60 จำนวนผู้เข้าชม |

รถ SUV ที่ใหญ่ขึ้นย่อมมีพื้นที่เพิ่มขึ้น แต่ก็มาพร้อมโจทย์เรื่องการเลี้ยวในที่แคบ การควบคุมน้ำหนักขณะเปลี่ยนทิศทาง และความสบายของผู้โดยสารสามแถว Audi Q9 จึงน่าสนใจตรงการนำระบบขับเคลื่อน ช่วงล่าง และอุปกรณ์ห้องโดยสารมาช่วยจัดการข้อจำกัดเหล่านี้ ตั้งแต่เริ่มออกตัวไปจนถึงเปิดประตูลงจากรถ
Q9 เป็น SUV ขนาดใหญ่ที่สุดจาก Audi ผลิตที่ Bratislava เมืองหลวงของประเทศ สโลวาเกีย (Slovakia) และมีกำหนดเริ่มส่งมอบในเดือนพฤศจิกายน รุ่น TDI 220 kW เริ่มต้น 108,400 ยูโร ในเยอรมนี มีความยาวตัวถัง 5,307 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,010 มิลลิเมตร (ไม่รวมกระจกมองข้าง) ความสูงอยู่ระหว่าง 1,768–1,806 มิลลิเมตร ตามรูปแบบช่วงล่างและอุปกรณ์ ระยะฐานล้อมากถึง 3,140 มิลลิเมตร ช่วยเปิดพื้นที่ให้เบาะแถวสาม ซึ่ง Audi ระบุว่ารองรับผู้ใหญ่ได้ ประตูหลังขนาดใหญ่และส่วนท้ายที่ยื่นยาวช่วยด้านพื้นที่ใช้สอย เพียงแต่ผู้ขับต้องเผื่อขนาดช่องจอดให้เหมาะสม

ท่อนหน้ารถใช้ Singleframe เชื่อมกับชุดไฟหน้า รุ่น advanced เน้นกระจังซี่แนวตั้ง ส่วน S line ใช้ช่องเปิดโปร่งและตกแต่งสปอร์ตขึ้น มี Singleframe เรืองแสงเป็นอุปกรณ์พิเศษ ล้อมีขนาด 20–23 นิ้ว โดยยางขนาด 22 และ 23 นิ้ว ติดตั้ง Acoustic Foam เพื่อลดเสียงจากยาง โครงสร้างตัวถังผลิตจากเหล็กและอะลูมิเนียม มีน้ำหนักรถเปล่าที่ 2,530 กิโลกรัม ส่วนค่า Cd. อยู่ที่ 0.30 เมื่อพิจารณาร่วมกับพื้นที่หน้าตัด 3.00 ตารางเมตร จะเห็นว่าแรงต้านอากาศยังเป็นโจทย์สำคัญของรถ SUV ร่างยักษ์ระดับนี้


ห้องโดยสารมี 7 ที่นั่ง (2-3-2) เป็นมาตรฐาน และสามารถเลือกแบบ 6 ที่นั่ง (2-2-2) ซึ่งใช้เบาะแยกสองตัวในแถวกลางได้ รุ่น 7 ที่นั่ง ติดตั้งจุดยึด Isofix ครบทั้งสามตำแหน่งในแถวสอง เบาะเลื่อนหน้า–หลังด้วยไฟฟ้า ส่วนพนักพิงมีทั้งแบ่งพับแบบ 65:35 และพับส่วนกลางด้วยมือแยกออกมาได้เป็น 35:30:35 จึงปรับพื้นที่ให้เหมาะกับจำนวนคน และลักษณะสัมภาระได้ละเอียดขึ้น
การเข้าแถวสามใช้ Comfort entry เลื่อนเบาะแถวนอกของแถวสองไปข้างหน้า และเอียงทั้งชุด โดยไม่ต้องพับพนักพิงลง ผู้ใช้จึงไม่จำเป็นต้องถอดเบาะเด็กที่ติดตั้งอยู่ก่อน สั่งงานได้จาก MMI หรือปุ่มบริเวณทางเข้าประตูหลัง ขณะที่พนักพิงแถวสาม พับแยกซ้าย–ขวาด้วยไฟฟ้า และควบคุมฟังก์ชันพับเบาะได้จากห้องสัมภาระ


