“แสนสิริ” เปิดพรีเซลล์ “เดอะ ไลน์” 2 โครงการ 2 วัน กวาดยอดขายกว่า 4 พันล้านบาท

          “แสนสิริ” เผยความสำเร็จจาก “เดอะ ไลน์” 2 โครงการใหม่ เปิดพรีเซลล์ 2 วันกวาดยอดขายรวมกว่า 4,000 ล้านบาท ชี้จุดต่าง “เดอะ ไลน์ พหลฯ-ประดิพัทธ์” เน้นกลุ่มลูกค้าคนไทยสนใจซื้อเพื่ออยู่เอง ส่วน “เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 101” คว้ายอดขายจากลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่และสนใจซื้อเพื่อลงทุน โดยสร้างยอดขายจากตลาดต่างชาติได้รวมกว่า 1 พันล้านบาท
          นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จจากการเปิดขายคอนโดมิเนียมภายใต้ความร่วมมือระหว่าง “แสนสิริ” และ “บีทีเอส กรุ๊ป” ภายใต้แบรนด์ “เดอะ ไลน์” 2 โครงการใหม่ล่าสุดที่นับว่ามีความต้องการสูงทั้งจากลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติเพราะอยู่ในทำเลเมืองและใกล้รถไฟฟ้า โดยามารถทำยอดขายรวมจากการเปิดพรีเซลล์ 2 วัน ได้ถึง 4 พันล้านบาท
          สำหรับโครงการแรกคือ “เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 101” ใกล้รถไฟฟ้า BTS ปุณณวิถี เพียง 250 เมตรและทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้น 1) ซึ่งมีการเปิดการขายแบบ Global Launch พร้อมกันใน 6 ประเทศเอเชีย ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน จีน มาเลเซีย และไทย สามารถสร้างยอดขายจากตลาดต่างชาติได้ถึง 1 พันล้านบาท
          นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจากลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่และสนใจซื้อเพื่อลงทุน ด้วยศักยภาพของทำเลที่เป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวจากพื้นที่สุขุมวิทตอนต้น มีการคมนาคมที่มีรถไฟฟ้าผ่าน มีการเติบโตของภาคอสังหาฯ อย่างรวดเร็วและยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยราคาคอนโดมิเนียมที่นำกลับมาขายใหม่เพิ่มขึ้น 34-38% และความต้องการเช่าในย่านนี้ที่มีกระแสตอบรับที่ดีจากดีมานต์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการที่พักอาศัยใกล้รถไฟฟ้าโดยมีราคาเช่าตั้งแต่ 1.3–2.8 หมื่นบาทต่อเดือน
          ส่วนอีกโครงการคือ “เดอะ ไลน์ พหลฯ-ประดิพัทธ์” ตั้งอยู่บนถนนประดิพัทธ์ ระหว่างประดิพัทธ์ซอย 19-21 ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีสะพานควาย ประมาณ 550 เมตร ได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าคนไทยที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง เนื่องจากคอนโดมิเนียมย่านสนามเป้า-อารีย์-สะพานควาย ยังคงได้รับความนิยม
          “ที่อยู่อาศัยในย่านนี้มีการพัฒนาใหม่ค่อนข้างน้อยเนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ถูกพัฒนาเป็นอาคารพาณิชย์ตลอดสองฝั่งถนน การรวมแปลงที่ดินให้มีขนาดเหมาะสมต่อการสร้างคอนโดมิเนียมโครงการใหม่จึงเกิดขึ้นได้ยาก อีกทั้งในย่านนี้ยังเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีผู้อาศัยเดิมอยู่เป็นจํานวนมาก เมื่อเกิดการพัฒนาโครงการใหม่จึงเป็นเป้าหมายของกลุ่มลูกค้าที่นิยมซื้อเก็บไว้เป็นทรัพยสินที่สร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต”

          ปัจจัยที่ทำให้ทั้ง 2 โครงการประสบความสำเร็จมาจากการกลุ่มลูกค้าชื่นชอบแนวคิดการอยู่อาศัย “Co-Living Space” ที่นับเป็นครั้งแรกในไทยกับคอนโดมิเนียมที่จัดเต็มพื้นที่ให้สามารถแบ่งปันความสุขร่วมกันในทุกพื้นที่ใช้สอยซึ่งประกอบด้วย Co-Lifestyle ครั้งแรกกับ Co-Kitchen พื้นที่สำหรับทำอาหารร่วมกันและเปิดรับอากาศธรรมชาติได้ Co-Working ครั้งแรกกับพื้นที่ทำงานที่เชื่อมต่อสวนสีเขียวและ Co-Recreation ครั้งแรกใน Southeast Asia ที่สนามกีฬาปรับเปลี่ยนได้ ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยล่าสุด LED Multi-Sports Court

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
Powered by MakeWebEasy.com