Aston Martin Valen : ที่สุดแห่งซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์วางหน้า ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ 113 ปี

62 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เครื่องยนต์ 850 แรงม้าจะมีความหมายเพียงใด หากผู้ขับไม่สามารถใช้กำลังนั้นได้อย่างมั่นใจ Aston Martin Valen ตั้งโจทย์ไว้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะกับการควบคุม ตั้งแต่การตอบสนองของคันเร่ง น้ำหนักของชิ้นส่วน ไปจนถึงข้อมูลจากยางที่ส่งให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทุกส่วนถูกพัฒนาให้รถเครื่องยนต์ V12 วางหน้า มีบุคลิกกระฉับกระเฉงขึ้น พร้อมรักษาความประณีตและความสบายสำหรับการเดินทางไกล


เอกสารเปิดตัววันที่ 14 สิงหาคม 2026 ณ Monterey รัฐแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า Valen เป็นรถผลิตจำหน่ายแบบเครื่องยนต์วางหน้าที่ทรงพลังที่สุดในโลก และเป็น Aston Martin เครื่องยนต์วางหน้าที่มีกำลังสูงสุดในประวัติศาสตร์ 113 ปีของบริษัท ชื่อมาจากภาษาละติน “valens” ซึ่งสื่อถึงความแข็งแกร่ง สานต่อรถตระกูลชื่อขึ้นต้นด้วย V โครงการนี้เป็นผลงานของ Q by Aston Martin ต่อจากรถพิเศษอย่าง Valour, Valiant และ DBR22 โดยมี Special Vehicle Operations หรือ SVO สนับสนุนการพัฒนาให้แนวคิดเฉพาะตัวเกิดขึ้นได้จริง

V12 Powertrain


หัวใจของ Valen คือเครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.2 ลิตร พ่วงมาด้วย Twin Turbo ให้กำลัง 850 PS และแรงบิด 1,000 Nm ตั้งแต่ 2,500 รอบ/นาที แรงบิดเต็มๆ ตั้งแต่รอบระดับนี้ช่วยให้มีแรงดึง สำหรับเร่งแซงแบบไม่ต้องรอรอบสูง แต่ความสามารถในการถ่ายทอดกำลังลงถนนยังขึ้นอยู่กับยาง สภาพพื้นผิว และการจัดการของระบบควบคุมรถด้วย

ระบบเกียร์ 8 จังหวะ จาก ZF นำแนวทางควบคุมการเปลี่ยนเกียร์จากตัวแข่ง Vantage GT4 มาปรับใช้ เพื่อให้เปลี่ยนเกียร์ฉับไว และรับรู้จังหวะได้ชัดขึ้นในทุกโหมด ผู้ผลิตระบุอัตราเร่ง 0–60 ไมล์/ชม. หรือประมาณ 0–96.6 กม./ชม. ภายใน 3.0 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดจำกัดด้วยอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ 214 ไมล์/ชม. หรือประมาณ 344 กม./ชม.



Drive Modes แบ่งเป็น Sport, Sport+ และ Track ความน่าสนใจอยู่ที่ Throttle Mapping หรือความสัมพันธ์ระหว่างระยะเหยียบคันเร่งกับคำสั่งเร่งเครื่อง ในโหมด Sport และ Sport+ ให้การตอบสนองมากตั้งแต่ช่วงต้นของระยะเหยียบ เพื่อสร้างความฉับไวบนถนน ส่วนโหมด Track กระจายการตอบสนองให้ต่อเนื่องตลอดระยะเหยียบมากขึ้น ผู้ขับจึงค่อย ๆ เพิ่มกำลังขณะออกจากโค้งได้ละเอียด แนวทางนี้สะท้อนว่าโหมดสำหรับสนาม ให้ความสำคัญกับความแม่นยำเมื่อเข้าใกล้ขีดจำกัดการยึดเกาะ