ความจุสัมภาระด้านหลังแถวสองของรุ่น 7 ที่นั่ง อยู่ที่ 700–850 ลิตร และเพิ่มสูงสุดเป็น 2,308 ลิตรเมื่อพับเบาะแถวสองและสาม ส่วนรุ่น 6 ที่นั่ง มีความจุด้านหลัง 684 ลิตร รางอลูมิเนียมด้านข้างพร้อมจุดยึดปรับตำแหน่ง ช่วยจัดของทั้งแนวพื้นและแนวสูง ตัวม่านปิดสัมภาระสามารถเก็บใต้พื้นได้เมื่อใช้เบาะแถวสาม รถรองรับน้ำหนักบนหลังคา 100 กิโลกรัม และลากพ่วงได้สูงสุด 3,500 กิโลกรัม
Automatic doors ช่วยเปิด–ปิดประตูจากหลายจุดควบคุม รวมถึง myAudi app เซ็นเซอร์ตรวจสิ่งกีดขวางจะหยุดการเคลื่อนที่เมื่อประตูเปิดต่อไม่ได้ และมี Soft-close ช่วยดึงประตูเข้าล็อกอย่างนุ่มนวล เบาะหน้า Sports seats เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วน Sports seats plus เพิ่มการปรับและฟังก์ชันทำความร้อน ระบายอากาศ และนวด ขณะที่ Surface heating plus เป็นออปชันสำหรับอุ่นที่วางแขนบริเวณประตูและคอนโซล


วัสดุภายในมี Alpaca, Dinamica microfiber และ Fine Nappa พร้อมงานไม้และ Carbon fiber ลดพื้นผิวเงาเพื่อช่วยลดรอยนิ้วมือ ที่วางแก้วรองรับภาชนะขนาดใหญ่ มี Wireless charger แบบคู่ตามมาตรฐาน Qi2.2 และ USB-C กำลังสูงสุด 60 วัตต์ ในแถวหน้า, 100 วัตต์ ในแถวสอง และ 45 วัตต์ ในแถวสาม
Panoramic sunroof มาตรฐานมีพื้นที่กระจกมากกว่า 1.5 ตารางเมตร เปิดหรือยกกระดกได้ พร้อมแผ่นบังคับลมช่วยลดเสียงเมื่อเปิดหลังคา กระจกนิรภัยแบบประกบเคลือบสะท้อนรังสีอินฟราเรดและป้องกันรังสี UV ได้มากกว่า 99.5% สำหรับรุ่นที่เลือก Switchable transparency สามารถปรับความโปร่งใสแยกได้เก้าส่วน เปลี่ยนเป็นทึบเมื่อจอดเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว และคืนค่าที่ตั้งไว้เมื่อเริ่มใช้งานอีกครั้ง
หลังคาในบางรุ่นย่อยใช้ LED 84 ดวง สร้างแสงได้ 30 สี ให้เข้ากับ Ambient lighting ภายในมี Dynamic interaction light หรือ IAL เป็นแถบไฟพาดตลอดความกว้าง ช่วยแสดงสถานะล็อกประตูและไฟเลี้ยว รวมถึงเปลี่ยนแสงตามจังหวะเพลงและโทนสีปกอัลบั้มเมื่อใช้ฟังก์ชัน Experiences
ในส่วนของเครื่องเสียงจัดเต็มด้วย Bang & Olufsen premium sound system with 4D sound ใช้ลำโพง 22 ตัว กำลังรวม 1,360 วัตต์ พร้อม Fraunhofer Symphoria สำหรับจัดการการกระจายเสียง ลำโพงในพนักพิงศีรษะคู่หน้ารวมสี่ตัว ช่วยส่งเสียงนำทางและโทรศัพท์ใกล้ผู้ฟัง ลดการรบกวนคนอื่น จุดต่างของ 4D sound คือ Seat actuators ในเบาะหน้าที่สร้างแรงสั่นสัมพันธ์กับเพลง โดยเฉพาะความรู้สึกของเสียงทุ้ม ผู้ใช้ปรับระดับหรือปิดได้ พนักพิงศีรษะยังมี Noise-canceling ช่วยลดเสียงรบกวน

ด้านข้อมูลและความบันเทิง ประกอบด้วย MMI panoramic display รวม Audi virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว กับ MMI touch display ขนาด 14.5 นิ้ว และจอผู้โดยสารหน้า 12.3 นิ้ว เป็นมาตรฐาน พร้อม Dynamic privacy mode ช่วยซ่อนภาพที่อาจรบกวนผู้ขับ เช่น วิดีโอระหว่างรถวิ่ง ระบบใช้ Android Automotive OS และดาวน์โหลดแอปผ่าน Audi Application Store ได้โดยไม่ต้องพึ่งโทรศัพท์ ทั้งนี้ แอปที่มีให้ใช้จะแตกต่างกันตามตลาด
Audi assistant รองรับคำสั่งภาษาธรรมชาติสำหรับควบคุมรถ ค้นหาจุดหมาย และเรียกข้อมูล หากเป็นคำถามทั่วไปที่ระบบ Audi ตอบไม่ได้ จึงส่งต่อไปยัง ChatGPT ส่วน Dashcam ติดตั้งจากโรงงานเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับบันทึกเหตุการณ์ ช่องปรับอากาศยังควบคุมทิศทางด้วยไฟฟ้าผ่านหน้าจอ

