองการทำงานตั้งแต่รอบต่ำ ส่งผลถึงประสิทธิภาพในเรื่องการอัดอากาศสูงในทุกย่านความเร็ว ออกตัวดี ให้พลังฉุดลากดี และเร่งแซงทันใจ


การทำงานของเทอร์โบคู่นี้อาจจะแปลกๆ กว่าที่เคยเจอของคู่แข่งค่ายอื่นบ้าง โดยสารตั้งต้นการทำงานของเทอร์โบดันเริ่มจากเทอร์โบลูก High pressure ที่โข่งไอเสียต่อกับเขาไอเสีย เพื่อดึงเอาไอเสียมาปั่นให้เทอร์โบทำงาน แล้วส่งต่อทั้งไอเสีย และไอดีไปปั่นเทอร์โบ VGS Low Pressure ให้ทำงาน(เทอร์โบ VGS จะเป็นตัวดูดเอาอากาศดีจากกรองอากาศเข้าสู่ตัวเทอร์โบ ไม่ใช่เทอร์โบ High Pressure เป็นตัวดูดอากาศดีจากกรองอากาศ ตรงนี้แหละที่แปลกกว่าชาวบ้าน)


ช่วยให้ช่วงรอบต่ำ ๆ ตั้งแต่ 1,000 รอบ เครื่องยนต์เริ่มมีแรงบิดให้ใช้งาน พอถึงช่วงรอบเครื่องยนต์ 1,600 รอบ วาล์วบายพาสไอเสียระหว่างเทอร์โบ 2 ลูกจะเปิดเต็มที่ ยาวไปยันรอบเครื่องยนต์ 2,600 รอบ วาล์วบายพาสฝั่งไอเสียจะถูกปิด โดยช่วงหลังนี้เทอร์โบ VGS จะรับหน้าที่ทำงานยาวๆ ไปยันรอบ Red Line แต่เทอร์โบ High Pressure ฝั่งไอดีจะส่งไอดีไปยังอินเตอร์คูลเลอร์ก่อนวิ่งเข้าสู่เครื่องยนต์ต่อไป ตัวเทอร์โบ Low Pressure ระบบ VGS จะใช่ชุดเซอร์โวไฟฟ้าเป็นตัวสั่งงานให้ครีบในโข่งไอเสียหรี่หรือขยายขนาดความกว้างของช่องอากาศในโข่งหลัง


นอกจากระบบ Biturbo ที่อัดอากาศเข้าเครื่องยนต์มากแล้ว น้ำมันเชื้อเพลิงก็ต้องจ่ายให้เพียงพอเช่นเดียวกัน ในครั้งนี้ทางอีซูซุได้นำเทคโนโลยี Gi-BOOST กับ หัวฉีดแรงดันสูง 250 Mpa ที่มีขนาดรูหัวฉีดมากถึง 10 รู(เครื่อง 2.2 MAXFORCE เดิม 8 รู) ช่วยให้การฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปบริเวณหัวลูกสูบเป็นฝอยละอองมากยิ่งขึ้น ส่วนชุดปั๊มเชื้อเพลิงแรงดันสูงยังคงใช้ชุดปั๊มตัวเดิม

ความแรงของเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้นในเรื่องของความทนทานก็ต้องปรับปรุงตามไปด้วยเช่นกัน ทางอีซูซุได้เลือกใช้ เสิ้อสูบแกร่งพิเศษ EXTREME STRENGTH เช่นเดียวกับ ลูกสูบ ULTRA LOW FRICTION เคลือบสารพิเศษ EVOGlide Tech Coating พร้อมรูระบายความร้อนพิเศษ ช่วยให้การทำงานของลูกสูบไหลลื่น ลดแรงเสียดทานขณะใช้งานรอบสูงๆ

ระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์บล็อคนี้ มีการปรับปรับช่องทางเดินน้ำหล่อเย็นภายในเสื้อสูบกับฝาสูบใหม่ พร้อม ปั๊มน้ำ ใหม่แบบ HIGH FLOW PERFORMANCE ช่วยให้การระบายความร้อนของเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น


ในส่วนของเรื่องระบบส่งกำลังยังคงชุดเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และอัตโนมัติ 8 จังหวะ REV TRONIC ที่อัตราทดเกียร์กับเฟืองท้ายยังคงกับตัว 2.2 MAXFORCE เดิม แต่เกียร์อัตโนมัติ ทางอีซูซุ ได้มีการอัพเกรดซอฟท์แวร์การทำงานของกล่อง ECU เกียร์อัตโนมัติ ให้ทำงานได้ราบรื่น กระชับ เหมาะสมกับพละกำลังของเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม

เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo ตัวนี้ ทางอีซูซุ ได้นำมาติดตั้งอยู่ในรถกระบะรุ่น Hi-Lander 4 ประตู เกรด M เกียร์อัตโนมัติ และ V-CROSS 4 ประตู เกรด Z เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเกรด M เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ REV TRONIC รวมไปถึงยานยนต์อเนกประสงค์ในกลุ่ม PPV MU-X รุ่น ELEGANT, รุ่น RS ทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ

 
การปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก ภายใน
รถที่อีซูซุเตรียมให้สื่อมวลชนได้ทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo ครั้งนี้ ประกอบไปด้วยรถ V-Cross เกียร์อัตโนมัติ และ MU-X RS ก่อนที่จะไปพูดถึงการทดสอบขอกล่าวถึงการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก ภายใน ให้สอดรับกับสมรรถนะของเครื่องยนต์บล็อกใหม่นี้


โดยตัว V-Cross มีการปรับในเรื่องของ กระจังหน้าโดยเลือกใช้โทนสีดำ และสี ONYX black ปรับลุคให้เป็นสปอร์ตพรีเมี่ยม ตัวกันชนออกแบบใหม่ Armor Design ที่มาพร้อมกับโทนสี Drak Gray ที่เพิ่มความดุดัน และเติมความโดดเด่นด้วยสี Red Metallic เช่นเดียวกับโป่งซุ้มล้อใหม่สี Drak Gray อีกเช่นกัน กระบะท้ายเพิ่ม Rugged Bar เพิ่มความเป็นสปอร์ต และช่วยในเรื่องของหลักอากาศพลศาสตร์ ฝาท้ายติดตั้งอุปกรณ์ล็อคมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รวมไปถึงล้อแม็กขอบ 18 สี Glossy Black นอกจากนี้ยังมีโลโก้ Biturbo lu Chrome-Red บ่งบอกความพิเศษ


ภายในห้องโดยสารเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันอาทิ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone พร้อมกรอง PM 2.5 และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง หน้าจอ Integrated MID ขนาด 7 นิ้ว หน้าจอกลาง Infotainment Display แบบทัชสกรีนขนาด 9 นิ้ว เชื่อมต่อ APPLE CAR PLAY และ Android Auto ในรูปแบบของ Wireless ขึ้นอยู่กับรุ่นของสมาร์ทโพนที่รองรับการใช้งาน ลำโพง 8 ทิศทาง Dynamic Surround Sound


D-Max Hi-Lander 4 ประตู ปรับเปลี่ยนชุดกระจังหน้าแบบ Multi-layer ไฟหน้าดีไซน์พิเศษ โฉบเฉี่ยวด้วยเส้น Modern Line พร้อม Multifunctional Daylight เป็นทั้งไฟ Daylight, ไฟหรี่ และไฟเลี้ยวเข้าไว้ด้วยกัน ไฟท้าย LED แบบ Clear Lens พร้อมชุดกันชนท้ายทรงสปอร์ต ล้อแม็กขอบ 18 นิ้ว Active Blade สีทูโทน อุปกรณ์ล็อคฝาท้าย และโลโก้ Biturbo สี Chrome-Red


มาต่อกันที่ MU-X รุ่น RS มีการปรับเปลี่ยน กระจังหน้าแบบ Supreme Onyx Grille พร้อมสัญลักษณ์ RS ไฟหน้าแบบ Dynamic Blade โดดเด่นด้วย Lime Green Arrow Signature เติมลุคสปอร์ต กันชนหน้า และกันชนหลังโดดเด่นด้วย Aero Diffuser สี Magnetite ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านหลักอากาศพลศาสตร์ Smart Tailgate with Step Sensor


ฝาท้ายเปิด-ปิดได้อย่างง่ายได้ด้วยระบบเซ็นเซฮร์อัจฉริยะ พร้อมระบบ Jam Protection ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ล้อแม็กอัลลอยขนาด 20 นิ้วสีทูโทน ตัวรถมาพร้อมกับสีสันใหม่ Havasu Grey Opaque โลโก้ Biturbo สี Black Chrome-Lime Green


ภายในห้องโดยสาร เบาะ RS ลายใหม่ ยกระดับความสปอร์ต เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า ค ทิศทาง กล้องรอบคัน 360 Surround View Camera ให้ภาพคมชัดแบบ 3D พวงมาลัยไฟฟ้า EPS ตอบสนองไว แม่นยำ หน้าจอกลาง Infotainment Display แบบทัชสกรีนขนาด 9 นิ้ว เชื่อมต่อ APPLE CAR PLAY และ Android Auto ทำงานร่วมกับ Integrated MID แสดงผลหลากหลายฟังก์ชั่น


MU-X รุ่น Elegant มาพร้อมกับ กระจังหน้า Cosmic Diamond Grill กันชนหน้า และกันชนหลังโดดเด่นด้วย Aero Diffuser สี Magnetite ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านหลักอากาศพลศาสตร์ ชุดไฟท้ายดีไซน์สปอร์ตด้วยเส้นสาย Embrace Line ล้อแม็กขอบ 18 นิ้ว สีพิเศษ Havasu Gray Opaque และโลโก้ Biturbo สี Chrome-Red บริเซณแก้มบัโคลนหน้าทั้ง 2 ฝั่ง

แรงแบบนิ่มๆ ขับสนุก ไม่ต้องเค้น!!!


มาถึงการทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo กันแล้ว โดยรูปแบบการทดสอบมีให้ลองทั้งจังหวะอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. และจังหวะเร่งแซง 80-120 กม./ชม. แต่ก่อนไปถึงช่วงอัตราเร่ง ทางทีมงานได้ให้ลองสมรรถนะของพวงมาลัย และช่วงล่างแบบเบาๆ กับการขับในรูปแบบของ จิมคาน่า

ในสัมผัสแรกหลังจากขึ้นไปนั่งบนตัวรถคือ เสียงของเครื่องยนต์ เงียบกว่าตัว 2.2 เดิม อาการสะท้านของเครื่องยนต์เข้าห้องโดยสารน้อยลง การเคลื่อนตัวจากจุดหยุดนิ่ง มีความรุสึกกระฉับกระเฉงขึ้นอีกนิด พอใส่เกียร์ D แล้วปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรค ตัวรถมีการไหลออกตัวแบบแตะคันเร่งแบบเบาๆ จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ในช่วงความเร็วต่ำๆ ไม่เกิน 30 กม,/ชม. ไม่มีอาการกระตุกกระชากให้รู้สึก มีแค่เสียงของเครื่องยนต์ทีเปลี่ยนไปตามจังหวะของรอบเครื่อง และอัตราทดเกียร์


เข้าสู่จุดทดสอบแรกคือ จิมคาน่า จังหวะกดคันเร่งออกตัว เครื่องยนต์ออกตัวได้ดีแทบจะไม่รู้สึกถึงการรอรอบจากเทอร์โบแต่อย่างใด ในช่วงจิมคาน่า อาจจะยังไม่เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์มากนัก จนออกจากจุดนี้ไป กดคันเร่งเพิ่มความเร็วจาก 40 กม./ชม. ไต่ไปหาความเร็วที่ 100 กม./ชม. พละกำลังของเครื่องยนต์ไม่ได้ขึ้นแบบกระโชกโฮกฮาก แต่มาแบบไหลลื่นๆ เกียร์เป็นอัตราทดค่อนข้างฉับไว เผลอแพล็บเดียวเข็มความเร็วกวาดไปแตะ 100 กม./ชม. แล้ว จังหวะแตะเบรคเพื่อชะลอความเร็วก่อนเข้าโค้ง เกียร์ปรับเปลี่ยนอัตราทดได้ค่อนข้างไว และเหมาะสมกับความเร็วของตัวรถ เสียงของเครรื่องยนต์เล็ดลอดเข้ามาในตัวรถไม่ถือว่าดังมาก ถ้าเทียบกับคู่แข่ง

ช่วงกลางๆ โค้ง ลองกดคันเร่งจนจม เกียร์ตอบสนองทันที โดยเปลี่ยนอัตราทดลงอีก 1 จังหวะ แล้วรอบเครื่องก็กวาดขึ้นไปค่อนข้างเร็ว ตัวรถพุ่งทะยานแบบนุ่มๆ จนความเร็วแตะที่ 120 กม./ชม.

จบการทดสอบสอบของ V-Cross ก็กลับเข้าไปเปลี่ยนเป็น MU-X ตัว RS ออกมาทดสอบในสนามทดสอบเงื่อนไงเดี่ยวกับตอนทดสอบ V-Cross แต่ MU-X น้ำหนักตัวจะมากกว่า เพราะเป็นรถสไตล์ PPV 7 ที่นั่ง การตอบสนองของเครื่องยนต์ในช่วงความเร็วต่างๆ แทบจะไม่ต่างกับตัว V-Cross กลายเป็นรถ PPV ที่ขับสนุก มีพละกำลังสำรองในการเร่งแซงทั้งทางราบ และทางขึ้นเขา ยิ่งใช้งานในเมืองน้ำหนักของพวงมาลัยไฟฟ้า EPS ที่เบาสบายทำให้การซอกแซกในเมืองทำได้แบบสบายๆ อีกอย่างรอบนี้ นอกจากพละกำลังของเครื่องยนต์ที่ตอบสนองดีขึ้นแล้ว การปรับจูนคันเร่งไฟฟ้าของอีซูซุรอบนี้ถือว่าทำได้ดี อาการดีเลย์ของคันเร่งแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ นับเป็นการพัฒนาที่ดีขึ้นของอีซูซุในครั้งนี้ ได้ทั้งความแรง และความประหยัด


บทสรุปของเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo ครั้งนี้ ทางอีซูซุ วางตำแหน่งของตัวเองไว้จริงๆ เพื่อเป็นการอุดช่องโหว่ระหว่างเครื่อง 2.2 Ddi MAXFORCE กับเครื่อง 3.0 Ddi MAXFORCE และเป็นการขยายฐานของกลุ่มลูกค้าที่ใช้งานหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยดูได้จากการวางไลน์อัพของเครื่องยนต์ตัวนี้ นอกจากอยู่ในรุ่น Top ของทั้งตัวกระบะ 4 ประตูกับ PPV มีการขยับมาอยู่ในตัว Hi-Lander 4 ประตู และ MU-X ตัว ELEGANT ตัวขับเคลื่อน 2 ล้อ

เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo ตัวนี้พร้อมให้ ทุกท่านได้สัมผัสสมรรถนะแล้วในรถ D-Max และ MU-X ที่โชว์รูม อีซูซุ ทั่วประเทศ    

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้