Lightweight Engineering


Valen ลดน้ำหนักได้สูงสุด 110 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับพื้นฐานรถ V12 รุ่นหลักของบริษัท โดยใช้ คาร์บอนไฟเบอร์, อะลูมิเนียม, ไทเทเนียม และแมกนีเซียม ในตำแหน่งต่าง ๆ ตัวเลขนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกอุปกรณ์ลดน้ำหนัก จึงไม่ใช่ค่าที่รถทุกคันจะทำได้เหมือนกัน สำหรับตัวถังภายนอกผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งชุด



Lightweight Pack ซึ่งเป็นทางเลือกประกอบด้วย Suspension Arms และ Knuckles ที่กัดขึ้นรูปจาก “อะลูมิเนียมก้อนตัน” รวมถึง Chassis Bolts ผลิตจากไทเทเนียม ชุดนี้ลดน้ำหนักได้ 16.9 กิโลกรัม การเลือกวัสดุและวิธีผลิตเฉพาะจุดช่วยลดภาระที่รถต้องเร่ง ชะลอ และเปลี่ยนทิศทาง ส่วนล้อ (Magnesium Wheels) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยมุ่งลด Unsprung Mass หรือน้ำหนักของชิ้นส่วนที่เคลื่อนขึ้นลงไปกับล้อ ช่วงล่างจึงมีมวลให้ควบคุมน้อยลง ส่งผลดีต่อการติดตามผิวถนน ความละเอียดของการขับขี่ และการตอบสนองของพวงมาลัย

Tyres and Digital Control


ล้อใช้ยาง Pirelli P Zero R ที่ปรับเฉพาะสำหรับรถรุ่นนี้ คู่หน้าขนาด 275/35 ZR21 และ 325/30 ZR21 สำหรับคู่หลัง พร้อมทางเลือก P Zero Winter 2 ขนาด หน้า 275/35 R21 และหลัง 325/30 R21 สำหรับสภาพอากาศหนาว การพัฒนายางมุ่งประสานแรงยึดเกาะขณะเข้าโค้งกับแรงยึดเกาะขณะเร่งและเบรก ให้รองรับทั้งชีวิตประจำวันและการขับในสนาม พร้อมการตอบสนองที่ผู้ขับควบคุมได้

Pirelli Cyber Tyre ทำให้ยางมีบทบาทเพิ่มขึ้น ด้วยการส่งข้อมูลแบบเวลาจริงเข้าสู่ระบบควบคุมการเคลื่อนที่ของรถ เป็นระบบที่พัฒนาร่วมกับ Bosch Engineering เชื่อมเข้ากับสถาปัตยกรรมดิจิทัลของ Valen เพื่อให้ ESP, ABS และ Traction Control ปรับเกณฑ์การทำงานได้ต่อเนื่อง กล่าวอย่างง่ายคือ ระบบรักษาเสถียรภาพ ป้องกันล้อล็อก และควบคุมการลื่นไถล “มีข้อมูลจากยางมาประกอบการตัดสินใจ” จึงเป็นการเชื่อมส่วนที่สัมผัสถนนโดยตรงเข้ากับสมองกลของรถ

Chassis and Steering

การเปลี่ยนบุคลิกของ Valen อาศัยทั้งชิ้นส่วนและการปรับซอฟต์แวร์ ครอบคลุม ESP, โช้คอัพ (Dampers), ระบบบังคับเลี้ยว (Steering) และ ระบบเบรก (Braking System) รวมถึงการตั้ง Camber หรือมุมเอียงของล้อเมื่อมองจากด้านหน้ารถ เป้าหมายคือการตอบสนองแม่นยำขึ้น ขณะยังยอมให้ช่วงล่างเคลื่อนไหวรับผิวถนนได้เพียงพอสำหรับการเดินทางไกล