ไฟท้ายเป็น Digital OLED rear lights 3.0 ใช้กระจกฐานหนาเพียง 0.1 มิลลิเมตร เพื่อให้แผงด้านนอกโค้งตามตัวถัง ผู้ผลิตระบุว่า เป็นการใช้แผง Digital OLED แบบโค้งในรถผลิตจำหน่ายเป็นครั้งแรก ประโยชน์คือเพิ่มมุมที่ผู้ใช้ถนนมองเห็นแสง โดยเฉพาะจากด้านข้าง ไฟท้ายมีแผงรวมหกชิ้น แบ่งควบคุม 512 ส่วน และสร้างลวดลายที่เคลื่อนไหวเพียงบางส่วนได้

Communication light ใช้ไฟท้ายแสดงสัญลักษณ์สามเหลี่ยมเตือนเมื่อมีอุบัติเหตุ หรือรถเสียข้างหน้า และทำงานร่วมกับ Exit warning เพื่อเตือนผู้ที่เข้าใกล้ขณะผู้โดยสารกำลังเปิดประตู ส่วน Advanced turn signals ฉายสัญลักษณ์ไฟเลี้ยวลงพื้นในเวลากลางคืนสัมพันธ์กับไฟเลี้ยวหน้า–หลัง โดยต้องติดตั้งร่วมกับชุดไฟที่กำหนด แสงจึงทำหน้าที่ส่งข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของรถให้คนรอบข้างด้วย
สำหรับไฟหน้า Digital Matrix LED headlights ใช้ Micro-LED module ควบคุมการกระจายแสงอย่างละเอียด พร้อมฉายคำเตือนเมื่อเปลี่ยนเลนขณะมีรถในมุมอับ หรือออกนอกช่องทางโดยไม่ตั้งใจ ระบบยังฉายสัญลักษณ์เกล็ดน้ำแข็งเมื่อได้รับข้อมูลความเสี่ยงถนนเป็นน้ำแข็ง ปรับแสงนำทางในเขตก่อสร้าง และใช้ Marking light เน้นให้เห็นคนใกล้ริมทาง ส่วน Projection light บริเวณประตูฉายลายสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดเพื่อต้อนรับและช่วยเตือนขณะลงรถ
เครื่องยนต์หลักคือ V6 TDI ความจุ 2,967 ซีซี กำลัง 220 กิโลวัตต์ หรือ 299 แรงม้า (PS) และแรงบิด 630 นิวตันเมตร ที่ 1,750–3,000 รอบ/นาที แรงบิดช่วงรอบต่ำถึงปานกลางช่วยให้เร่งขณะบรรทุกได้โดยไม่ต้องใช้รอบสูงตลอดเวลา บางตลาดยุโรปมีรุ่น 180 กิโลวัตต์ หรือ 245 แรงม้า (PS) แรงบิด 500 นิวตันเมตร ทั้งสองรุ่นใช้ MHEV plus
MHEV plus ประกอบด้วย Powertrain generator, Belt alternator starter และแบตเตอรี่ Lithium iron phosphate ในระบบไฟฟ้า 48 โวลต์ โดย Powertrain generator ช่วยส่งกำลังได้สูงสุด 18 กิโลวัตต์ หรือ 24 แรงม้า (PS) ระหว่างออกตัวและเร่งแซง รวมถึงรองรับการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าในบางสภาวะ จึงช่วยแบ่งภาระเครื่องยนต์ และลดการใช้น้ำมันตามสภาวะการทำงาน