ทีมพัฒนาปรับความแข็งต้านแรงด้านข้าง ของช่วงล่างหน้าและหลัง พร้อมลดการเอียงตัวในโค้งและการก้มเงยเมื่อผู้ขับเร่งหรือเบรก ในเชิงหลักการ การลดการขยับที่ไม่ต้องการช่วยให้คำสั่งของผู้ขับส่งไปถึงการเคลื่อนที่ของรถชัดขึ้น แต่ยังต้องรักษาสมดุลระหว่างการหันเข้าโค้งกับการยึดเกาะของล้อหลัง เพื่อให้รถตอบสนองอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและยังมีสมดุลที่ขับสนุก

Rear Subframe ยึดกับตัวรถแบบ Solid Mounted ทำงานร่วมกับ สปริงหลัก (Springs), สปริงเสริม (Helper Springs) และ โช้คอัพ Bilstein (DTX Semi Active Dampers) ที่ปรับเฉพาะรุ่น โดยโช้คอัพปรับแรงหน่วงเพื่อควบคุมการเคลื่อนที่ของช่วงล่าง ส่วนระบบบังคับเลี้ยว (Steering) ได้รับการปรับทั้งความแข็งของระบบ น้ำหนักพวงมาลัย และซอฟต์แวร์ ผู้ผลิตตั้งใจให้รถคล่องตัว ราวกับมีขนาดสั้นและน้ำหนักที่เบา

Brakes and Exhaust


Carbon Ceramic Brakes ใช้จานหน้าขนาด 410 มิลลิเมตร และหลัง 360 มิลลิเมตร พร้อมปรับ Brake Booster ให้แป้นเบรกมีสัมผัสหนักแน่น เพื่อให้ผู้ขับเพิ่มหรือลดแรงเบรกได้ละเอียดทั้งที่ความเร็วสูงและต่ำ ประเด็นสำคัญคือ ความสัมพันธ์ระหว่างแรงเท้าที่แป้นเบรก กับแรงขณะชะลอความเร็วรถ เพราะการควบคุมจังหวะเบรกอย่างมั่นใจ เป็นส่วนหนึ่งของการใช้สมรรถนะเครื่องยนต์ได้เต็มที่



Titanium Exhaust พัฒนาขึ้นเฉพาะ Valen เพื่อลดน้ำหนักและสร้างเสียงที่มีบุคลิก ใช้ Micro Mufflers ช่วยควบคุมเสียงให้สอดคล้องกับข้อกำหนดการรับรองรถ ปลายท่อสี่ช่อง แบ่งเป็นคู่บนและคู่ล่าง ถ่ายทอดรูปแบบจาก Hypercar เครื่องยนต์วางกลางมาสู่รถแบบ Front Mid Engine ซึ่งวางเครื่องยนต์ด้านหน้าค่อนไปทางกลางรถ โดย Tailpipe Finishers ผลิตด้วย 3D Printing จากไทเทเนียม


ปลายท่อไอเสียคู่บนเปิดตลอด ส่วนคู่ล่างมีวาล์วเปิดตาม Drive Mode การปรับเสียงลดความถี่ต่ำและเน้นโทนสูง พร้อมกำหนดขนาดทางเดินไอเสียให้เสียงไล่ระดับตามรอบเครื่อง จึงเป็นการออกแบบคุณภาพเสียงผ่านวัสดุ รูปทรง และการควบคุมวาล์ว ควบคู่กับเป้าหมายด้านน้ำหนักและข้อกำหนดการใช้งาน

Exterior and Aerodynamics


ตัวถังรักษาสัดส่วนเครื่องยนต์วางหน้าและขับเคลื่อนล้อหลัง แต่เพิ่มเส้นสายคมชัด โคมไฟหน้า (Headlamp Units) ทรงเรียวฝังลึกใต้ขอบหน้าของฝากระโปรงที่ลาดลง ประกอบกับช่องรับอากาศทรงเหลี่ยม Geometric Mesh Grille และ Front Splitter มุมคม ทำให้ด้านหน้าดูกดต่ำและมีทิศทางของเส้นสายชัดเจน

ฝากระโปรงมีช่องระบายอากาศด้านบนหนึ่งช่องและรูระบายบริเวณขอบท้าย ส่วน Side Strake ถูกยืดให้ยาวเกือบตลอดประตูและรวมเข้ากับช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้จริง โดยดึงอากาศออกจากซุ้มล้อแล้วนำไปตามด้านข้างตัวรถ พื้นผิวข้างที่โค้งมนต่อเนื่องไปยังบังโคลนหลังซึ่งขยายรองรับล้อ ขณะที่ Stepped Sill ทำให้ช่วงกลางตัวรถดูมีมิติ และ Side Glass Quarter Windows  รูปแบบใหม่ ช่วยสร้างเอกลักษณ์เมื่อมองด้านข้าง

บริเวณปลาย Sill มี Vortex Generators รูปฟันเลื่อย ผู้ผลิตระบุว่าช่วยดึงกระแสอากาศความเร็วสูงจากใต้รถ เพื่อลดแรงยกและสร้างแรงกด ชิ้นส่วนนี้จึงเกี่ยวข้องกับการจัดทิศทางและการหมุนวนของอากาศ ส่วนด้านท้ายเปลี่ยนจากกระจกหลังติดตายกับฝาห้องสัมภาระแยกชิ้น มาเป็น Solid Tailgate พร้อมองค์ประกอบปีกอากาศด้านบน


ขอบท้ายที่เชิดขึ้นทำหน้าที่เป็น Gurney Flap เพื่อสร้างแรงกดโดยเพิ่มแรงต้านให้น้อย และช่วยหลีกเลี่ยงการใช้ปีกขนาดใหญ่แบบรถแข่ง ใต้ขอบท้ายเป็น Full Width Light Bar ตามด้วยแผงเจาะรูระบายความร้อนรอบระบบไอเสีย โดยปลายท่อคู่บนอยู่เหนือ Rear Diffuser ที่ยกตัวขึ้น งานออกแบบจึงต้องจัดการทั้งอากาศภายนอกและความร้อนจากเครื่องยนต์


ภายใน Tailgate มีพื้นที่สัมภาระ 170 ลิตร พร้อม Touring Pack ทางเลือก ซึ่งเป็นชุดกระเป๋าออกแบบให้ใช้พื้นที่ได้เหมาะสม และมีผ้าคลุมแบบพับกางเพื่อป้องกันสีตัวถังขณะยกกระเป๋าเข้าออก รายละเอียดนี้ช่วยให้ตัวรถยังตอบโจทย์การเดินทาง แม้งานออกแบบจะมุ่งเน้นสมรรถนะมากขึ้น

Colour and Carbon Fibre:


Aston Martin Valen โฉมรถจัดแสดงใช้สี Satin Andromeda Red ที่พัฒนาในกลุ่ม Q Ultra ชั้นเคลือบผิวแบบ Satin ขับเส้นสายตัวถัง ขณะที่เม็ดสี Chromaflair ทำให้เกิดเฉดแดงเข้ม ทองแดง และทอง ซึ่งเปลี่ยนไปเผยโทนน้ำเงินตามมุมมองและแสง ผู้ผลิตระบุว่า ยังมองเห็นการเปลี่ยนเฉดได้ในสภาพแสงน้อย เทคโนโลยีสีจึงมีส่วนเปลี่ยนการรับรู้รูปทรงผ่านแสงที่ตกกระทบ

ผู้ซื้อสามารถเลือก Exposed Carbon Fibre ให้เห็นลายวัสดุทั่วตัวถัง โดยจัดลายทอแบบ Herringbone ตามแนวกึ่งกลางรถ พร้อมทางเลือกสีเคลือบโปร่งที่ยังเห็นลายด้านล่าง ทั้งผิว Satin และ Gloss หรือทำงานร่วมกับ Q by Aston Martin เพื่อพัฒนาเฉดเฉพาะตัว การจัดแนวลายและคุณภาพพื้นผิวจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานประกอบที่ต้องแสดงให้เห็นโดยตรง