เครื่องยนต์ยังใช้ Two-stage turbocharging ร่วมกับ Electric-powered compressor หรือ EPC กำลังสูงสุด 7.5 กิโลวัตต์ และกำลังต่อเนื่อง 3.5 กิโลวัตต์ อุปกรณ์นี้ “ใช้ไฟฟ้าช่วยอัดอากาศ” จึงช่วยเติมการตอบสนองในช่วงรอบต่ำ ซึ่งพลังงานไอเสียสำหรับขับเทอร์โบยังมีจำกัด สร้างความดันอัดอากาศสูงสุด 3.6 บาร์ ภายใน 1.2 วินาที มอเตอร์จาก Powertrain generator ช่วยเสริมกำลังขับ ส่วน EPC ช่วยเติมอากาศ ทั้งคู่จึงสนับสนุนการตอบสนองคันเร่ง
กำลังส่งผ่านเกียร์ Tiptronic 8 จังหวะ และระบบขับเคลื่อน Quattro พร้อม Self-locking center differential สำหรับจัดการกำลังระหว่างเพลาหน้า–หลัง รุ่น 220 กิโลวัตต์ เร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 6.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลือง 7.4–8.0 ลิตร/100 กิโลเมตร หรือประมาณ 12.5–13.5 กิโลเมตร/ลิตร ถังน้ำมันจุ 80 ลิตร ส่วนระบบบำบัดไอเสียประกอบด้วย Diesel particulate filter, Exhaust gas recirculation และ SCR เพื่อรองรับมาตรฐาน Euro 6e-bis

ช่วงล่างหน้า–หลังแบบ Five-link ทำงานร่วมกับ Adaptive air suspension เป็นมาตรฐาน ปรับทั้งความหน่วงของโช้กอัพ และระดับความสูงของตัวรถตามความเร็ว น้ำหนักบรรทุก และสภาพการขับ ช่วงปรับความสูงรวม 90 มิลลิเมตร และลดจาก Balanced mode ลง 62 มิลลิเมตร ในฟังก์ชัน Comfort exit เพื่อช่วยขึ้น–ลงรถ ผู้ที่ต้องการการตอบสนองกระชับขึ้นเลือก Adaptive air suspension sport ได้ ส่วน Drive select มีเจ็ดโหมด พร้อม Drive select assistant ช่วยเลือกตามสถานการณ์และรูปแบบการขับ
All-wheel steering ล้อหลังหักเลี้ยวได้สูงสุด 5 องศา ที่ความเร็วต่ำล้อหลังหันสวนกับล้อหน้าเพื่อช่วยให้เลี้ยวคล่องขึ้น เมื่อความเร็วสูงล้อหลังหันไปทิศเดียวกัน เพื่อเพิ่มความมั่นคงขณะเปลี่ยนเลน ระบบเบรกใช้ Integrated brake control และจานเบรกพร้อมช่องระบายอากาศ ขนาดคู่หน้า 400 มิลลิเมตร คู่หลัง 350 มิลลิเมตร

Adaptive driving assistant plus รองรับ Hands-free บนทางหลวงที่ระบบอนุญาต โดยระบุความเร็วสูงสุด 130 กม./ชม. และเริ่มให้บริการในเยอรมนี สหรัฐฯ และแคนาดา ระบบใช้เรดาร์ กล้องหน้า และข้อมูลตำแหน่งถนนช่วยควบคุมพวงมาลัย คันเร่ง และเบรก พร้อมช่วยเปลี่ยนเลนเมื่อเปิดไฟเลี้ยว แต่ยังอยู่ใน SAE Level 2 หรือ ผู้ขับต้องเฝ้าดูถนนและรับผิดชอบการควบคุมตลอดเวลา มีกล้องบริเวณคอพวงมาลัย ตรวจสายตาและการเคลื่อนไหวของศีรษะเพื่อประเมินความใส่ใจของผู้ขับ

หากผู้ขับไม่ตอบสนองต่อการเตือน Emergency assist จะช่วยลดความเร็วและหยุดรถ บนทางหลวงระบบสามารถพารถเข้าไหล่ทางที่ว่าง และอยู่ติดกับเลนปัจจุบันในช่วงความเร็ว 30–50 กม./ชม. เมื่อเงื่อนไขเอื้ออำนวย หากทำไม่ได้จะหยุดอย่างควบคุมได้ในเลนเดิม และเรียกความช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อยังไม่มีการตอบสนอง ส่วน Lane departure warning เลือก Reduced หรือ Normal เพื่อปรับรูปแบบการเตือนและแทรกแซงพวงมาลัยได้

Audi Q9 แสดงให้เห็นว่า การพัฒนา SUV ขนาดใหญ่ต้องพิถีพิถันในรายละเอียด ตั้งแต่การตอบสนองของเครื่องยนต์ไปจนถึงจังหวะก้าวลงจากรถ ระบบต่าง ๆ จะมีคุณค่ามากที่สุดเมื่อช่วยลดภาระผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งที่ต้องพิสูจน์ในการใช้งานจริงจึงเป็นความกลมกลืนของทั้งหมด ทั้งวันที่เดินทางไม่กี่คนและวันที่ใช้งานครบสามแถว ว่าเทคโนโลยีในทุกองค์ประกอบจะทำให้รถขนาดใหญ่ อำนวยความสะดวกในการใช้งานได้มากเพียงใด