Interior and Personalisation


ห้องโดยสารใช้แนวคิดความโปร่งเบาทางสายตา ให้สอดคล้องกับการลดน้ำหนัก คอนโซลกลางทรงเพรียวจากชิ้นส่วน 3D Printing และนำ Switchpack ที่เน้นการขับขี่จาก Valhalla มาใช้ โดยวางคอนโซลเอียงเข้าหาผู้ขับ ส่วน Central Touchscreen ปรับให้เอนมากขึ้นเพื่อกลมกลืนกับรูปทรงภายใน การจัดวางเหล่านี้มุ่งสร้างพื้นที่ควบคุมที่มีผู้ขับเป็นศูนย์กลาง


เบาะมีสองแนวทาง ได้แก่ Sports Plus Seats ที่พัฒนาใหม่เพื่อประคองสรีระพร้อมความสบายระยะไกล และ Carbon Fibre Performance Seats น้ำหนักเบา สำหรับผู้ที่เน้นการขับแบบจริงจัง

วัสดุตกแต่งเริ่มจาก Semi Aniline Leather ผสม Alcantara หรือ Semi Aniline Leather ทั้งชุด แล้วเลือกรูปแบบการแบ่งสีและวัสดุห้าแบบ ได้แก่ Monotone, Duotone, Light Duotone, Tritone และ Driver Focused งาน Quilting ที่พัฒนาเฉพาะ Valen ขยายพื้นที่ตามระดับการตกแต่ง ตั้งแต่แผงประตู ไปถึงประตูและเบาะ และครอบคลุม Headlining  ส่วน Driver Focused เน้นเบาะผู้ขับ ขณะที่ Accent Pack เพิ่มรายละเอียดสีตัดกัน ทำให้กำหนดบรรยากาศภายในได้หลากหลาย

ชิ้นส่วน 3D Printing แบบเจาะช่องภายในสานต่อแนวทางจาก Valkyrie และ DBS Zagato โดยเชื่อมรูปแบบกับช่องระบายอากาศภายนอกและช่วยให้ห้องโดยสารดูเรียบเบา สำหรับช่องแอร์ (Air Vents) ถูกออกแบบใหม่ เพื่อลดความซับซ้อนทางสายตา พร้อมชุดสี Anodising ใหม่ ซึ่งเป็นการสร้างผิวออกไซด์บนโลหะเพื่อให้ได้ผิวตกแต่งตามต้องการ ขยายขอบเขตการเลือกผ่าน Q by Aston Martin โดยยังคงความต่อเนื่องของงานออกแบบทั้งคัน

Valen แสดงแนวทางพัฒนารถ V12 ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดระหว่างเครื่องยนต์กับผู้ขับ ตั้งแต่คันเร่งที่ปรับตามสถานการณ์ ล้อและชิ้นส่วนที่เบาลง ไปจนถึงยางที่สื่อสารกับระบบควบคุม ความโดดเด่นทางวิศวกรรมจึงอยู่ที่การทำให้กำลังมหาศาล ทำงานร่วมกับการตอบสนองที่ละเอียด โดยไม่ละเลยความสบายและการใช้งานเดินทาง



การผลิตจำกัด 150 คันทั่วโลก โดยเอกสารเปิดตัวกำหนดเริ่มส่งมอบในไตรมาสที่ 2 ของปี 2027 และเปิดให้สำรวจการปรับแต่งผ่าน Aston Martin Configurator สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือ เมื่อเทคโนโลยีทั้งหมดทำงานพร้อมกันบนถนนจริง ผู้ขับจะรับรู้ความแม่นยำและความมั่นใจได้มากเพียงใด เพราะนั่นคือส่วนที่ตัวเลขแรงม้าเพียงอย่างเดียวบอกไม่ได้


แหล่งข้อมูล: Aston Martin. (2026, August 14). Aston Martin Valen: The most powerful front engined supercar.

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้